ตอนที่16 แม่ครัวตัวน้อย
สองพ่อลูกรีบใช้ตะเกียบคีบผักและหมูและคีบอาหารอย่างอื่นทานพร้อมกับกล่าวชื่นชมฝีมือทำอาหารของซูเวยโดยตรงว่า
“เวยเวยอร่อยจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะทำอาหารรสชาติดีเช่นนี้ ดียิ่งกว่าภัตตาคารที่เคยไปทานเสียอีกแน่ะ”
“พี่เวยเวยอร่อยมากค่ะ หนูชอบจังเลย” เสียงหวานใสของมี่เอ๋อร์ดังขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้พ่อตนเอง
“อร่อยดีครับ”หวงเจียวเฉินเอ่ยชมอย่างจริงใจ เขาไม่คิดว่ากลับมาบ้านเก่าของแม่คราวนี้จะพบกับพี่สาวต่างบิดาที่เปลี่ยน
ไปแต่สิ่งสำคัญคือพี่สาวคนนี้ทำอาหารอร่อยจนทำให้เขาหลุดกิริยาที่เคยเ็าเฉยเมยในทันที
“เวยเวยหัดทำอาหารนานหรือยัง?”จ้าวอิ่งถามลูกสาวด้วยความแปลกใจที่พบว่าอาหารที่ลูกสาวปรุงนั้นมีรสชาติอร่อยมาก
“อาหารอร่อยจริงๆเวยเวย เก่งมากจ้ะ” เกาอิงพูดชื่นชมหลานสาวอย่างจริงใจพร้อมกับลูบหัวด้วยความรักและเอ็นดู
ซูเวยเงยหน้าขึ้นตอบคำถามแม่ตนเองตามจริงว่า“เพิ่งลงมือทำครั้งแรกค่ะ”
คำตอบของซูเวยทำให้หวังเจียวชินขมวดคิ้วพลางกล่าวตำหนิเธอโดยตรงว่า“เป็เด็กไม่ควรพูดโกหกหรือพูดไม่จริงแบบ
นี้นะ”
คราวนี้เกาอิงไม่จับตัวหลานสาวไว้แต่เธอลอบสังเกตท่าทีของหลานสาวว่าจะแสดงออกมาเช่นไรกับคำพูดของพ่อเลี้ยง
ปรากฏว่าซูเวยพยักหน้ารับแล้วไม่พูดอะไรอีกเกาอิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นเธอ
เริ่มเชื่อใจหลานสาวแล้วว่าเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจริงๆ
“ในเมื่อเวยเวยทำอาหารเก่งแบบนี้ไม่คิดจะไปอยู่ในเมืองใหญ่กับแม่บ้างหรือ?”จ้าวอิ่งถามลูกสาวอย่างคาดหวังเพื่อให้
ลูกสาวตอบตกลงเพราะเธอไม่อยากที่จะบังคับใจใคร
“ไม่ค่ะหนูจะอยู่เป็เพื่อนยายที่นี่” ซูเวยนิ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบแม่ตามจริงเธอไม่้าทำตามความ้าของ
ร่างเก่าถึงแม้ว่าส่วนลึกในใจจะขัดแย้งกับคำตอบของเธอก็ตาม
“ถ้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ฉันจะส่งเธอไปโรงเรียนเดียวกับมี่เอ๋อร์ไม่อยากเห็นข้าวของทันสมัยและสนามเด็กเล่นดีๆบ้าง
หรือ?”หวังเจียวชินล่อหลอกซูเวยอย่างตั้งใจพลางยกเื่โรงเรียนและของเล่นที่เด็กส่วนใหญ่ให้ความสนใจสิ่งสำคัญ
เกิดจากการที่เขาประทับใจรสชาติอาหารแสนอร่อยของซูเวยจึง้าให้เธอไปอยู่ด้วยจะได้ทำอาหารอร่อยให้เขาทาน
ทุกวันซึ่งประจวบเหมาะกับแม่ครัวคนเก่าลาออกไปพอดี
ทางด้านหวังเจียวมี่เมื่อได้ยินพ่อตนเองบอกว่าจะให้พี่สาวไปเรียนโรงเรียนเดียวกับตนเองทำให้เธอตื่นเต้นพลางหันหน้า
ไปบอกซูเวยอย่างคาดหวังว่า “ดีจริงมี่เอ๋อร์อยากให้พี่สาวไปโรงเรียนด้วยหนูจะได้มีพี่สาวคอยดูแลปกป้องเหมือนคนอื่น
บ้าง”
ซูเวยลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนตอบคำถามอย่างจริงจังว่า“ไม่ละ พี่อยากอยู่ที่นี่”
จ้าวอิ่งเห็นว่าลูกสาวพูดปฏิเสธหลายครั้งแล้วทำให้เธอทิ้งจังหวะการพูดคุยเื่นี้ไว้แล้วหันไปคุยเื่อื่นที่เธอยังไม่ได้
รับคำตอบจากแม่แทนว่า“แม่คะ ตกลงพ่อทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้แม่หรือคะ?”
