ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 ย้ายมาอยู่จวนอ๋องดีหรือไม่


              ทางด้านหลี่หงนั้นไม่รู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย และไม่ได้ยินเช่นกันเขาลงจากรถม้าแล้วยืนรออยู่ด้านข้าง ต่อมาแขนเล็กๆ ก็ยื่นออกมาจากภายในรถม้าม่านประตูถูกดึงขึ้น ร่างของเด็กชายตัวน้อยปรากฏต่อสายตาของทุกคนหลี่ฉางเฉินวางแท่นเหยียบให้เรียบร้อย หลี่หงจับมือของหลี่ลั่วเดินลงมา

              “ฝ่ามือของพี่ใหญ่มีแต่เหงื่อ ตื่นเต้นเสียแล้วหรือ?” หลี่ลั่วถามอย่างหยอกล้อ

              เมื่อครั้งหลี่ซวี่ยังไม่ได้จากไปในสองปีนั้นหลี่หงเข้าวังเสมอไม่ว่าวังหลวงจะมีงานเลี้ยงอันใด ในฐานะแม่ทัพใหญ่ข้างกายจ้าวหนิงฮ่องเต้ ครอบครัวของหลี่ซวี่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊[1]ขั้นหนึ่งในบรรดาขุนนางแต่ตั้งแต่เกิดเรื่องกับหลี่ซวี่ และหลังจากที่ขาของเขาได้รับบาดเจ็บ เขาก็ออกมาปะปนอยู่ในกลุ่มคนข้างนอกน้อยยิ่งนักต่อให้ออกมาก็เพียงแค่ไปหมู่บ้านและร้านค้าของครอบครัวเท่านั้นสถานการณ์เช่นวันนี้จึงทำให้ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อยจริงๆ

              แม้จะด้วยเหตุที่เกี่ยวพันกับรองเท้า จึงทำให้เวลาเดินเหินไม่มีปัญหาแล้วหากไม่จ้องเขม็งดูที่เท้า รองเท้าคู่นี้ย่อมไม่ส่อพิรุธใดๆ นอกเสียจากว่าจะเป็นที่ความมั่นใจของเขาเองทว่าความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่อยู่ในใจมาเป็นเวลาเนิ่นนานนั้นยากจะให้ควบคุมเอาไว้ได้ในชั่วขณะเดียวเขามักจะรู้สึกเสมอว่าทุกคนต่างจ้องมองแต่ขาของเขา “ตื่นเต้นเล็กน้อย”

              “พี่ใหญ่ไม่ต้องตื่นเต้นขอรับ” หลี่ลั่วกล่าว “มีคนกล่าวไว้ว่าแต่ละคนมีชีวิตของตนเอง แต่ละคนมีชะตาของตนเอง พี่ใหญ่เพียงแค่ได้รับบาดเจ็บที่ขาแต่มือเท้ายังอยู่ครบ แล้วพวกที่ขาขาดแขนขาด ยามที่ออกรบในสนามรบยังดีๆ อยู่ หากเมื่อเสร็จจากการศึกแล้วกลับตายไปเก้าเหลือเพียงหนึ่งชีวิตเล่า?พวกเขาเพราะแขนขาไม่สมบูรณ์จึงถูกกองทัพทอดทิ้งพวกเขาเสียสละเพื่อบ้านเมือง บ้านเมืองกลับไม่ได้ดูแลพวกเขาให้ดี คนเหล่านี้ต่อไปจะมีชีวิตอย่างไรเล่า?”

