วิฬาร์ยืนนิ่งราวมุสิก*เผชิญหน้าพญางูดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
[*มุสิก=หนู]
ตอนนี้ภาพที่เขาเห็นในคลองจักษุไม่ใช่ท่านฤๅษีผู้ทรงเมตตาอีกต่อไปแต่มันคือั์!
ั์ที่ได้ชื่อว่าเป็เผ่าพันธุ์ที่ดุร้ายผู้กระหายการทำา นิยมล่าเนืุ้์และมีนิสัยอันหยาบเถื่อน!
ตึง!
ฤๅษีคทานนจบกระบวนท่าด้วยการกระทุ้งด้ามหอกลงบนพื้นมันส่งแรงปะทะออกมาจนฝุ่นดินม้วนตลบเป็วงใหญ่ ท่าทีน่าเกรงขามราวเทพาปลุกสติวิฬาร์กลับมาสู่โลกความเป็จริงพร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่เลือนกลับมาเป็เหมือนเดิม
‘นับว่าจิตใจแข็งแกร่งยิ่งนัก ที่สามารถครองสติจนชมจบกระบวนหอกทั้งหมดของข้าได้’ท่านหรี่ตามองวิฬาร์ที่ยังมีท่าทีแตกตื่นผสมงงงวยอย่างมีความหมาย
“เข้ามาเถิดศิษย์ของข้าแม้วันนี้เ้าจะยังอ่อนแอและไร้พลัง แต่ข้าจะหลอมตีจนกระทั่งเ้ากลายเป็หอกเล่มหนึ่งที่จะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าของเ้าให้ขาดสะบั้น!”
แม้ความหวั่นกลัวยังคงไม่จางหายไปแต่ความฮึกเหิมกลับพลุ่งพล่านขึ้นมาในจิตใจของเขา มันรีดเร้นเืลมให้สูบฉีดไปทั่วสรรพางค์กายบีบเค้นทุกความสามารถออกมาจากก้นบึ้ง เวทมนตร์แปดธาตุผสานลงในการเคลื่อนที่ พาร่างของเขาทะยานเข้าไปพร้อมหอกในมือวิฬาร์เปิดด้วยกระบวนท่าสามัญอย่างท่าแทงตรง เป้าหมายคือกลางหน้าอกที่หัวใจของฝ่ายตรงข้าม
ฤาษีคทานนมองปลายหอกตรงหน้าคล้ายมองก้อนหินไร้ค่าก้อนหนึ่งก่อนจะบิดข้อมือหันส่วนคมหอกเข้าหาตัวแล้วใช้ความเร็วที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ฟาดด้ามหอกกระทุ้งเข้าที่สีข้างของวิฬาร์อย่างรุนแรงจนพาร่างของเขาลอยไปไกล
………………..
“นับว่าเ้าแข็งแกร่งไม่น้อยทั้งร่างกาย และจิตใจ แต่บททดสอบมันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นถ้าหากเ้าคู่ควรต่อพลังนี้จริง เ้าก็ย่อมจะผ่านมันไปได้” ฤๅษีคทานนยืนนิ่งอยู่กลางลานฝึกในสภาพไร้รอยขีดข่วนท่านฝึกกระบวนหอกให้วิฬาร์มาแล้วสี่วัน และทุกครั้งจะสิ้นสุดการฝึกด้วยการล้มลงในสภาพปางตายสิ้นสติของวิฬาร์แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่วิฬาร์เริ่มปรับตัวจนรับมือท่านได้ฤๅษีคทานนก็จะปรับกระบวนท่าใหม่ บีบคั้นให้วิฬาร์เพิ่มพูนความสามารถตนเองให้มากกว่าเดิม
ท่านยืนมองร่างชายหนุ่มที่นอนกลิ้งอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความหวังและเมตตาจิตแต่ในดวงตากลับแฝงไปด้วยความจนใจและร้อนรนอยู่จางๆ
“แต่อย่าให้พวกข้ารอนานนักเลยเวลาของโลกใบนี้เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว” ท่านภาวนาอย่างแ่เบาพลางเหม่อมองจันทร์ข้างขึ้นที่โผล่มาตรงชายขอบของท้องฟ้ายามค่ำดูคล้ายว่าท่านจะอ้อนวอนต่อปวงเทพด้วยคำพูดนั้น ก่อนจะตวัดสายตากลับลงมาบนร่างที่นอนหายใจอย่างสงบบนพื้นเอ่ยปากกระซิบอย่างแ่เบาจนไม่อาจมีผู้ใดได้ยิน
“จงเข้มแข็งเถิดทศกัณฐ์”
หรืออาจจะมีเพียงดวงดาวดารดาษบนฟ้าเท่านั้นที่จะกะพริบแสงคล้ายส่งสัญญาณรับรู้ต่อเสียงอ้อนวอนนี้ได้
....................
