ภัทรได้เข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับพิษวิทยาจนครบสิบวันแล้ว ดังนั้นในวันนี้เธอจึงสามารถออกตามหานายเทิดพร้อมกับพี่ทรรศนัยต่อได้
เวลา 7.00 น. ทรรศนัยพาภัทรไปทานโจ๊กหมูสับข้างทางด้วยกัน
“ทำไมสีหน้าภัทรไม่ดีเลยล่ะ หรือว่า ไม่อยากออกตามหานายเทิดกับพี่” ทรรศนัยสังเกตสีหน้าของภัทรดูเศร้าหมอง
“เปล่าค่ะ พี่ทรรศ ภัทรแค่ฝันร้าย ภัทรใจคอไม่ดีเลย”
“ฝันว่าอะไรงั้นหรอ” ทรรศนัยสงสัย
“ภัทรฝันเห็นรัตน์ถูกทำร้ายจนเธอตกลงทะเลค่ะ”
“คงเป็นแค่ความฝันน่ะ รัตน์เป็นนางแบบชื่อดัง หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ คงออกข่าวแล้ว” ทรรศนัยพยายามปลอบใจ
“บางทีอาจปิดข่าวก็ได้นะคะ” ภัทรยังคงกังวล
“อย่าคิดมากเลย เคยได้ยินมั้ย ฝันร้ายกลายเป็นดี บางทีรัตน์อาจได้รับงานถ่ายโฆษณาสมใจก็ได้”
“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นค่ะ”
“พวกเราอุตส่าห์ออกตามหานายเทิดทั้งที่บ้านแม่ บ้านภรรยาเก่า ที่พักที่ทำงานล่าสุด และบ้านเช่าที่นายเทิดเคยอาศัยแล้ว แต่ก็ยังไม่พบนายเทิดเสียที ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนนะ” ทรรศนัยบ่น
“ยังเหลือที่บ้านพี่สาวของนายเทิดไม่ใช่หรอคะ” รัตน์คิดว่ายังมีความหวัง
“พี่กลัวนายเทิดอาจจะไปกบดานที่อื่นน่ะสิ”
“ลองไปดูก่อนนะคะ ว่าแต่ ถ้าพี่พบตัวนายเทิด พี่จะทำอะไรเขางั้นหรอคะ อย่าบอกนะ ว่าจะไปแก้แค้นยิงเขาทิ้งน่ะ” ภัทรกลัวทรรศนัยฆ่าคนเพื่อแก้แค้น
“พี่ก็ไม่อยากเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางนะภัทร พี่ยังอยากแต่งงานกับภัทรอยู่” ทรรศนัยแอบหยอด
“อย่ามาแกล้งให้ความหวังภัทรนะคะ รู้มั้ยว่ามันเจ็บ” ภัทรรู้สึกเข็ด
“สมัยก่อนพี่ยอมรับว่าพี่คิดกับภัทรแบบน้องสาว แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”
“เลิกพูดเถอะค่ะ วกกลับเรื่องเดิม หากไม่แก้แค้นและพี่จะทำอะไรนายเทิดคะ” ภัทรรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะกลัวตัวเองใจแข็งไม่พอ
“พี่จะพูดกล่อมให้นายเทิดพูดซัดทอดลุงสุทัศน์กับตำรวจน่ะสิ พวกเขาจะได้กันนายเทิดไว้เป็นพยาน เพื่อที่นายเทิดจะได้ถูกลดโทษ” ทรรศนัยต้องการเอาผิดลุงสุทัศน์ให้จงได้
“เขาจะยอมงั้นหรอคะ”
“อาจจำเป็นต้องใช้เงิน”
“บ้านพี่สาวนายเทิดไกลมากมั้ยคะ”
“ไกลพอสมควร แต่พวกเราจะไปรถโดยสาร”
“งั้นรีบไปกันเถอะค่ะ ภัทรอิ่มแล้ว” ภัทรทานโจ๊กติดมุมปาก เพราะมัวแต่คุยเลยไม่ทันเช็ด
ทรรศนัยจึงดึงกระดาษทิชชู่มาเช็ดให้ภัทร จนเธอตกใจ พอเธอสบตากับชายหนุ่มยิ่งทำให้เธอรู้สึกเขินจนต้องรับทิชชู่มาเช็ดเอง
หลังจากจ่ายค่าข้าวต้ม ฝ่ายชายก็จูงมือภัทรไปรอรถโดยสารด้วยกัน
“พี่ทรรศคะ ภัทรเดินเองได้ ไม่ต้องจูงหรอกค่ะ” ภัทรพยายามดึงมือกลับ แต่ฝ่ายชายจับแน่นมาก
“รีบไปกันเถอะนะ”