              “น้อง...น้องหกพูดถูกต้อง”

              ด้านหลังพวกเขา หลี่เหล่าไท่เหฺยและคนอื่นๆ ต่างทยอยกันลงจากรถม้า

              “ขออภัย ใช่จงหย่งโหวหรือไม่ขอรับ?” มีขันทีนายหนึ่งเดินข้ามมาจากหน้าประตูไท่เหอมาถึงเบื้องหน้าหลี่ลั่วน้ำเสียงของขันทีผู้นั้นนอบน้อมยิ่งนัก ท่าทางเป็นธรรมชาติและมีมารยาทยิ่ง

              “เป็นเปิ่นโหวเอง มีเรื่องอันใดรึ?” หลี่ลั่วถาม

              ขันทียิ้มบางๆ “ฉีอ๋องรับสั่ง เสี่ยวโหวเหฺยอายุยังน้อย ไม่ให้รอนาน รถม้าของจวนฉีอ๋องรออยู่อีกด้านหนึ่งแล้วขอรับเชิญท่านเข้าวังก่อน”

              คนไม่น้อยต่างได้ยิน อดไม่ได้ที่จะอุทาน ฉีอ๋องผู้สูงส่งเย็นชาในตำนานช่างเอาใจใส่ยิ่งนักต่อให้เป็นการปฏิบัติต่อหลี่ลั่วซึ่งเป็นเพียงเด็กน้อยอายุห้าขวบก็ยังสง่างามเช่นนี้

              “ขออภัย” หลี่ลั่วกล่าว “พี่ใหญ่ของข้าขาไม่สะดวกนักต้องการขึ้นรถม้าไปกับข้า ไม่ทราบว่าได้หรือไม่?”

              “ท่านอ๋องมีรับสั่งไว้ว่า ให้ล้วนฟังความเห็นท่านขอรับ” ขันทีตอบไม่พูดไม่ได้แล้วว่ากู้จวิ้นเฉินเข้าใจในตัวหลี่ลั่วอย่างยิ่ง

              เขารู้ว่าหลี่ลั่วมีความคิดเช่นนี้ดังนั้นจึงได้กำชับขันทีล่วงหน้าเอาไว้แล้วรับหลี่ลั่วและหลี่หงขึ้นรถม้าของจวนฉีอ๋องแล้ว คนที่เหลือได้แต่มองตามเงาของรถม้าแล้วเริ่มพูดคุยต่างๆ นานา

              “ฉีอ๋องปฏิบัติต่อหลี่เสี่ยวโหวเหฺยดียิ่ง หรือว่าฉีอ๋องยอมรับการแต่งงานครั้งนี้?”

              “ฝ่าบาทพระราชทานสมรส ผู้ใดจะกล้าขัดพระราชโองการเล่า?”

              “ฉีอ๋องเพิ่งจะอายุสิบสามปี กำลังอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็นต่อทุกอย่างไฉนเลยจะรู้เรื่องของความดีของมังกรเล่า?”

              “นั่นเป็นคนของจวนแม่ทัพ เข้าแถวอยู่ตรงนั้น”

              “ฉีอ๋องรับหลี่เสี่ยวโหวเหฺยเข้าวัง ไฉนไม่รับคนของจวนแม่ทัพเล่า?”

              “เรื่องนี้จะรู้ได้อย่างไรเล่า? เจ้าไปถามฉีอ๋องสิ”

              “ไปๆๆ”

              ในความเป็นจริงแล้ว กู้จวิ้นเฉินส่งคนออกมารับหลี่ลั่วเข้าวังทว่ากลับไม่ได้ส่งคนมารับคนของจวนแม่ทัพ อวี๋เหล่าไท่ไท่นั้นไม่ยินดีกู้จวิ้นเฉินกับนางนั้นไม่สนิทชิดเชื้อต่อให้เป็นเมื่อครั้งเป็นเด็กยังไม่ได้เกิดเรื่องราวเมื่อหกปีก่อนกู้จวิ้นเฉินในยามนั้นไม่ได้มีนิสัยเย็นชา แต่มีลักษณะที่ไม่สนิทสนมกับใครแต่กำเนิดเหมือนกับเสด็จพ่อของเขาไท่จื่อเยี่ยน สายเลือดของลูกหลานในราชวงศ์นั้นสูงส่ง ความสูงศักดิ์ที่ปรากฏให้เห็นนั้นชัดเจนยิ่งนักครั้นต่อมาได้ผ่านเรื่องราวเมื่อหกปีก่อน สถานที่แห่งใดกู้จวิ้นเฉินล้วนไม่ไปร่วม นอกเสียจากว่าเป็นวันสำคัญจึงจะออกมาสักครั้งราวกับว่าเขาเป็นสตรีอยู่แต่ในเรือน สถานที่เดียวที่เขาไปก็คือวังหลวง