“อะไรนะครับ!? นี่เป็แค่วิชาหอกขั้นพื้นฐานเองหรอ?”
“ถูกต้อง”
หลังจากฝึกหอกมาได้ห้าวันทั้งซ้อมมือกระบวนท่ากับพระอาจารย์เริ่มฝึกโคจรกระแสเวทเพื่อเสริมสมรรถนะทางร่างกายและออกไปลองของกับมอนสเตอร์ด้านนอกจนเลเวลพุ่งมาถึงระดับ 24ในที่สุดระบบก็แจ้งเตือนว่า วิฬาร์ได้รับทักษะ การใช้หอกขั้นพื้นฐาน (สายวิชาฤๅษีคทานน)ระดับ 1 มา
แม้นี่จะเป็สายพลังที่เขาไม่ถนัดแต่เพราะเคยมีประสบการณ์ััเกมนี้มาก่อนเขาเองก็รู้จักผู้เล่นสายยุทธเวทไม่น้อยเื่เคล็ดวิชาและแนวทางโคจรพลังจึงเคยรู้มาบ้าง เขาถึงกับเคยลองฝึกการใช้มีดสั้นเพื่อป้องกันตัวด้วยซ้ำทำให้การเรียนรู้กระบวนท่าหอกกับคทานนเป็ไปอย่างลื่นไหล
แต่ทันทีที่ระบบแจ้งเตือนเขาก็วิ่งโร่เข้ามาถามพระอาจารย์ทันที เพราะเมื่อฟังจากชื่อที่พ่วงด้วยคำว่า ‘พื้นฐาน’ ฟังดูมันค่อนข้างจะธรรมดามากไม่เหมือนกับที่เขาหวังเอาไว้ว่าจะได้ทักษะระดับเทพ หรือไม่ก็ไอเทมเจ๋งๆ อะไรสักอย่างมาเลย
“ถ้ามันเป็ทักษะพื้นฐานงั้นจะต้องมีระดับสูงกว่านี้สอนให้ผมใช่มั๊ยครับ?” เขาเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
ท่านฤๅษียิ้มบางอย่างใจเย็นทั้งๆ ที่มือยังง่วนอยู่กับการสานเสื่อ
“ใช่แล้วมันยังมีขั้นต่อไปของวิชานี้อยู่”
เมื่อได้ยินคำตอบวิฬาร์ก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“แล้วผมจะสามารถเรียนได้เมื่อไหร่ครับ?”