ทรรศนัยปฏิบัติกับภัทรราวกับคู่รักข้าวใหม่ปลามันก็ไม่ปาน จนทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ราวแปดคนพากันอิจฉา
เมื่อไปถึงทั้งสองมองเห็นสภาพบ้านของพี่สาวนายเทิดแลดูทรุดโทรม ลักษณะเป็นบ้านไม้สองบ้านติดกัน แต่อยู่ในรั้วเดียวกัน รอบๆ บ้านเป็นต้นมะม่วงที่กำลังออกดอกเต็มต้น คาดว่าผลมะม่วงน่าจะดกน่าดู
ฝ่ายชายกดกริ่ง ติ๊งต่องๆ ติ๊งต่องๆ
“สงสัยไม่มีคนอยู่นะคะ” ภัทรไม่เห็นคนมาเปิด
สักพักก็มีเสียงตะโกนของผู้หญิงวัยกลางคน “มาหาใครมิทราบ”
ทรรศนัยตะโกนกลับทันที “นายเทิดศักดิ์อยู่มั้ยครับ”
“มาหาทำไม” ป้ายังคงตะโกน
“มาทวงเอาของที่นายเทิดยืมไปครับ” ทรรศนัยแต่งเรื่อง
“เขาไม่อยู่แล้ว”
“ขอร้องล่ะครับ ผมจำเป็นต้องใช้ของนั่นจริงๆ” ทรรศนัยไม่ยอมแพ้
“ก็บอกว่า เขาไม่อยู่แล้วไง” ป้าตะโกนดุใส่
“ผมขอซื้อคืนก็ได้ครับ” ทรรศนัยใช้ทางเลือกสุดท้าย
พี่สาวนายเทิดที่ชื่อหทัยวัย 50 ปี จึงเดินมาเปิดประตูรั้ว
“งั้นเชิญเข้ามาสิ” ป้ายังคงแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร
“สวัสดีครับ ผมชื่อทรรศนัย ส่วนนี่แฟนผมชื่อภัทร พวกเรามาทวงเครื่องวัดคุณภาพดินครับ” ทรรศนัยถูกภัทรหยิก เขารู้สึกเจ็บแต่ต้องอดทน
“ซื้อใหม่ก็ได้นี่” ป้าเห็นว่าเครื่องคงไม่กี่ตังค์
“เครื่องที่ผมเคยซื้อมันตกรุ่นแล้วครับ แต่ผมยังอยากได้รุ่นเดิม” ทรรศนัยกล่าวอ้าง
“ตัวนายเทิดไม่อยู่แล้ว ไปหาเครื่องอะไรนั่นในบ้านเขาเถอะ” ป้าชี้ไปที่บ้านซอมซ่อหลังข้างๆ
“รู้มั้ยครับว่าเขาไปไหน” ทรรศนัยพยายามถามต่อ
“ไม่รู้หรอก” ป้าตอบห้วนๆ และกล่าวต่อว่า “รีบตามมาสิ แล้วอย่าขโมยของล่ะ”
“ค่ะ” ภัทรรับคำ
หนุ่มสาวเดินตามป้าหทัยจนกระทั่งถึงบ้านไม้ชั้นเดียวอีกหลัง ลักษณะเป็นบ้านร้างไม่มีคนอยู่มาหลายวันแล้ว
ป้าหทัยเปิดประตูออก แล้วเหมือนมีกลิ่นอับพุ่งออกมากระทบจมูกทุกคน จนทุกคนต้องพากันรีบปิดจมูก
“เอ่อ นายเทิดไม่อยู่นานแล้วหรอคะ” ภัทรสงสัย
“ไม่อยู่สักพักแล้วล่ะ เข้าไปข้างในดูสิ” ป้าแนะให้ฝ่ายชายเข้าไปก่อน
ทรรศนัยใช้มือข้างหนึ่งปิดจมูก อีกข้างก็คลำเพื่อเปิดสวิตซ์ไฟ พอไฟสว่างเท่านั้น หนุ่มสาวก็พากันอึ้งจนตาค้าง เพราะทั้งสองมองเห็นรูปขาวดำของนายเทิดตั้งอยู่บนหิ้ง ไม่เพียงเท่านั้นในรูปยังมีตัวหนังสือเขียนชาตะ มรณะอยู่ด้วย
“นี่นายเทิดตายแล้วงั้นหรอคะ” ภัทรตกใจ
“ใช่ ไม่เห็นรึไง โกศใส่อัฐิตั้งอยู่บนหิ้งนั่น” ป้าชี้ไปที่โกศ
ทรรศนัยกัดฟันด้วยความเจ็บใจ แม้จะรู้ว่าผู้ร้ายฆ่าพ่อแม่ได้ตายไปแล้ว แต่ตัวผู้บงการก็ยังลอยนวล
ภัทรเดินเข้าไปดูรูปนายเทิดใกล้ๆ ก็พบว่านายเทิดเพิ่งเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอง
“เขาเสียชีวิตเพราะอะไรงั้นหรอครับ” ทรรศนัยอยากรู้
“ไตวายเรื้อรัง นี่พวกเธออย่าถามอะไรมากได้มั้ย รีบหาสิว่า ไอ้เครื่องนั่นมันอยู่ที่ไหน” ป้าไม่อยากพูดมาก
ภัทรกับทรรศก็เลยต้องแกล้งทำเป็นหาของ ส่วนป้าหทัยก็จ้องเขม็งเพราะกลัวโดนขโมย