ซูเวยเหลือบมองเห็นท่าทีอึดอัดใจของยายจึงพูดบอกอย่างมีเหตุผลซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของร่างเดิมว่า “หนูอยาก
ได้ชุดนักเรียนกับชุดกีฬาใหม่แล้วก็อยากให้ยายขับรถคันโก้ไปส่งที่โรงเรียนแทนจักรยานคันเก่า หนูบังคับยายให้ไปขาย
แหวนเก่าของตาค่ะดีนะที่ได้เงินพอซื้อรถคันนี้พอดี”
“ใช่ๆเวยเวยร้องไห้โวยวายจนแม่รำคาญเลยเอาแหวนเก่าของพ่ออิ่งเอ๋อร์ไปขายทิ้งซะไม่งั้นจะทำตัวเรียบร้อยแบบนี้
หรือ?”ยายเกาอิงเห็นโอกาสพลันคว้าไว้และบอกลูกสาวตามเหตุผลที่ซูเวยเกริ่นนำไว้แล้วทันที
จ้าวอิ่งพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะลูกสาวคนโตมีนิสัยเช่นนั้นจริงทำให้เธอหมดความสงสัยเื่นี้ไปโดยปริยาย
หลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้วซูเวยแยกตัวไปล้างถ้วยชามโดยมีน้องสาวช่วยยกถ้วยชามมาให้พร้อมกับนั่งเท้าคางมองเธอ
ด้วยความสนใจส่วนสองพ่อลูกออกไปดูรถจักรยานยนต์ของยายที่ลานหน้าบ้าน
ในห้องโถงเวลานี้จึงเหลือแค่เกาอิงกับจ้าวอิ่งสองคนเกาอิงเกริ่นถามลูกสาวเื่ของซูเวยว่า “อิ่งเอ๋อร์หากว่ามีคนอยาก
รับเวยเวยเป็ลูกบุญธรรม ลูกมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?”เกาอิงไม่กล้าที่จะเปิดเผยว่าตระกูลที่อยากรับซูเวยเป็ลูก
บุญธรรมนั้นคือตระกูลกัวแห่งเมืองหงเพราะเธอกังวลว่าลูกเขยจะมีปัญหาและใช้ประโยชน์จากหลานสาวตนเองมากเกิน
ไป
จ้าวอิ่งได้ฟังคำพูดของแม่ตนเองจึงเกิดความสงสัยถึงที่ไปที่มาและถามด้วยความอยากรู้ว่า“แม่คะ พวกเขารู้จักเวยเวย
ดีแล้วหรือ? แล้วจะไม่มีปัญหาหรือคะ?”