              “จวิ้นเฉินเด็กคนนี้ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ผู้อื่นล้วนรับเข้าวังแต่กลับลืมท่านไปเสียได้” ผู้ที่เอ่ยปากคือภรรยาอวี๋เฟย อวี๋จางซื่อ ลูกสะใภ้ของอวี๋เหล่าไท่ไท่น้าสะใภ้ของกู้จวิ้นเฉิน พูดว่าลืมอันใดกัน ไม่รู้ว่าพูดแทนกู้จวิ้นเฉินหรือเจตนาพูดจาทิ่มแทงใจอวี๋เหล่าไท่ไท่กันแน่

              อวี๋เหล่าไท่ไท่ฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ยิ่งขึ้นอีก“มีเพียงเจ้าที่ปากมาก เขารับว่าที่ภรรยาของตนเข้าวังย่อมเป็นเรื่องสมควรเจ้าจะพูดมากไปเพื่ออันใด?”

              นิสัยของอวี๋เหล่าไท่ไท่นั้น ตนเองนั้นไม่ยินดีกับการกระทำของกู้จวิ้นเฉินแต่กู้จวิ้นเฉินเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของบุตรีคนโตของนางตนเองไม่ชมชอบนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ตนเองคือผู้อาวุโส แต่ไม่ใช่ว่าจะให้ผู้อื่นมาพูดนั่นพูดนี่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะใภ้คนนี้ เมื่อยามที่ทาบทามเรื่องแต่งงานนั้น ก็รู้สึกว่าเป็นหญิงสาวที่ดีคนหนึ่งอยู่หรอก

              จวนแม่ทัพนั้นถูกจับจ้องด้วยความระแวงจากฮ่องเต้องค์ก่อน ดังนั้นการทาบทามสะใภ้ให้กับบุตรชายจึงต้องเลือกฐานะที่ต่ำต้อยแต่คิดไม่ถึงว่าต่อมาจะกลายเป็นเช่นนี้ หลังจากแต่งเข้ามาในจวนแม่ทัพ ก็คิดเพียงแต่จะช่วยเหลือครอบครัวฝั่งมารดาตนเองกลับไม่คิดเสียบ้างว่าขอเพียงครอบครัวของสามีดี ชีวิตของนางจึงจะดีไปด้วยครอบครัวมารดาดีแล้วเกี่ยวข้องอันใดกับนางกัน?

              ภรรยาอวี๋เฟยนั้นไม่ชอบหน้ากู้จวิ้นเฉินยังมีเรื่องราวบางอย่างที่คั่นอยู่ตรงกลางเพียงแต่เรื่องนี้คนสกุลอวี๋ไม่มีผู้ใดรู้เท่านั้น ดังนั้นทันทีที่นางคิดถึงกู้จวิ้นเฉินภรรยาอวี๋เฟยจะไม่สบายเนื้อสบายตัวเมื่อก่อนนางอยู่ในจวนแม่ทัพไม่มีฐานะอันใดแม้แต่น้อยยามนี้บุตรชายของนางเป็นแม่ทัพรักษาชายแดนอยู่ที่ซีเป่ย คราวนี้นางอยู่ในจวนแม่ทัพมีฐานกำลังเข้มแข็งแล้วคำพูดคำจาก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้น

              “ท่านแม่พูดถูกแล้วเจ้าค่ะ เป็นข้าเองที่ปากมากไป”ภรรยาอวี๋เฟยไม่เอ่ยอันใดอีก

              หลี่ลั่วนั่งรถม้าของจวนฉีอ๋องเข้าไปในวัง นั่งมาได้ครึ่งทางรถม้าก็หยุดลงได้ยินเพียงเสียงของขันที “เสี่ยวโหวเหฺย คุณชายหลี่ลงจากรถม้าที่นี่ได้ขอรับ ด้านหน้าเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่นั่นมีแขกมาไม่น้อยแล้ว ฝ่าบาทได้รับสั่งว่าต้องการพาท่านไปสถานที่อื่น”