“หึหึเ้าช่างใจร้อนเหลือเกิน วิชาขั้นต่อไป ยังไม่เหมาะกับเ้าเพราะตอนนี้เลเวลเ้ายังต่ำเกินไป ต่อให้เ้าดันทุรังเรียนไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า เอาเป็ว่า เมื่อไหร่ที่เ้าเลเวลเกินห้าสิบไว้ค่อยกลับมาหาข้าก็แล้วกัน”
ท่ายโบกมือวูบหนึ่งก่อนที่วิฬาร์จะได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบตามหลังมา
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับไอเทมพิเศษ คัมภีร์วาร์ปสู่กระท่อมของฤๅษีคทานน”
จากนั้นในมือของเขาปรากฏคัมภีร์หนังขึ้นมาม้วนหนึ่ง วิฬาร์รีบเก็บมันลงหน้าต่างระบบท่ามกลางสายตาของพระอาจารย์ดูท่าคงถึงเวลาที่เขาจะต้องออกเดินทางแล้ว
“แล้วจากนี้เ้าจะไปไหนต่อล่ะ?”
“ผมตั้งใจจะกลับไปเก็บเลเวลต่อที่สุริยาวลัยครับจากนั้นค่อยเดินทางไปหาเพื่อนที่ไตรเหมันต์เมื่อมีเลเวลสูงสักหน่อย” ก่อนหน้านี้เขาเคยถามรายละเอียดบริเวณที่พักของท่านว่าอยู่บริเวณไหนใกล้ไกลอะไรบ้าง ก็พบว่า มันอยู่ระหว่างเส้นทางจากสุริยาวลัยไปไตรเหมันต์แต่ใกล้สุริยาวลัยมากกว่า
“เ้ากลัวว่าจะเอาตัวไม่รอดสินะถ้าจะไปที่ไตรเหมันต์เลย”
“ใช่ครับผมเพิ่งจะเลเวลยี่สิบสี่ คงจะเดินทางคนเดียวลำบากมาก” วิฬาร์เกาหัวแกรกๆ แก้เขินในความกากของตัวเอง
แม้ว่าเลเวลเขาจะน้อยมากเมื่อเทียบกับสัตว์อสูรโดยรอบตอนนี้แต่ถ้าจะนับแค่เดินทางผ่านป่านี้กลับสุริยาวลัยที่อยู่ไม่ไกลนัก วิฬาร์ยังมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
ทว่าถ้าหากจะตรงไปไตรเหมันต์เลยก็จะเกินตัวไปนิด จึงคิดว่าควรอัปเลเวลเพิ่มสักหน่อยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางข้ามเมืองของตัวเอง แล้วค่อยเดินทางไปสมทบกับเพื่อนที่ไตรเหมันต์ทีหลัง
เพราะถึงแม้เขาจะมีประสบการณ์ใช้เวทมนตร์แปดธาตุจนชำนาญรวมถึงมีเวทมนตร์ครบทั้งสาย แต่ระดับทักษะเวทมนตร์ของเขาเพิ่งจะแค่ 9 นอกจากนี้พลังเวทมนตร์ของเขายังมีไม่มากด้วย ต่อให้เขาเก่งเทพแค่ไหน ถ้าเกิดพลังเวทมนตร์หมดหลอดถึงจะมีไม้กายสิทธิ์ระดับ Aอยู่ในมือ ตอนนั้นมันก็เป็ได้แค่ไม้เสียบไก่เท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นเ้าไปที่ไตรเหมันต์เลยแล้วกัน ถือซะว่านี่เป็คำสั่งของข้า”
“0_0!”
