เอวาและนาชาญถอดรองเท้าวางไว้ที่ชั้นใกล้บันไดก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองของตำหนักเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องเ้าพ่อจึงได้ยินเสียงดนตรีวงปี่พาทย์ดังขึ้นเป็จังหวะเสียงระนาด ฆ้องและปี่ประสานกันทำให้รู้สึกมีมนต์ขลังจนน่าอัศจรรย์เอวาเริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศในขณะที่นาชาญจ้องมองไปที่ร่างทรงซึ่งเป็ผู้ชายกำลังฟ้อนดาบท่าทางช่ำชองแต่ความสนใจของเขาอยู่ตรงนั้นไม่ได้นาน สายตาของเขาก็ย้ายมาจับจ้องที่เด็กสาวคนหนึ่งอายุราวสิบแปดปีน่าจะอยู่ในวัยกำลังเรียนมัธยมปลายซึ่งนั่งพับเพียบคอยช่วยหยิบจับสิ่งของบ้างวิ่งเก็บของบ้าง เวลาที่เธอคุยกับร่างทรงจะใช้ภาษาท้องถิ่นแบบชาวภาคเหนือนาชาญรู้ภาษาเหนือเพราะเคยไปอยู่ที่เชียงรายมาก่อนดูจากวิธีปฏิบัติแล้วเด็กสาวคนนี้คงเป็ควาญซึ่งมีหน้าที่ปรนนิบัติผี
เอวาดึงให้นาชาญนั่งลงหลังกลุ่มคนราวสี่คนที่มานั่งพนมมือร่วมพิธีกรรมอยู่ก่อนแล้วในจำนวนสี่คนนั้นมีเด็กสาวคนหนึ่งน่าจะอายุราวยี่สิบปีกำลังนั่งก้มหน้าใบหน้าซีดเผือดเธอนั่งอยู่ข้างหน้าสุดถูกเ้าพ่อใช้ดาบวางบนบ่าครั้งแล้วครั้งเล่าในระหว่างฟ้อนรำเอวาเห็นแต่ละคนที่มาล้วนสีหน้าอมทุกข์ตั้งใจมองดูพิธีกรรมราวกับคาดหวังบางอย่างก็นึกถึงตนเองในอดีตเธออดไม่ได้ที่จะสะกิดถามหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เธอ
“เด็กคนนั้นเป็อะไรหรือคะ”
หญิงวัยกลางคนหันมามองเอวาท่าทางกระอักอ่วนก่อนจะยอมตอบคำถาม“เธอเป็หลานฉัน ที่นั่งกันอยู่เนี่ยเป็ญาติกันเราพาเธอมาหาเ้าพ่อเพราะ่นี้เธอชอบบอกว่าอยากตาย เธอพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแล้ว”
“แล้วได้พาไปพบนักจิตวิทยาบ้างหรือเปล่าคะ”
“ไม่หายหรอกรู้มั้ยว่าเผลอไม่ได้เลย เธอจะเอามีดกรีดข้อมือบ้างะโตึกบ้างทำให้พวกเราต้องผลัดกันเฝ้าทุกวัน พวกฉันว่าเธอถูกผีเข้าแน่ๆ ”
“แล้วนี่เ้าพ่อกำลังทำอะไรอยู่หรือคะ”
“เ้าพ่อบอกว่าจะฟ้อนดาบไล่ผีในตัวเธอแล้วหลังจากนั้นจะให้เธอรับขันธ์ฝากตัวเป็ศิษย์เ้าพ่อ เธอจะได้ไม่ถูกผีสิงอีก”
เอวาจะหันไปถามความเห็นนาชาญแต่กลับเห็นเขาจ้องมองเด็กสาวที่เป็ควาญปรนนิบัติผีอย่างไม่วางตาเธอจึงกระทุ้งแขนใส่เขาเบาๆ “นี่พรากผู้เยาว์มันผิดกฎหมายนะ เตือนไว้ก่อน”
“พรากผู้เยาว์เื่อะไร”นาชาญเลิกคิ้วเหมือนกำลังคุยกันคนละเื่“เธอดูท่ารำของผู้ชายสิว่าเหมือนท่ารำในพิธีกรรมทางเหนือมั้ยแล้วลองดูสิว่าคนที่กำกับให้ทำโน่นทำนี่มันใครกันแน่เด็กคนนั้นรู้เื่ประเพณีฟ้อนผีมดผีเม็ง”