              “ได้ ลำบากแล้ว” หลี่ลั่วกล่าว

              ต่อมาหลี่หงก็ลงจากรถม้า รถม้าเดินไปข้างหน้าต่อไป หากคำนวณตามเวลาที่หลี่ลั่วคิดไว้คงใช้เวลาหลังจากนี้ไม่เกินห้านาทีในที่สุดรถม้าก็หยุดลง หลี่ลั่วเปิดผ้าม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอกเห็นเพียงทางเดินระเบียงยาว กว้างมาก และสงบอย่างยิ่ง “ที่นี่คือที่ไหน?”

              ขันทีนำแท่นเหยียบมาวางให้ “ฝ่าบาทรอท่านอยู่ด้านในขอรับท่านไปแล้วก็จะรู้เองขอรับ”

              หลี่ลั่วลงจากรถม้า เห็นด้านข้างมีตำหนักหลังหนึ่งหน้าประตูตำหนักมีองครักษ์ห้านาย สี่คนในนั้นเฝ้าอยู่ทั้งซ้ายขวาและอีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลาง คนผู้นั้นก็คือจวิ้นอีที่หลี่ลั่วรู้จัก

              “จวิ้นอี” หลี่ลั่วทักทาย

              “เสี่ยวโหวเหฺย ท่านมาแล้ว ท่านอ๋องรอท่านอยู่ด้านในขอรับ” จวิ้นอีกล่าว

              หลี่ลั่วเดินไปเบื้องหน้าเขา รถม้าจอดรออยู่อีกด้านหนึ่งแต่ไม่ได้เคลื่อนตัวออกไป“สถานที่แห่งนี้คือที่ใดหรือ?” หลี่ลั่วถาม

              “เมื่อก่อนที่นี่คือตงกงเป็นตงกงที่เสด็จพ่อของท่านอ๋องเคยประทับอยู่ที่นี่ก่อนจะเป็นผู้ใหญ่ตามธรรมเนียมของรัชสมัยของพวกเรา องค์ชายรัชทายาทเมื่อผ่านพิธีสวมกวานแล้วสามารถมีจวนไท่จื่อได้ขอรับ”ตงกงอยู่ในวังหลวง จวนไท่จื่อเป็นคฤหาสน์ที่แยกออกมาต่างหาก นี่คือความแตกต่าง“หกปีก่อนสถานที่แห่งนี้ถูกปิดไปแล้ว ไม่ได้มีฐานะเป็นตงกงขององค์ชายรัชทายาทอีกต่อไปแต่เป็นสถานที่สำหรับให้ท่านอ๋องพักผ่อนในวัง ด้วยเหตุที่องค์ชายองค์อื่นล้วนมีตำหนักของตนเองอยู่ในวังหลวงขอรับ”นั่นก็คือตำหนักของบรรดาองค์ชายผู้ซึ่งยังไม่ได้ผ่านพิธีสวมกวานและยังไม่ได้อยู่ร่วมกับภรรยานั่นเองเช่นองค์ชายสามในเวลานี้ เขาเพิ่งจะมีอายุได้สิบห้าปี

              ส่วนองค์ชายรองแม้จะยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็มีอายุสิบแปดปีเต็มแล้ว จึงได้เริ่มสร้างจวนองค์ชายรองและย้ายออกไปแล้วทว่าตำหนักในวังหลวงยังคงเก็บเอาไว้เหมือนเดิม

              เพียงแต่ว่า ไม่ได้งดงามหรูหราเช่นที่นี่ของกู้จวิ้นเฉิน

              “ที่นี่คือประตูด้านหลัง ประตูใหญ่ด้านหน้าท่านอ๋องไม่เคยเปิดมาหกปีแล้วขอรับ”จวิ้นอีอธิบาย เพื่อไม่ให้เสี่ยวโหวเหฺยเข้าใจผิดท่านอ๋อง