“รู้จักดีแล้วเวยเวยเคยช่วยเหลือเขาไว้ เขาก็เลยอยากตอบแทนกระมัง”เกาอิงพูดอ้อมแอ้มอย่างไม่มั่นใจ
“เวยเวยนะหรือเคยช่วยคนอื่นไว้? หาเื่คนอื่นละไม่ว่า”จ้าวอิ่งพูดเชิงดูแคลนลูกสาวเล็กน้อยเพราะเธอเห็นพฤติกรรมที่
ไม่ดีของลูกสาวหลายครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านจนทำให้เธอต้องตัดขาดและเงียบหายไปรวมทั้งตนเองไม่มีงานหรือเงิน
มากพอที่จะส่งเสียให้แม่และลูกสาวทางนี้ด้วย
“แล้วถ้าเขาอยากรับเป็ลูกบุญธรรมจริงอิ่งเอ๋อร์เห็นว่ายังไง?”เกาอิงถามถึงการตัดสินใจของลูกสาว ผู้ซึ่งเป็แม่แท้ๆ
ของซูเวยเพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาในภายหลังกลายเป็ว่าจ้าวอิ่งตอบตกลงอย่างง่ายดายโดยไม่กังวล
“ได้ค่ะถ้าพวกเขาทนพฤติกรรมของเวยเวยได้หนูจะได้ไม่ต้องปวดหัวหรือกังวลเื่ค่าใช้จ่ายทางนี้อีกตกลงแม่ไม่ไปอยู่
กับหนูจริงๆหรือคะ?”จ้าวอิ่งเห็นโอกาสที่จะผลักภาระความรับผิดชอบให้กับครอบครัวอื่นโดยตรงจึงตอบตกลงพร้อมกับ
ถามแม่ตนเองย้ำอีกครั้งถึงภารกิจที่เธอได้รับมอบหมายมาจากตระกูลหวัง
“แม่เคยชินกับที่นี่แล้วอยากอยู่ที่นี่มากกว่า” เกาอิงพูดตอบลูกสาวอย่างจริงจังพลางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่
ลูกสาวยอมตกลงเื่ของซูเวยอย่างน้อยเธอจะได้ไม่มีห่วงเื่หลานสาวคนเดียวของตนเองอีก ส่วนหลานฝาแฝดนั้นมี
พ่อแม่และญาติตระกูลหวังที่เป็ตระกูลใหญ่คอยดูแลอยู่ ทำให้เกาอิงไม่กังวลมากเท่ากับซูเวยหลานสาวกำพร้าที่พ่อ
หายสาบสูญ ส่วนแม่ก็ไปแต่งงานใหม่แล้ว
“เฮ้อ! งั้นว่างๆหนูจะมาเยี่ยมใหม่นะคะใกล้ค่ำแล้ว หนูจะพาอาชินกับสองแฝดนั่นไปพักในโรงแรม”จ้าวอิ่งลุกขึ้นยืนพลาง
กล่าวลาแม่ตนเองเมื่อเห็นว่าไม่สามารถชักชวนให้ไปอยู่ด้วยกันได้จริงจึงยอมแพ้เนื่องจากใกล้ค่ำแล้ว สามีและลูกแฝด
อาจจะอยากพักผ่อนเพราะขับรถมาไกลหลายชั่วโมง
เมื่อเกาอิงและจ้าวอิ่งเดินออกมาหน้าบ้านพลันมีเพื่อนบ้านพยายามชะเง้อคอดูเื่ราวภายในบ้านของเกาอิงอย่างสอดรู้
สอดเห็น
“อ๊ะ! นั่นอิ่งเอ๋อร์นี่ มาเยี่ยมยายเกาหรือ?” ฟานไป๋หลานศัตรูความรักของจ้าวอิ่งส่งเสียงทักทายเธอขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“ใช่ฉันจะกลับแล้ว” จ้าวอิ่งเดินมาเปิดประตูรั้วพร้อมกับซูเวยพลางตอบคำถามและรีบขึ้นรถยนต์พร้อมลูกแฝดทั้งสอง
อย่างรวดเร็วเธอหันหน้ามาบอกซูเวยก่อนขึ้นรถว่า “แม่ไปก่อนนะ ถ้าว่างจะมาเยี่ยมใหม่”
“ค่ะ”ซูเวยตอบกลับสั้นๆอย่างไม่ให้เสียมารยาทพร้อมกับปิดประตูรั้วกันการรู้เห็นของฟานไป๋หลานแต่ทว่าเธอไม่ทันกับ
สายตาที่คอยสอดส่องหาความผิดปกติของเพื่อนบ้านคนนี้ซึ่งฟานไป๋หลานเหลือบมองเห็นรถจักรยานยนต์สีแดงจอดอยู่
ในลานหน้าบ้านตรงกับคำพูดของเพื่อนบ้านหลายคนที่เคยเห็นรถคันนี้มาก่อนทำให้ฟานไป๋หลานพูดทักขึ้นด้วยน้ำเสียง
อิจฉาว่า
“ยายเกาช่างได้เงินจากอิ่งเอ๋อร์เยอะจริงๆน่าอิจฉา ให้ฉันยืมขี่ไปอำเภอสักครั้งสิ”
ซูเวยปิดประตูรั้วบ้านใส่หน้าฟานไป๋หลานโดยไม่สนใจเสียงด่าทอที่ตามหลังมาเธอส่งพลังซาเซินเข้าใส่หินก้อนหนึ่งซึ่ง
