หลังทำการรักษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลี่ซูเม่ยได้ไปวัดระดับพร์อีกรอบหนึ่ง ผลที่ออกมาคือระดับพร์สีทอง ซึ่งเป็ไปตามที่ท่านอาจารย์เคยบอกว่าทุกคนที่มีตราสัญลักษณ์เป็รูปสัตว์ประจำแคว้นจะมีระดับพร์สีทอง
ทุกๆวันหลี่ซูเม่ยจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกวรยุทธ์ เนื่องจากท่านอาจารย์กำหนดกฎไว้ว่าศิษย์ของท่านทุกคนจะต้องมีระดับพลังสีทองก่อนอายุ 15 ปี นั่นแสดงว่านางมีเวลาในการฝึกอย่างมากอีก 5 ปี
ศิษย์พี่ใหญ่ของนางตอนนี้อายุ 20 ปี ท่านอาจารย์บอกว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ใช้เวลาเพียง 5 ปีในการเลื่อนขั้นจากพลังสีแดงเป็พลังสีทอง เริ่มฝึกตอนอายุ 6 ปี ฝึกสำเร็จตอนอายุ 11 ปี จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เคยพบกับศิษย์พี่คนนี้เลยซักครั้งหนึ่ง
ศิษย์พี่รองตอนนี้อายุ 15 ปี ระดับพลังสีทอง ใช้เวลา 7 ปี เริ่มฝึกตอนอายุ 5 ปี ฝึกสำเร็จตอนอายุ 12 ปี
ศิษย์พี่สามตอนนี้อายุ 14 ปี ระดับพลังสีทอง ใช้เวลา 8 ปี เริ่มฝึกตอนอายุ 5 ปี ฝึกสำเร็จตอนอายุ 13 ปี
ศิษย์พี่สี่ตอนนี้อายุ 12 ปี ระดับพลังสีทอง ใช้เวลาในการฝึก 7 ปี เริ่มฝึกตอนอายุ 5 ปี ฝึกสำเร็จตอนอายุ 12 ปี
ส่วนตัวนางในตอนนี้อายุ 10 ปี ฝึกั้แ่อายุ 5 ปี ใช้เวลา 2 ปีในการเลื่อนขั้นจากระดับพลังสีแดงไปเป็ระดับพลังสีเขียว ตอนนี้เริ่มฝึกหนักอีกรอบ คาดว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก 3 ปีเพื่อเลื่อนขั้นอีก 4 ระดับ
ตอนนี้ระดับพลังของนางอยู่ที่สีเขียว นางต้องผ่านระดับพลังสีน้ำเงิน ระดับพลังสีม่วง ระดับพลังสีดำก่อนจึงจะเป็ระดับพลังสีทอง
ด้วยความที่ต้องฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนัก นางจึงไปอยู่ที่กระท่องกลางป่าเป็ส่วนใหญ่ นางจะกลับไปที่สำนักก็ต่อเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเท่านั้น บางวันหากเห็นว่าฟ้าค่อนข้างมืดแล้ว นางก็จะพักอยู่ที่กระท่อม ซึ่งท่านอาจารย์ได้อนุญาตให้นางพักที่กระท่อมกลางป่าหลังสำนักได้
่เช้าของวันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังเดินไปล้างหน้าล้างตาที่ลำธาร นางเห็นอะไรบางอย่างกำลังขยับไปมาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร คราแรกนางนึกว่านั่นคือสัตว์อสูร แต่พอเข้าไปใกล้ๆ นางถึงกับอุทานออกมาเป็ภาษาไทยเลยทีเดียว ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยมานานมากแล้ว
สิ่งที่นางเห็นคือคน ใช่แล้วคน น่าจะเป็ผู้ชาย สวมชุดดำ มีผ้าดำปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้ นั่งเอาหลังพิงต้นไม้อยู่ พื้นดินโดยรอบคนผู้นั้นมีคราบเือยู่ ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะขึ้นมาจากลำธาร สังเกตจากรอยน้ำและคราบเืที่เป็แนวจากริมตลิ่งถึงต้นไม้ที่คนผู้นั้นนั่งพิงอยู่ยังคงเป็รอยใหม่