วิฬาร์หน้าเหวอทันทีที่ได้ยินคำสั่งแบบนี้
“ยังไงซะถ้าเ้าตายกลางทาง ไม่กลับมาเกิดสุริยาวลัย ก็เด้งไปที่ไตรเหมันต์เลยไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนนี่” การตายในเกมถ้าไม่ใช่การตายในดันเจี้ยนหรืออีเวนท์พิเศษแล้ว ผู้เล่นจะกลับมาที่จุดเกิดที่ใกล้ที่สุดทันทีแม้บางคนอาจจะคิดใช้จุดนี้เป็เครื่องมือช่วยย่นระยะการเดินทาง เพราะขอแค่เพียงเดินทางไปถึงรอยต่อระหว่างเมืองที่มีจุดเกิดได้ล้ำเส้นรอยต่อไปสักกิโลเมตรแล้วฆ่าตัวตายก็จะวาร์ปไปเกิดที่เมืองจุดหมายทันทีโดยเสียเวลารอเกิดแค่ประมาณสองชั่วโมงดีกว่าต้องเสียเวลาเดินทางเป็วันๆ อย่างลำบาก
แต่เมื่อประเมินราคาที่ต้องแลกด้วยการถูกลดเลเวลไปห้าระดับเพราะตายพร้อมกับเงินและไอเทมอีกบางส่วนแล้วไม่ว่าใครก็ต้องชั่งใจให้หนักถ้าคิดจะเลือกทางนี้
“แต่ถ้าตายเลเวลก็ลดสิครับพระอาจารย์”
“งั้นเ้าก็เก็บใหม่เอาแล้วกันตายสิบครั้ง ก็เก็บใหม่สิบครั้ง เ้าจะได้พื้นฐานแน่นกว่าคนอื่นสิบเท่าเลย ข้าว่าความคิดนี้เข้าท่าออก”วิฬาร์รู้สึกเหมือนตอนนี้ตนกับพระอาจารย์น่าจะมีความเข้าใจต่างกันมากไปหน่อยสำหรับเื่เกี่ยวกับความเป็ความตายดูท่าถ้าดันทุรังคุยไป คงต้องปรับคลื่นกันอีกหลายช่องถึงจะตรงกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับผมจะลองดู”
“ดีมากงั้นตอนนี้เ้ารีบพักผ่อนเถอะ คืนนี้เ้ามีเื่ต้องทำกับข้าก่อนที่จะออกเดินทางพรุ่งนี้”
“ครับ”
วิฬาร์ถอนหายใจหนักหน่วง
………………..
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าค่อนข้างสว่างเพราะเป็คืนจันทร์เพ็ญพระอาจารย์พาวิฬาร์ออกมาที่ลานข้างกระท่อมที่เตรียมการไว้ั้แ่่เย็น
“เข้ามานั่งในเสื่อนี่และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”ท่านถามด้วยแววตาจริงจัง
“ครับ”เสื่อที่พระอาจารย์สานมาหลายต่อหลายวัน ตอนนี้ท่านเอามาปูนั่งพร้อมทั้งล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์อยู่เบื้องหน้าแท่นหินขนาดใหญ่สูงเท่าเอวแท่นหนึ่งเขาไม่รู้ว่ามันจะใช้ทำอะไร แต่คงจะมีความสำคัญเกี่ยวกับพิธีที่ท่านกำลังทำอยู่แน่นอน
หลังจากที่เขาเข้ามานั่งท่านก็เริ่มทำสมาธิอย่างสงบพร้อมเริ่มสวดอะไรบางอย่างที่เขาได้ยินไม่ชัด
ทันทีที่เริ่มบริกรรมคาถาบรรยากาศโดยรอบก็หยุดนิ่งคล้ายกับเฝ้ารอดูเื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
อุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างเชื่องช้าทว่ารู้สึกได้สรรพสำเนียงต่างๆ ที่เคยมีโดยรอบก็หรี่เบาลงราวกับระย่นย่อต่ออำนาจลี้ลับแม้แต่เหล่าจิ้งหรีดเรไรก็เงียบเสียงลง เหมือนกับก้มหัวให้กับพิธีลึกลับที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจนี้