ภายในบ้านนายเทิด ประกอบด้วยห้อง 2 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นทั้งที่อยู่และที่นอน ส่วนอีกห้องเป็นห้องน้ำ ที่นอนหมอนมุ้งและผ้าห่มวางไม่เป็นที่เหมือนคนนอนแล้วไม่เก็บ ไม่เพียงเท่านั้นข้าวของก็ระเกะระกะกระจุยกระจาย เสื้อผ้าทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ของทุกอย่างล้วนมีฝุ่นเกาะ ขาดการทำความสะอาดมานาน โชคดีที่เขาไม่ทานข้าวในบ้านหลังนี้เลยไม่มีกลิ่นอาหารค้างบูด ซึ่งปกติเขาจะไปทานข้าวที่บ้านพี่สาวแทน
ภัทรมองอยู่นาน จนกระทั่งเธอเห็นสิ่งที่สะดุดตาเธอ นั่นคือ ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาเพราะขาดการรดน้ำดูแล แต่พอคลับคล้ายคลับคลาว่ามันจะเป็นต้นว่านซับแร่
“นี่มันคือต้นว่านซับแร่นี่” ภัทรชี้ไปที่ต้นไม้เหี่ยวๆ นั่นด้วยความตกใจ
“ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคือต้นอะไร แต่เห็นนายเทิดปลูกในบ้านไว้นานหลายปีแล้ว เห็นบอกว่าเจ้านายให้มา” ป้าเล่า
ทรรศนัยกับภัทรมองหน้ากันอย่างรู้กันว่า นายเทิดอาจจะถูกฆ่าปิดปากด้วยการโดนหลอกให้ปลูกต้นไม้ที่มีพิษตะกั่วไว้ภายในบ้าน น่าเสียดายที่ไม่ได้ตรวจวัดระดับสารตะกั่วในเลือด แต่ทั้งสองก็พอจะเดาได้ว่า การที่นายเทิดเป็นโรคไตวายเรื้อรัง อาจจะเกิดจากการได้รับสารตะกั่วมากเกินไปและสะสมในร่างกายจนเกิดโรคไต
“ผมว่าเอาต้นไม้เหี่ยวๆ ไปทิ้งเถอะครับ ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้” ทรรศนัยหยิบไปทิ้งทันทีไม่รอให้ป้าทิ้งเอง
“ทิ้งก็ทิ้ง แล้วเจอมั้ยล่ะ เครื่องวัดอะไรนั่น” ป้าใจร้อนเพราะต้องการเงิน
“ไม่เจอครับ เขาคงเอาไปขายต่อแล้วมั้งครับ เพราะภายในห้องไม่มีของมีค่าสักชิ้นเลย” ทรรศนัยกล่าวอ้าง
“ใช่ มันต้องขายของเพื่อแลกกับค่ารักษาพยาบาล มันต้องฟอกไตประจำน่ะ” ป้าหทัยเล่า
“อะนี่ครับ ค่าเสียเวลา” ทรรศนัยควักกระเป๋าสตางค์เพื่อมอบแบงก์ให้หนึ่งใบ
ป้าหทัยรับมาทันที พอเห็นว่าเป็นแบงก์พันของจริงก็ยิ้มดีใจ “เอาล่ะออกไปกันซะที ฉันจะได้ทำงานอย่างอื่น”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า งั้นลานะคะ” ภัทรกล่าวพร้อมกับไหว้เพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่
หนุ่มสาวพากันเดินออกจากบ้านของพี่สาวนายเทิดด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีที่กรรมตามสนองนายเทิดแล้ว ซึ่งเขาเองก็ถูกฆ่าปิดปากโดยได้รับพิษจากว่านซับแร่ แต่การตายของนายเทิดมีผลทำให้ไม่อาจซัดทอดเอาผิดตัวผู้บงการอย่างลุงสุทัศน์ได้
เมื่อทั้งสองเดินด้วยกันจนถึงปากซอย ภัทรก็เลยทักว่า “เป็นไปได้ว่า การที่ลุงสุทัศน์ปลูกต้นว่านซับแร่ในสวนหลังบ้านพี่ อาจทำโดยเจตนาเพื่อฆ่าคนก็ได้นะคะ”
“ใช่ พี่ก็สงสัยอย่างนั้น พี่น่ะเจ็บใจจริงๆ ที่นายเทิดตายเสียก่อน ไม่รู้เลยว่าจะหาหลักฐานเอาผิดลุงสุทัศน์ได้ยังไง” ทรรศนัยกำหมัดแน่น