เป็หินหลักในการเปิดปิดใช้งานค่ายกลป้องกันและโจมตีของตนเองทันที
จากนั้นซูเวยกลับไปนั่งดูโทรทัศน์เป็เพื่อนยายครู่หนึ่งโดยยายแจ้งเื่ที่กัวจวินและตระกูลกัวจะมาหาที่บ้านในวันพรุ่งนี้
เพื่อรับซูเวยเป็ลูกบุญธรรมซูเวยตอบรับอย่างเข้าใจ
ต่อจากนั้นเธอกลับห้องนอนของตนเองพร้อมกับเอาสิ่งของทั้งหลายออกจากกระเป๋าล่องหนออกมาวางไว้เหมือนเดิม
วันนี้เป็วันศุกร์อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันจันทร์ ซึ่งเป็วันเปิดเทอมที่สองของการเรียนชั้นประถมปี 4โรงเรียนัเขียว เป็
โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีนักเรียนจากสามหมู่บ้านในเขตพื้นที่รอบเทือกเขาัเขียวมาเรียนประกอบด้วย
หมู่บ้านั หมู่บ้านหมอกขาว และหมู่บ้านฟ้าครามหากเด็ก้าเรียนชั้นมัธยมต้นหรือปลายจะต้องเดินทางไปเรียน
ต่อในตัวอำเภอจงซึ่งมีทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชนหลายแห่งที่สามารถเลือกเรียนได้ตามกำลังทรัพย์และฐานะของ
ครอบครัว
เวลานี้ซูเวยเปิดแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์พร้อมกับเชื่อมสัญญาณจากดาวเทียมโดยตรงเธอไม่้าใช้อินเทอร์เน็ตของรัฐที่ช้าจนเกินไปซูเวยพบข้อมูลผลการสำรวจที่น่าสนใจของประเทศนี้ นั่นคือปัญหาเด็กเสพติดอินเทอร์เน็ตมากเกินไป
โดยในปี 2010 นี้มีเยาวชนเสพติดอินเทอร์เน็ตมากถึง24 ล้านคน ส่วนเด็กวัยใกล้เคียงกับเธอซึ่งมีอายุ 6-12 ปีเสพติด
อินเทอร์เน็ตแค่ร้อยละ 8.8 ส่วนใหญ่มักจะเล่นเกมออนไลน์ ชมการ์ตูน ภาพยนตร์ฟังเพลง สนทนาผ่านอินเทอร์เน็ต และ
หาคู่ออนไลน์
เมื่อซูเวยเห็นข้อมูลเหล่านี้แล้วทำให้เธอส่ายหัวอย่างเบื่อหน่ายพลางบ่นให้กับเด็กทั้งหลายว่า“เฮ้อ! ถ้าเจอการต่อสู้จริง
ระหว่างดวงดาวพวกเธอจะรู้ว่ามันโหดร้ายแค่ไหน?น่าจะตั้งใจเรียนและทำอะไรที่มีประโยชน์มากกว่านี้”
ซูเวยรู้ว่าไม่มีใครได้ยินคำพูดของตัวเองจึงสืบค้นหาข้อมูลและเรียนรู้ภาษาต่างประเทศต่อไป
..........
รุ่งเช้าซูเวยไปวิ่งออกกำลังกายและฝึกฝนทักษะต่อสู้ซาเซินในป่าเหมือนเดิมก่อนกลับบ้านเธอมองเห็นปลาในลำธารและ
หน่อไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเล็กน้อยทำให้ซูเวย้าทำอาหารให้ครอบครัวของพี่ชายบุญธรรมทาน มากกว่าที่จะออก
ไปทานนอกบ้านถึงแม้ว่าเธอจะี้เีแต่บางเื่เธอก็จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังได้ดังนั้นซูเวยจึงรีบกลับบ้านไปนำ
ตะกร้าและจอบเล็กมาเก็บหน่อไม้และผักอื่นในป่า ตอนนี้เธอมีความรู้เื่การทำอาหารมากขึ้นจากการดูและศึกษาผ่าน
ช่องทางยูทูบ
“หวังว่าพี่ชายจวินและครอบครัวจะชอบเมนูอาหารที่ฉันทำให้ชิมนะ”ซูเวยพูดขณะต้มหน่อไม้ให้จืดเพื่อเตรียมทำอาหารใน
ตอนสายของวันนี้ยายได้ยินเสียงกุกกักในครัวจึงเดินออกมาดูและเห็นว่าเป็หลานสาวตนเองที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียม
อาหารอยู่
จึงพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า“โอ้โฮ!ไม่น่าเชื่อว่าเวยเวยจะตื่นแต่เช้ามาทำอาหารไว้แบบนี้ทำเยอะขนาดนี้เอาไว้
เผื่อพี่ชายบุญธรรมหรือ?”