จนเมื่อดวงจันทร์ค่อยๆลอยสูงขึ้นจากขอบฟ้า เสียงสวดของท่านก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนวิฬาร์เริ่มจับใจความได้บางคำ
“ทักษะแปลภาษาโบราณเลื่อนเป็ระดับ 4…5…6…”
ทักษะระดับAที่เขาได้มาั้แ่เข้าเกมและถูกเพิ่มระดับในสุสานทศกัณฐ์ บัดนี้มันกลับเพิ่มระดับขึ้นรัวๆ เพราะได้ยินคำสวดของฤๅษีคทานน
เบื้องบนท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสในคืนฟ้ากระจ่างตอนนี้เริ่มขมุกขมัวลงเพราะกลุ่มเมฆที่เคลื่อนเข้ามาด้วยความเร็วสูงผืนป่ารอบด้านส่งเสียงใบไม้ปลิวดังซู่ซ่า ลมเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และวินาทีต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงครืนใหญ่ดังขึ้นมาจากหมู่เมฆเบื้องบน แสงวาบเปล่งออกมาราวกับพญาอสรพิษที่ฉกกัดใส่หมู่เมฆบนฟ้า
เสียงสวดเร่งเร้าจังหวะขึ้นดูเหมือนกำลังถึงวินาทีสำคัญ
เสียงทุ้มต่ำที่ไม่เข้ากับรูปลักษณ์ชราของพระอาจารย์ทวีความดังขึ้นจนวิฬาร์นึกฉงนแต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาไปก็คือคำสวดที่ชวนให้เขาขนลุกเกรียวทันทีที่ได้ยินมันชัดเจนเต็มสองหู
“ข้าขอเชิญหมู่เทพมวลเทวา
โปรดพัดพาเมฆาวายุหวน
ยามจันทราสุกสกาวดาราครวญ
ให้ผันผวนก่อกำเนิดเกิดฤทธา
ให้ผืนฟ้าบรรเลงเพลงพิณพาทย์
นภากาศขับร้องก้องเวหา
พิรุณกระหน่ำคำรนพสุธา
เรืองเดชาบังเกิดเป็อัสนี
ให้สถิตลงตรงในตัวข้า
ตามบัญชาถักทอเป็รัศมี
เปล่งประกายล้อละเล่นเช่นอัคคี
หลอมฤดีสลักจิตลงิญญา
พระองค์แม่ธรณีหากเกรี้ยวกราด
ขอจงฟาดสายวิชชุคืนสถาน
ผ่าอัมพรผ่าแผ่นฟ้าผ่ามัฆวาน
ผ่าวิมานคืนองค์พระอินทรา”
[เมฆา=เมฆ, วายุ=ลม พิณพาทย์=วงเครื่องดนตรี, นภากาศ/เวหา/อัมพร=ท้องฟ้า, พิรุณ=ฝน, พสุธา/ธรณี=พื้นดิน, อัสนี/วิชชุ=สายฟ้า, อัคคี=ไฟ, ฤดี=ใจ, มัฆวาน=พระอินทร์, วิมาน=์]
วินาทีเดียวกับที่ดวงจันทร์ลอยตรงที่กลางศีรษะท่านฤๅษีลุกขึ้นจากอาสนะที่นั่งอยู่ในมือขวาพลันปรากฏค้อนขนาดั์ที่ไม่ทราบที่มา แล้วเดินตรงไปยังแท่นศิลาเบื้องหน้าก่อนจะชูมือข้างที่ถือค้อนนั้นขึ้นเหนือหัว
เปรี้ยง!!!
สายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดลงที่ปลายค้อนแม้จะเป็เพียงเสี้ยววินาที แต่วิฬาร์กลับเห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจนราวกับเวลาถูกหน่วงไว้
เส้นสายสีขาวเหลือบครามกระชากผ่านผืนฟ้าพุ่งตรงลงมาที่ปลายค้อนมันไหลลงสู่มือของท่านแล้วเคลื่อนไปรอบกายคล้ายกับจะห่อหุ้มไว้ ค้อนใหญ่ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะอย่างน่าหวาดหวั่นแต่ท่านกลับไม่เป็อันตรายใดๆ และก่อนที่วิฬาร์จะทันรู้ตัว สายฟ้าอีกสองเส้นก็ฟาดลงซ้ำตรงที่เดิม
เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!!