เอวาได้ยินก็เริ่มสังเกตดูจึงเห็นว่าทุกครั้งที่เด็กสาวส่งมอบสิ่งของต่างๆให้เ้าพ่อก็จะคอยบอกใบ้กรายๆ ว่าต้องทำยังไงต่อ เธอแอบกระซิบกับนาชาญ “แหกตาชัดๆเลย ฉันเชื่อเข้าไปได้ไงเนี่ย”
“ก็ไม่เชิงหรอก”นาชาญกล่าวก่อนจะมองดูการฟ้อนรำที่สิ้นสุดลงแล้วและเด็กสาวที่มาให้รักษามีสีหน้าดีขึ้นจนเห็นได้ชัดคราวนี้เด็กสาวที่เป็ควาญค่อยๆคลานเข่ายกพานที่ประดับด้วยใบไผ่สานเป็รูปกลีบดอกไม้วางซ้อนกันคล้ายรูปทรงดอกบัวบานภายในพานวางเครื่องมงคลห้าอย่างซึ่งมีดอกมะลิขาวที่ร้อยเป็พวงมาลัยพวงใหญ่คล้องธูปและเทียนขาวเอาไว้ผ้าขาวจัดวางอยู่ข้างๆ กรวยใบตองที่พับเป็ลวดลายอย่างปราณีต เธอมอบพานนั้นให้กับเด็กสาวที่มาเข้ารับการรักษา
ในขณะที่เด็กสาวกำลังรับพานมานาชาญก็เกิดอาการลงไปชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นเอวาใรีบเขย่าตัวเขาในขณะที่สายตาของคนทั้งหมดในห้องเ้าพ่อหันมาจับจ้องที่เขาคนเดียวเด็กสาวที่เป็ควาญรีบวางพานขันธ์ครูลงบนพื้นให้ห่างจากบริเวณเกิดเหตุแล้ววิ่งไปสะกิดร่างทรงเ้าพ่อก่อนจะกระซิบบอกบางอย่างเ้าพ่อสูดหายใจเดินถือดาบเข้าไปแตะเบาๆที่กลางลำตัวของนาชาญแล้วสวดท่องคาถาอาคมที่ฟังจับใจความไม่ได้เขาถลึงตาตะคอกใส่นาชาญ
“บังอาจมากเ้ากล้าดียังไงมาสิงคนที่ไม่เกี่ยวข้องแทน”
นาชาญตาแข็งตอบกลับเสียงเข้มเช่นกัน“ข้าก็ไม่ได้อยากสิง แต่หาทางทำมาหากินไม่ได้ถึงต้องมาตามสิงคนอยู่นี่ไง”
เอวาแอบยิ้มขำนิดๆแต่พยายามกลั้นไว้แล้วรีบทำสีหน้าวิตกกังวล “เ้าพ่อช่วยด้วยค่ะแบบนี้จะทำยังไงดี”
“ออกไปจากร่างเ้าหนุ่มนี่ซะก่อนที่ข้าจะใช้ไม้แข็งกับเ้า”
“ท่านจะไม่ถามชื่อข้าหน่อยหรือว่าข้าเป็ใครมาเข้าสิงเขาทำไม” นาชาญกล่าวแม้น้ำเสียงยังแข็งแต่ไม่ได้ก้าวร้าวเขาจับคมดาบของเ้าพ่อเอาไว้ทำให้เอวาเสียววาบแทน ถึงจะดูเป็มีดทื่อๆแต่ถ้าโดนบาดก็น่าจะเจ็บไม่น้อย
เ้าพ่อหัวเราะก่อนจะตอบคำถามด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม“เพราะข้ารู้ว่าเ้าแค่แกล้งโดนผีสิงไง เ้ามาลองดีกับข้าทำไม”
เ้าพ่อจะดึงดาบมาเก็บเข้าฝักแต่กลับดึงออกจากมือของนาชาญไม่ได้ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ออกแรงจับแน่นขึ้น
“ข้าลองดีกับเ้างั้นหรือ”นาชาญลุกขึ้นยืนพลางแย่งเอาดาบมาวางทิ้งลงพื้น “ผู้ที่ลองดีไม่ใช่เ้าหรือการทำพิธีรับขันธ์แบบนี้ไม่ได้ฝากตัวเป็ศิษย์ผีบรรพบุรุษตามประเพณีดีงามที่ทำกันมาแต่เ้ากำลังหลอกให้คนรับขันธ์ผีตายโหงเ้าทำให้คนตายไปตั้งเท่าไรแล้วรู้ตัวหรือไม่”