“ค่ะยายหนูคิดว่าอยากลองทดสอบฝีมือทำเมนูอาหารพวกนี้ดูค่ะ”ซูเวยหันหน้ามาตอบยายและหันกลับไปทำงานต่อ
อย่างตั้งใจ
“เวยเวยเรียนรู้จากที่ไหนหรือ?” ยายเกาอิงถามด้วยความสงสัยซึ่งเธอแปลกใจกับความเก่งกาจของหลานสาวั้แ่เมื่อ
วานแล้ว
“ดูในช่องยูทูบทางคอมพิวเตอร์ค่ะยาย”ซูเวยตอบยายตามจริงซึ่งเกาอิงพยักหน้ารับรู้เพราะเธอเคยเห็นเื่ราวเหล่านี้
จากโทรทัศน์เช่นกัน แต่ก็แปลกใจที่หลานสาวสามารถปรุงรสชาติอาหารได้อร่อยเหมือนพ่อครัวมืออาชีพทำให้เธออยาก
ดูเทคนิคการทำอาหารของหลานสาว
ปรากฏว่าอาหารเช้าวันนี้มีสองยายหลานช่วยกันทำความจริงแล้วเป็ซูเวยที่เป็แม่ครัวหลักในการทำโดยมียายเป็
ลูกมือคอยช่วยและสังเกตเทคนิคการปรุงอาหารของหลานสาวด้วยความสนใจเธอเห็นว่าหลานสาวมีกระบวนการทำ
อาหารไม่แตกต่างจากตนเอง แต่ทว่าเมื่อชิมอาหารแล้วกลับมีรสชาติอร่อยจนน่าประหลาดใจ
“เวยเวยทำอาหารอร่อยจริงๆทั้งที่วิธีการทำหรือการใส่เครื่องปรุงก็เหมือนๆกับยายแต่รสชาติแตกต่างกับยายมากนัก” เกา
อิงพยักหน้าพลางชื่นชมหลานสาวอย่างจริงใจเธอไม่คิดว่าหลานสาวจะมีทักษะการทำอาหารได้หลากหลายหรือจะเป็
พร์ที่เทพเ้าแห่งเทือกเขาัเขียวประทานมาให้หลานสาวเกาอิงคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงสาเหตุความเก่งกาจของ
หลานสาวตนเองเป็เพราะว่าจู่ๆหลานสาวก็มีทักษะเก่งกาจหลายอย่าง ั้แ่เื่การพนันหินการพูดจากับผู้คน การทำ
ค่ายกล การอ่านตำราแพทย์ของตาจบอย่างรวดเร็วแล้วยังมีเื่การทำอาหารอร่อยอีกด้วย
สองยายหลานทำเมนูอาหารเตรียมไว้หลายอย่างมีทั้ง ผัดหน่อไม้ใส่หมู ต้มจืดหน่อไม้กระดูกหมู ปลาสามรส ปลาคั่ว
เกลือและผัดหน่อไม้ใส่ไข่
……….
เมื่อถึงเวลา09.30 น. มีเสียงโทรศัพท์ของยายดังขึ้น เมื่อเกาอิงไปหยิบมาดูกลายเป็หมายเลขโทรของกัวจวิน
เกาอิงจึงกดรับสายอย่างสบายใจว่า“เสี่ยวจวินว่ายังไง?”
กัวจวินหัวเราะอย่างเขินอายมาตามปลายสายโทรศัพท์ก่อนบอกเกาอิงตามตรงว่า“คุณยายครับ ผมขออภัยด้วยที่จะมาถึง
ก่อนเวลาที่นัดไว้พอดีครอบครัวผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นลูกสาวบุญธรรมก็เลยคะยั้นคะยอให้ผมรีบมาแต่เช้าอีกสิบห้านาที
คงไปถึงครับ”
“พอดีเลยยายกับเวยเวยเพิ่งทำอาหารเสร็จ มาทานข้าวด้วยกันที่นี่ดีไหม?” เกาอิงถามกัวจวินอย่างไม่แน่ใจว่าทาง
ครอบครัวของกัวจวินจะทานอาหารมาแล้วหรือยัง