ร่างเืเนื้อนั้นคล้ายจะได้รับพลังจากเวทมนตร์มันขยายตัวจนสูงกว่าวาเศษ กล้ามเนื้อทั่วร่างพองโตจนเต็มส่วนสัดชุดหนังเสือที่หุ้มก็แปรเปลี่ยนไปจนคล้ายกับเกราะโลหะอันงดงาม มีกระแสไฟฟ้าวิ่งวนเวียนไปทั่วร่างราวกับตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่รับกระแสมาเกินกำลังหากวินาทีนี้เขาได้มองั์ตาของท่านก็จะพบว่ามันเป็ดวงตาที่เรืองสีฟ้าขาว อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งสายฟ้าพลังงานทั้งหมดเร่งเร้าจังหวะคล้ายหัวใจเต้น ค่อยๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างช้าๆจากนั้นท่านก็สูดลงหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่จนบ่าไหล่ยกตัวขึ้นสูง
แล้วถอนหายใจจนหมดปอด
ตูม!!!
กระแสไฟฟ้าที่วิ่งวนเวียนรอบกายท่านพลันไหลลงมาที่ขาทั้งสองข้าง แล้วแผ่กระจายลงมาที่เสื่อ
เสื่อผืนที่เขานั่งอยู่ตอนนี้!
วิฬาร์สะดุ้งสุดตัวด้วยความใตอนนี้เขามีเลเวลแค่เท่าไหร่เอง ความสามารถทุกด้านนับว่ากระจอกงอกง่อยถ้าเกิดโดนกระแสไฟฟ้าแบบนี้เข้าไปละก็ ไม่รู้จะไปผุดไปเกิดที่นรกขุมไหนกันแน่
เขาเบิ่งตามองเพื่อเตรียมรอรับความเ็ปที่กำลังจะมาถึงแต่หลังจากผ่านไปหลายวินาที สิ่งที่ควรเกิดกลับไม่เกิด
สายฟ้าแตกแขนงออกมานับร้อยเส้นโดยมีจุดเชื่อมต่อทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ขาทั้งสองของท่านมันคล้ายกับรากของต้นไม้ที่แผ่ออกมาจากโคนต้น มันค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาเป็ลายเส้นพิสดารบนผืนเสื่อที่เขานั่งอยู่บ้างเลี้ยวซ้าย บ้างวนขวา บ้างหักศอกถักทอออกมาไม่ต่างกับกับวงจรไฟฟ้าที่ยากเกินกว่าจะดูรู้เื่กระเพื่อมราวมีชีวิตตามกระแสพลังที่ออกมาจากร่างของคทานน
เขาจ้องมองมันคล้ายกับจะค้นพบบางสิ่งบางอย่าง
บางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ผืนเสื่อ
วันแรกของการเรียนรู้สิ่งที่ฤๅษีคทานนสอนให้กับเขา ไม่ใช่วิชาการต่อสู้ ไม่ใช่เวทมนตร์คาถา แต่กลับเป็การทอเสื่อที่ฟังยังไงก็ดูไม่น่าจะมีประโยชน์กับชีวิตของเขา
แต่เมื่อท่านเริ่มสอนเขาก็ต้องตกตะลึงกับวิธีการทอที่ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดเอาไว้ ทุกเส้นสาย ทุกรอยต่อทุกการไขว้ของฟางแต่ละเส้น รอยเย็บแต่ละจุด มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทำให้การถักเสื่อขึ้นมาผืนหนึ่งนั้นยากเย็นจนเกินจินตนาการคล้ายกับปีนป่ายขึ้น์ แม้ว่าเขาจะพยายามทำตามสักเท่าไหร่ก็ยังฝึกฝีมือไปได้ไม่ถึงไหน และไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร
แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าวิธีการทออันแปลกประหลาดนั้นมีไว้เพื่ออะไร เมื่อได้เห็นเส้นสายของพลังงานที่ไหลวนอย่างมีระเบียบนี้
เขาเดาเอาว่าท่านฤๅษีคทานนจะต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้รสายนเวทไม่น้อยแน่ๆเพราะว่าการใช้ไอเทมเป็สื่อในการเหนี่ยวนำเวทมนตร์ระดับนี้ เขาไม่เคยเห็นและไม่รู้จักมากก่อน
ต่อให้เป็ผู้เล่นระดับแนวหน้าใน่เบต้าเทสต์อย่างมากก็สามารถเขียนยันต์เวทมนตร์ขนาดกลาง เพื่อใช้งานเวทมนตร์ระดับกลางเท่านั้นแตกต่างกับเสื่อผืนนี้ราวฟ้ากับเหว
เส้นสายสีฟ้าไหลไปจนจรดมุมของเสื่อที่ต่ออยู่กับเสาที่ท่านฤๅษีมัดสายสิญจน์ไว้ก่อนจะทวีความเข้มข้นขึ้น แล้วพุ่งกลับออกไปสู่ท้องฟ้าที่ปลายเสาทั้งสี่มุมเสื่อ
ในขณะที่เสียงสวดยังไม่หยุดลงและสายฟ้ายังคงฟาดลงมาและหวนกลับขึ้นไปอยู่อย่างนั้นท่านก็เริ่มทุบค้อนในมือลงบนแท่นหินตรงหน้า
เสียงทุบดังสนั่นหวั่นไหวแทบไม่ต่างจากเสียงของฟ้าผ่าท่านทุบตรงจังหวะราวเครื่องจักรอันเที่ยงตรง หนึ่งครั้งต่อหนึ่งครั้งต่อหนึ่งครั้งมือซ้ายก็หมุนแท่งอะไรบางอย่างในมือไปพร้อมกันแต่ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ที่บดบังอยู่ ก็ทำให้เขามองไม่เห็นว่าสิ่งที่ท่านกำลังตีอยู่นั้นคืออาวุธหรือเป็อะไรกันแน่
ห้วงเวลาแห่งความหวาดหวั่นดำเนินไปเนิ่นนานกว่าสองชั่วโมงจนกระทั่งค้อนสุดท้ายกระแทกลงกับแท่นหินนั้น สายฟ้าเส้นสุดท้ายก็เงียบไปทิ้งไว้เพียงพยับเมฆที่ยังไม่คลายตัว ม้วนบิดไปมาราวฟองคลื่นบนผิวทะเล
“ลุกมานี่”
“ผู้เล่นวิฬาร์พบเจอฤๅษีคทานนเลเวล 350”
เสียงทุ้มต่ำที่แตกต่างจากเสียงเดิมของท่านและเสียงของระบบที่ดังขึ้นปลุกให้วิฬาร์ตื่นจากภวังค์ แม้เขาจะรู้ว่านี่คือท่านฤๅษีคทานนคนเดิมแต่ด้วยร่างกายสูงใหญ่และน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไปจนคล้ายกับคนวัยหนุ่มฉกรรจ์ก็อดทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
รวมถึงเลเวลที่แท้จริงของท่านด้วย
เท้าสองข้างพาร่างเขาเดินเข้าไปหาท่านอย่างช้าๆและวินาทีที่ท่านหันหน้ากลับมา ก็ทำให้เข้าต้องสูดหายใจเข้าปอดอย่างเหน็บหนาว
ดวงตาดุดันราวกับจะกินเืกินเนื้อเขี้ยวยาวสีขาวมุกโง้งออกมาจากมุมปากจับจ้องมาที่เขา แม้สมัยก่อนเขาจะเคยเจอั์มาหลายตนก็จริง ทว่าภาพลักษณ์ที่ท่านแสดงให้เห็นวันนี้กลับทรงอำนาจยิ่งกว่าตนอื่นๆที่เขาเคยเจอ