เ้าพ่อใล้มหงายลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นไม่ได้ใเพราะเื่รับขันธ์ผีตายโหงแต่คำพูดสุดท้ายของนาชาญสะท้อนก้องออกมาเหมือนมีเสียงคำรามเต็มเปี่ยมด้วยพลังอำนาจซ้อนทับอยู่แม้แต่ทุกคนในห้องเ้าพ่อก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบขนหัวลุกไปตามๆกันเพราะได้ยินเหมือนกันหมดรวมทั้งเอวาด้วย ชั่วครู่หนึ่งเ้าพ่อมองเห็นั์ตาสีดำมืดราวกับเมฆหมอกมืดดำทะมึนสะท้อนอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนาชาญเหมือนเป็คนละคนเขาจึงก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณจนสะดุดล้ม
ญาติๆของเด็กสาวเริ่มรู้สึกไม่สบายใจลนลานพนมมือขอลาเ้าพ่อกลับบ้านแล้วพาเด็กสาวออกจากห้องไปนาชาญมองตามพวกเขาแต่ไม่ได้เข้าไปห้ามเขาเพียงแต่เดินเข้าไปเตะพานสำหรับรับขันธ์จนกระเด็นกระจายไปบนพื้นแล้วหันไปมองหน้าเด็กสาวที่เป็ควาญปรนนิบัติผีด้วยสีหน้าถมึงทึงเขาชี้หน้าเธอพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่กลับเป็ปกติ
“ชื่อของเ้าคือปลายฟ้าเป็ผู้สืบเชื้อสายผีเม็งบ้านซอมพอ แต่กลับมาหลอกให้คนรับขันธ์ผีตายโหงจนมีคนตายกรรมของเ้าจะต้องย้อนกลับเข้าตัวเป็แน่ เ้าจำคำของข้าไว้”เด็กสาวที่ชื่อปลายฟ้าหวาดกลัวจนขาแข็งก้าวไปไหนไม่ได้เธอได้แต่ยืนนิ่งฟังอย่างไม่มีทางเลือกทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม
หลังจากกล่าวจบนาชาญก็ลดมือที่ชี้หน้าเด็กสาวลงก่อนจะก้มหน้าก้มตาหันไปดึงมือเอวาให้เดินออกจากห้องไปด้วยกันตอนแรกเอวาก็ยังใกลัว เธอขืนมือไว้ไม่กล้าตามนาชาญไปแต่นาชาญกระซิบกับเธอด้วยน้ำเสียงตามปกติของเขา “เดี๋ยวอธิบายให้ฟังตอนนี้รีบไปกันก่อนเถอะ”
สีหน้าของเอวางงงวยจับทางไม่ถูกว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่จึงปล่อยให้นาชาญพาเดินออกจากตำหนักมาขึ้นรถอย่างเงียบๆ เขาขึ้นนั่งฝั่งคนขับทำให้เธอรีบร้องห้าม“เดี๋ยว นายขับรถไหวหรือ”
นาชาญโบกมือให้เธอรีบขึ้นรถก่อนที่เขาจะขับออกจากลานจอดรถเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักงาน
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้านเอวาลอบมองนาชาญเป็ระยะเพราะกลัวเขาจะเกิดอาการแปลกๆขึ้นอีกซึ่งนาชาญก็รู้ตัว เขาจึงอธิบายให้อีกฝ่ายฟังด้วยน้ำเสียงเรียบ“เมื่อกี้ฉันแค่แสดงละครน่ะฉันลองสืบประวัติสองคนนั่นมานิดหน่อยก็เลยรู้ว่าเด็กสาวคนนั้นชื่ออะไร”
“แสดงเหมือนไปมั้ยฉันเห็นสองคนนั่นตัวสั่นไปเลยนะ ขนาดฉันที่ไม่ได้เจอตรงๆ ยังขนหัวลุกเลย”
“ฉันแค่อยากให้สองคนนั่นเลิกหากินด้วยวิธีนี้เท่านั้นเอง”
“แล้วที่บอกว่าสืบประวัติมาหมายความว่ายังไงในสำนวนคดีไม่มีประวัติของคนในตำหนักสิริล้านนานี่”