              “อืม ข้าไม่ใส่ใจ”หลี่ลั่วไม่ใส่ใจว่ากู้จวิ้นเฉินจะใช้ประตูใหญ่หรือใช้ประตูด้านข้างต้อนรับเขาเพราะเขาเข้าใจกู้จวิ้นเฉิน ว่าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้

              คนทั้งสองเดินไปคุยไปจนมาถึงด้านในศาลาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวกู้จวิ้นเฉินกำลังพิงเสาต้นหนึ่งมองหลี่ลั่วในศาลานั้นได้ตระเตรียมของว่างเอาไว้แล้ว ของว่างหลากหลายสีสัน มากมายหลายแบบ

              นี่เป็นครั้งแรกที่กู้จวิ้นเฉินเห็นหลี่ลั่วสวมอาภรณ์ในชุดราชสำนักของท่านโหวขั้นหนึ่งชุดราชสำนักระดับโหวสีม่วงเข้ม เมื่อสวมลงบนร่างเล็กๆ ของหลี่ลั่วที่จริงควรจะเป็นสีที่ดูอ่อนแอ หากกลับกลายเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาบนชุดราชสำนักของหลี่ลั่วคือลวดลายพญางูเก้าตัว ทุกตัวล้วนมีสี่เล็บ

              และเช่นกัน วันนี้กู้จวิ้นเฉินก็สวมอาภรณ์หมั่งเผา[2]ของชินอ๋อง ไม่เหมือนกับเสื้อคลุมของหลี่ลั่วหมั่งเผาของกู้จวิ้นเฉินนั้นเป็นสีแดงเข้ม เป็นสีแดงสดและสีเหลืองผสมรวมกันสีเหลืองนั้นออกแดง สีแดงนั้นเข้มเล็กน้อย

              บนชุดหมั่งเผาระดับชินอ๋องของเขามีพญางูเก้าตัวเช่นกัน มีสี่เล็บเช่นเดียวกันที่แตกต่างกันคือสีของอาภรณ์ ของเขาดูแล้วทั้งสง่างามและเคร่งขรึม

              ในรัชสมัยนี้มีเพียงอาภรณ์ชุดคลุมมังกรของฮ่องเต้เท่านั้นที่มีมังกรอยู่ข้างบนและเป็นมังกรห้าเล็บ

              ชินอ๋อง องค์ชาย และจวิ้นอ๋อง ล้วนต้องสวมใส่ชุดหมั่งเผาสีแดงเข้ม

              จวิ้นอ๋องลงไป ขุนนางขั้นสามขึ้นมา ล้วนต้องสวมใส่ชุดหมั่งเผาสีม่วงเข้ม

              ขุนนางขั้นสามลงไป ขั้นห้าขึ้นมา ล้วนต้องสวมใส่ชุดหมั่งเผาสีแดงสด

              ขุนนางขั้นห้าลงไปจะใส่สีใดก็ได้ มีสีเขียว และสีดำ

              สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นข้าหลวง ให้สวมเผาซาน[3]สีขาว เช่น นักศึกษาในสำนักศึกษาบรรดานักศึกษาในกั๋วจื่อเจียน

              หลี่หลั่วมองกู้จวิ้นด้วยดวงตาเบิกกว้างอย่างยากจะควบคุมกู้จวิ้นเฉินในชุดชินอ๋อง ทำให้ดูแตกต่างไปจากปกติ ยังคงมีท่าทีเย็นชาดังเดิม แต่ดูสูงส่งเกินเอื้อมราวกับว่าคนผู้นี้เป็นดวงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า เมื่อเจ้ายื่นมือออกไปเขาอยู่ใกล้เพียงเบื้องหน้า ทว่ากลับจับต้องไม่ได้

              “มานี่” กู้จวิ้นเฉินเห็นเขาตกตะลึงอยู่กับที่ จึงเลิกคิ้ว

              “มาแล้ว” หลี่ลั่ววิ่งเข้าไปด้วยก้าวสั้นๆ ของเขา “ท่านพี่ฉีอ๋องเรียกข้ามาด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ?”หลี่ลั่วถาม

              กู้จวิ้นเฉินอุ้มเขามานั่งลงบนเก้าอี้ ซ้ำยังผูกผ้าเช็ดหน้าให้เขาเพื่อป้องกันไม่ให้อาภรณ์เลอะเทอะจากการกินของว่างจากนั้นยังช่วยเขาตักน้ำแกงถ้วยหนึ่ง"เจ้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองลักษณะนี้เป็นครั้งแรกคนในจวนโหวมีผู้ใดย้ำเตือนหรือไม่ว่าต้องกินอะไรเล็กน้อยก่อน?”