“ครับพระอาจารย์?” เขาเงยหน้าถามร่างใหญ่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หอกนี้ข้าตีมันเพื่อให้เ้าเอาไว้ใช้งานบัดนี้มันเป็ของเ้าแล้ว”
ท่านคว้าสิ่งที่ท่านตีอยู่เมื่อครู่ขึ้นมาแล้วยื่นให้
วิฬาร์รับหอกสีเงินยวงที่ยังมีประกายของสายฟ้าแลบแปลบปลาบมาด้วยความตื่นเต้นระคนใเขาไม่นึกฝันมาก่อนว่าท่านจะสร้างไอเทมใหม่ให้เขา เพราะั้แ่มาถึง แทบทุกวันมีแต่การฝึกฝนที่หนักหน่วงมาโดยตลอดจนเขาแทบจะถอดใจและอีกอย่างก็คือ การที่เขามาขอวิชาจากท่าน ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็น่านับว่าเป็การให้ที่เกินพอแล้วแต่ท่านกลับยังตีอาวุธเล่มใหม่ให้เขาเพิ่มอีกชิ้นนึงด้วย
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับไอเทมหอกเวทวชิระ (C) ”
ทันทีที่ระบบแจ้งถึงระดับของอาวุธที่เขากำลังถือก็ทำให้ใจเต้นตึกตักขึ้นมาทันที ตอนนี้อาวุธที่ดีที่สุดของเขายังเป็แค่ธนูกับมีดสั้นระดับFอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมีไอเทมระดับ C มาอยู่ในมือไม่รู้ว่าเขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
ตัววิฬาร์เองเคยจับไอเทมระดับสูงมาไม่น้อยจึงไม่ถึงกับอึ้งตะลึงค้าง แต่เพราะรู้ตัวดีว่าตอนนี้เลเวลของเขายังไม่เหมาะสมกับไอเทมระดับนี้ในสมองจึงจดจำเอาไว้ว่าไม่ควรเอาออกมาใช้ต่อหน้าคนอื่นไม่งั้นอาจถูกปล้นฆ่าเอาได้ง่ายๆ
“รับไปเถอะเ้าสมควรได้รับมันแล้ว หากขุนศึกไม่มีอาวุธคู่กาย ก็มิต่างจากพยัคฆ์ที่ไร้เขี้ยวเล็บข้ามองเห็นศักยภาพและความตั้งใจของเ้า ถึงได้ลดเวทล่องหนลงั้แ่แรกไม่อย่างนั้น เ้าจะไม่มีทางรู้สึกการคงอยู่ของข้าหรอก และข้าเชื่อว่าข้าไว้วางใจคนไม่ผิด ถึงได้เลือกให้เ้ารับ่วิชานี้ต่อจากข้า”
บทร่ายเวท่นี้เป็ไงบ้างครับ ชอบกันหรือเปล่า
เขาเหลือบมองอาวุธในมืออย่างเคลือบแคลงสงสัยแต่ก็รับมาโดยดี
ฤๅษีคทานนเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เ้ามีศักยภาพที่ซ่อนอยู่อีกมากแม้ว่าวันนี้จะยังไม่ถูกขัดเกลา แต่ข้ารับรู้ได้ว่ามันเป็สิ่งที่จริงแท้แน่นอนว่าพร์ก็เป็สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้ามั่นใจว่าเ้ามีความสามารถมากกว่าที่แสดงออกแต่เหนืออื่นใด คือเ้ามีความมุมานะ แม้จะยากลำบาก แต่ก็มิย่อท้อโดยง่าย”
“ได้ครับขอบคุณพระอาจารย์สำหรับหอกเล่มนี้”
“นี่คงจะเป็คืนสุดท้ายที่เ้าจะได้นอนสบายๆแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ จะได้ออกเดินทางั้แ่ย่ำรุ่ง”