“ก็แค่ความสงสัยส่วนตัวฉันก็เลยลองถามเพื่อนที่เป็นักข่าวถึงได้ข้อมูลมาว่าเ้าตำหนักที่เป็ผู้ชายชื่ออินทร์เฟือนเป็ลุงของเด็กผู้หญิงที่ชื่อปลายฟ้าปลายฟ้าย้ายมาอยู่กับลุงที่กรุงเทพเพราะอยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพแต่ติดเื่ค่าเล่าเรียนทางบ้านของปลายฟ้าเป็ตระกูลของร่างทรงที่สืบทอดพิธีกรรมฟ้อนผีเม็งเธอก็เลยใช้ความรู้นิดหน่อยที่มีมาร่วมมือกับลุงเพื่อหาเงินน่ะ”
“แล้วที่บอกว่าหลอกให้รับขันธ์ผีตายโหงหมายความว่ายังไง”
“พิธีรับขันธ์ผีเม็งไม่ได้ทำกันง่ายๆแบบนี้ การใช้ของถวายแบบมั่วๆ และไม่รู้วิธีอัญเชิญที่ถูกต้องไม่มีทางที่จะอัญเชิญผีเม็งมาได้หรอกแต่มีบางอย่างที่จะตอบรับการอัญเชิญแบบนี้แทน”
“บางอย่างที่ว่าอย่าบอกนะ…”
“ิญญาผีตายโหงไง”น้ำเสียงของนาชาญจริงจังจนเอวาขนลุกเสียวสันหลังขึ้นมาอีก แต่อยู่ๆเขาก็หัวเราะเบาๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดรอบตัวที่คุกรุ่นจนถึงเมื่อครู่หายไปนาชาญอธิบายต่อ “ก็ว่าไปตามความเชื่อล่ะนะเขาว่ากันว่าหากรับขันธ์ผีตายโหงก็เท่ากับให้ิญญาผีตายโหงทำอะไรกับร่างกายของผู้รับขันธ์ก็ได้อย่างเช่นการยอมให้บงการร่างกายและจิตใจทำให้คิดฆ่าตัวตายเพื่อไปเป็ตัวตายตัวแทนของผีตายโหงนั่น”
“ตายล่ะแล้วฉันจะโดนไปด้วยมั้ยเนี่ย”
“คนที่น่าห่วงคือเด็กผู้หญิงที่มาให้รักษาคนนั้นต่างหากเพราะเธอรับพานไปแล้ว”
“แต่ว่าเธอยังไม่ได้ทำพิธีรับขันธ์กับเ้าพ่อเลยนะ”
“เธอคิดว่าิญญาผีตายโหงอยู่กับเ้าพ่อหรือ”นาชาญกล่าวพึมพำจนเหมือนเป็แค่เสียงบ่นกับตัวเอง “ตอนที่เธอััถูกพานรับขันธ์นั่นสัญญาก็มีผลไปแล้ว”
“หมายความว่าหนึ่งทุ่มวันนี้เธออาจจะเป็คนที่คิดฆ่าตัวตายรายต่อไปหรือ”
“ถ้ามันเป็ไปตามความเชื่อจริงๆล่ะก็นะ เธอก็เห็นว่าเมื่อวานไม่มีใครตายเลยไม่ใช่หรือบางทีเื่มันอาจจะจบแล้วไม่มีอะไรก็ได้”
“ฉันว่าน่าจะลองสืบหาที่อยู่ของเด็กคนนั้นดูดีกว่าเผื่อว่าเธอจะคิดสั้นจริงๆ ”
“แล้วจะสืบหายังไงเธอจะลองกลับไปขอรายชื่อลูกศิษย์ที่มาหาเ้าพ่อที่ตำหนักน่ะหรือ เขาคงยอมให้หรอก”
“ฉันมีวิธีก็แล้วกันนายนั่นแหละอย่าเล่นละครว่าผีเข้าที่สำนักงานก็แล้วกันเดี๋ยวได้ถูกพาไปพบจิตแพทย์แน่” เอวาถอนหายใจยาวก่อนจะถามย้ำให้มั่นใจ“นายไม่ได้ดื่มเหล้าหรือโดนยาตัวไหนมาใช่มั้ย หยุดสองวันไม่ได้นอนนี่ไปทำอะไรมา”
“ฉันปกติดีเมื่อคืนแค่อ่านหนังสือดึกจริงๆ ”นาชาญอธิบายพลางขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของสำนักงาน “เย็นนี้ฉันกลับเร็วนะเหมือนวันศุกร์ที่แล้ว”
“นายกลับเร็วแต่กลับไม่ได้นอนเนี่ยนะเชื่อเขาเลย”