              “หา? ไม่มีขอรับ” หลี่ลั่วถาม “เหตุใดจึงต้องกินของเล็กน้อยก่อนเล่าขอรับ?”

              กู้จวิ้นเฉินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “คนในจวนโหวไฉนจึงได้เลินเล่อเช่นนี้ไม่สู้ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องดีหรือไม่?”

              หัวใจดวงน้อยๆ ของหลี่ลั่วสั่นสะท้าน นี่ต้องการอยู่ก่อนแต่งใช่หรือไม่?เขายังเล็กนะ คืนเข้าหอนั้นยังอีกยาวไกลไร้กำหนดยังไม่สามารถทดลองใช้ชีวิตเช่นสามีภรรยาแล้วจะทำเช่นใดเล่า “จวนโหวมิอาจไม่มีคนเป็นเจ้าบ้านคอยดูแลจัดการเรื่องราวขอรับ”ที่จริงหลี่ลั่วหวั่นไหวอย่างยิ่ง แต่ยังคงกัดฟันปฏิเสธไป “แม้ว่าพี่ใหญ่จะมีนิสัยสุภาพอ่อนโยนแต่ในจิตใจเขานั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง พี่หญิงใหญ่อ่อนแอเปราะบางส่วนมารดา...ได้แต่อดทนข่มกลั้นมาเป็นเวลาหลายปีจนกลายเป็นความเคยชินนางดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่า ต่อให้นางไม่มีขุนเขาให้พึ่งพิง นางก็ยังคงเป็นฮูหยินของจงหย่งโหวฮูหยินของคนข้างกาย...ฝ่าบาท”

     

     

    [1] ขุนนางในจีนจะมีสองสาย คือบู๊และบุ๋นขุนนางฝ่ายบู๊จะเป็นฝ่ายนำกองทัพออกปฏิบัติการตามคำสั่งที่ได้รับ และทำการต่อสู้ส่วนขุนนางฝ่ายบุ๋นจะเป็นผู้ที่ใช้สติปัญญาในการคิดกลศึก และเสนอความคิดในการทำศึกต่างๆเช่น ขงเบ้ง สุมาอี้


    [2] หมั่งเผา (蟒袍) หรือเสื้อคลุมพญางู หรืองูเหลือมนั่นเองนัยว่าโบราณถือว่ามังกรต้องมีห้าเล็บและฮ่องเต้เท่านั้นที่จะสวมอาภรณ์ลายมังกรห้าเล็บได้ สี่เล็บจึงไม่ใช่มังกรเป็นงูใหญ่ สำหรับองค์ชาย และขุนนางไม่สามารถสวมอาภรณ์ลายมังกรห้าเล็บได้ ชุดหมั่งเผาคือชุดทางการหรือชุดพิธีการขององค์ชายและขุนนางในสมัยโบราณ สีจะแตกต่างกันไปตามระดับขั้น


    [3] เผาซาน (袍衫) ชุดคลุมเผาซานเป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนใหญ่ผ่าด้านข้าง ใช้ในงานฉลองใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ ชุดบัณฑิตเรียบๆ ในหนังจีนทั่วไป แต่หากย้อนกลับไปในรัชสมัยซ่งจะหมายถึงฉลองพระองค์เผาซานของกษัตริย์ที่ใช้ในงานฉลองใหญ่เช่นกันทำจากผ้าฝ้ายสีดินเหลือง หรือสีเหลืองอ่อน สวมรัดพระองค์หยกสีแดง

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577