“ค่อยๆ คิดก่อนก็ได้ค่ะ บางทีอาจมีหนทาง” ภัทรจับมือฝ่ายชายเพื่อให้กำลังใจ
กว่าที่ทรรศนัยกับภัทรจะกลับถึงโรงแรมก็เย็นพอดี ทั้งสองแยกเข้าห้องตัวเองเพื่อทำธุระส่วนตัว
ดังนั้นทรรศนัยจึงอาบน้ำชำระร่างกาย พออาบเสร็จยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูรัวๆ
“เดี๋ยวครับ”
ทรรศนัยนุ่งผ้าเช็ดตัวแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง พอเปิดเท่านั้นแหละ เขาก็ตกใจสุดขีดเพราะอยู่ดีๆ ก็มีหญิงสาวกระโจนเข้าไปกอดเขาร้องไห้เสียงดัง
พอเขาเห็นว่าเป็นภัทร เขาก็กอดตอบด้วยสีหน้าแดงจัดเพราะเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อย “เอ่อ ภัทร มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ”
“ฮือ ฮือ รัตน์ค่ะ มีข่าวออกว่า รัตน์มีอาการโคม่า นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เธอโดนคนร้ายปริศนาตีที่ศีรษะและโดนผลักลงทะเล เหมือนที่ภัทรฝันเลยค่ะพี่ทรรศ” ภัทรร้องไห้โวยวาย
ระหว่างที่ทั้งสองกอดกัน ก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาที่หน้าห้องของชายผู้สวมเพียงผ้าเช็ดตัวตัวเดียว
“เอ่อ ภัทรสงบสติอารมณ์ก่อนนะ ตอนนี้รัตน์ถึงมือหมอแล้ว ยังไงหมอต้องรักษาสุดความสามารถอยู่แล้ว” ทรรศนัยพยายามปลอบฝ่ายหญิงทั้งๆ ที่รู้สึกอายเวลามองเห็นสายตาคนผ่านไปผ่านมา
ภัทรที่ตื่นตระหนกมากเธอก็เลยรีบดึงมือฝ่ายชาย เพื่อรีบออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพราะบางทีอาจต้องเดินทางไปสุราษฎร์ธานีต่อ
แต่ฝ่ายชายรีบรั้งไว้ “ภัทร ภัทร เดี๋ยว เดี๋ยว”
“ทำไมคะ พวกเราต้องรีบไปนะ” ภัทรยังคงพยายามลากฝ่ายชายไปที่ลิฟท์
“ภัทรดูสภาพพี่ก่อนสิ” ทรรศนัยสามารถจับตัวภัทรให้หันมามองเขา
สาวน้อยจึงตั้งสติ มองฝ่ายชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นแดงราวกับลูกตำลึง ทำให้ฝ่ายหญิงรีบกระชากมือตัวเองกลับ พร้อมกับรีบปิดตา และต่อว่า “ทำไมพี่ไม่แต่งตัวดีๆ คะ”
“พี่เพิ่งอาบน้ำเสร็จพอดี ยังไม่ทันแต่งตัว ภัทรก็เคาะประตูรัวๆ เรียกพี่” ทรรศนัยกล่าวอ้าง
“งั้นพวกเรารีบเก็บข้าวของออกเดินทางเลยนะคะ” ภัทรรีบพูด
“ขอพี่จองตั๋วเครื่องบินก่อนนะ ไม่รู้ว่าช่วงวันนี้ที่นั่งจะเต็มหรือเปล่า” ทรรศนัยกล่าวอย่างคนมีสติ
“งั้นภัทรไปก่อนนะคะ” ภัทรรีบเดินหนีไปที่ห้องพักตัวเองแบบเก้ๆ กังๆ ทำให้เธอเดินไปทางซ้ายแทนที่จะไปทางขวา
“ภัทร ภัทร กลับห้องผิดทางแล้ว” ทรรศนัยรีบทัก
“อ้อๆ ใช่ๆ ต้องทางนี้สินะคะ” ภัทรพยายามตั้งสติ
กลายเป็นว่าทรรศนัยและภัทรต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก่อน เพื่อรอดูว่ารัตน์จะถูกย้ายมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ หรือเปล่า หากไม่ย้าย จะได้เดินทางไปดูอาการรัตน์ที่สุราษฎร์ธานีต่อ