นางเกิดความลังเลขึ้นมาชั่วขณะว่าจะช่วยดีหรือจะไม่ช่วยดี จากความทรงจำส่วนลึก จากนิยายที่นางเคยอ่าน จากจิตใจอันดีงามของตนเอง ทำให้ท้ายที่สุดนางตัดสินใจที่จะช่วย
เมื่อตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว นางจึงค่อยๆเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอนางมายืนอยู่หน้าคนผู้นั้น นางยังไม่ทันได้พูดอะไร คนผู้นั้นรีบหักกิ่งไม้แถวนั้นแล้วฟาดมาทางนางอย่างรวดเร็ว หนางหลบได้อย่างสบาย แต่ก็คิดในใจว่า 'นี่ขนาดาเ็อยู่ ดูแล้วหนักด้วย แต่ยังคงมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่เร็วมาก ถ้าอยู่ในสภาวะปกติ ฉันอาจจะหลบไม่พ้นก็ได้'
ขณะที่คนผู้นั้นจะฟาดกิ่งไม้มาอีกครั้ง หลี่ซู่เม่ยรีบพูดขึ้นว่า "นี่ท่าน ข้าหวังดีคิดจะช่วยท่่าน แต่ท่านกลับจ้องแต่จะเล่นงานข้า ทั้งที่ร่างกายตัวเองอยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้วแท้ๆ ท่านอยู่นิ่งๆก่อนเถอะ ข้าไม่มีอาวุธใดๆทั้งสิน ท่านดูสิ" นางพูดพลาง สบัดเสื้อผ้าพลาง แล้วยกมือยื่นให้ดูว่านางไม่มีอาวุธจริง
สายตาของคนผู้นั้นที่จ้องมองมายังคงฉายแววระแวงเล็กน้อย แต่ก็ยอมอยู่นิ่งๆ แล้วให้นางเข้าไปช่วยพยุง นางบอกกับเขาไปว่านางมีกระท่อมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ นางจะพาเขาไปช่วยรักษาที่นั้น จากนั้นจึงถามว่าเขา้าจะไปหรือไม่
ชายผู้นั้นพยักหน้าก่อนจะบอกนางด้วยเสียงแหบพร่าว่าให้นางช่วยลบร่องรอยริมลำธารและตลอดทางจากลำธารไปยังกระท่อมจองนางด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายตามเจอ นางรับปากเขาและปฏิบัติตามที่เขาบอก
เมื่อถึงกระท่อม คนผู้นั้นก็สลบไปพอดี ด้วยความที่เสียเืมาก หลี่ซูเม่ยเห็นดังนั้นจึงรีบตรวจหาาแ พบรอยถูกฟันที่กลางหลัง แผลลึกพอสมควร และแผลที่ต้นแขนซ้าย แผลนี้ไม่ลึกมาก ที่ฝ่ามือ ข้อศอกและหัวเข่ามีรอยถลอก มีเืออกเป็บางจุด นี่น่าจะเป็ผลจากการที่เขาปีนขึ้นมาจากลำธารแล้วพยายามคลานไปยังต้นไม้ต้นนั้น
คนผู้นี้ถือเป็คนแรกที่นางลงมือรักษาด้วยตนเอง ก่อนหน้านี้นางเพียงศึกษาจากตำราและฝึกรักษาให้พวกสัตว์อสูรที่อยู่ในป่าแห่งนี้ ดูแล้วการรักษาน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว คนผู้นั้นก็เริ่มมีไข้ ในตำราบอกว่าหากผ่าน่นี้ไปได้ก็จะปลอดภัยแล้ว
กลางดึก ไข้ของคนผู้นั้นก็ลดลงจนเป็ปกติ นางจึงนั่งพักสายตาที่ริมเตียง คราแรกกะจะพักเพียงครู่เดียว แต่กลายเป็หลับยาวไปเสียได้ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็เช้าวันใหม่แล้ว และคนผู้นั้นก็ฟื้นแล้วเช่นกัน
------------------------------------------------------------
* มาลงให้แล้วนะค่าา ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าา
ขอบคุณค่ะ ♥️