“นี่ก็บ่ายสองแล้วถ้าเธอมีวิธีเอาข้อมูลของเด็กที่ไปเข้ารับการรักษาจากเ้าพ่อที่ตำหนักสิริล้านนามาได้ก็ช่วยแบ่งข้อมูลให้ฉันด้วย”
“แล้วนายล่ะ”
“ฉันก็จะลองหาข้อมูลในส่วนนี้เพิ่มเติมด้วยถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะได้หาทางเก็บหลักฐานที่เชื่อมโยงกันได้”นาชาญกล่าวจบก็เดินกลับเข้าสำนักงานไปในขณะที่เอวาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทรไปหาเพื่อนที่เป็เ้าของช่องออนไลน์
“หวัดดีจ้ะเอิญฉันมีหัวข้อคอนเทนต์มาให้เธอด้วยแต่ขอข้อมูลเป็การแลกเปลี่ยนนะ”
หลังจากต่างคนต่างแยกย้ายกันสืบหาข้อมูลของเด็กสาวที่ไปรักษาตัวที่ตำหนักสิริล้านนาใน่เวลาสามชั่วโมงที่เหลือก็ได้เวลาเลิกงานเอวาเดินมาขึ้นรถกับนาชาญเพื่อกลับบ้านเหมือนเช่นเคยระหว่างทางเธอจึงพูดถึงข้อมูลที่ได้รับมาจากเพื่อนซึ่งเข้าไปทำทีขอถ่ายภาพบางส่วนของตำหนักลงโซเชียลเพื่อเป็การโฆษณาให้ซึ่งทางตำหนักก็ตกลงและยอมให้ถามข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เคยมารักษาแต่ได้มาเพียงข้อมูลบางส่วนเท่านั้น
“เขาบอกว่าเด็กสาวคนนั้นชื่อมณฑาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสองตอนแรกเธอพักอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยแล้วก็เริ่มมีปัญหาเื่การเรียนเื่เพื่อนแล้วก็คนรักก็เลยพยายามะโตึกบางทีก็ทำท่าจะกรีดข้อมือเพื่อฆ่าตัวตายญาติก็เลยให้เธอมาพักอยู่ด้วยกันที่บ้านแถวเอกมัยแล้วผลัดกันคอยดูแลเธอ”
“อยู่ตรงไหนของเอกมัยพอรู้มั้ย”
“เขาไม่ได้บอกรายละเอียดขนาดนั้นหรอกก็เลยค้นหาในแผนที่จีพีเอสไม่ได้”เอวาหยุดก่อนจะเลิกคิ้ว “แล้วทางนายได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง คิดจะมาหลอกถามฉันหรือ”
“บ้านของเด็กที่ชื่อมณฑาเป็ตึกแถวอยู่ติดถนนเปิดร้านขายรองเท้าเพื่อนฉันไม่ยอมบอกชื่อร้านเพราะเป็ข้อมูลส่วนตัวเกินไป”
“แบบนี้ต้องเกิดเหตุก่อนถึงจะรู้ได้ใช่มั้ยเนี่ย”
“ก็ต้องแบบนั้นหรือเธอจะไปนั่งเฝ้าแถวบ้านเขาเผื่อจะเข้าไปห้ามตอนเกิดเื่ทันล่ะ”
เอวาไม่ตอบเมื่อเห็นว่ารถของนาชาญวิ่งมาจอดหน้าบ้านของเธอแล้วเธอเปิดประตูลงจากรถก่อนยืนมองจนกระทั่งรถของนาชาญวิ่งลับสายตาไปเธอจึงค่อยเดินไปขึ้นรถเก๋งสี่ประตูสีน้ำเงินซึ่งจอดอยู่ในบ้านของตนเองแล้วขับออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าไปแถวเอกมัยที่ซึ่งบ้านของเด็กสาวที่ชื่อมณฑาตั้งอยู่เธอขับรถวนไปมาอยู่นานแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็บ้านหลังไหน จึงเข้าไปจอดในปั๊มแล้วโทรถามเพื่อนของเธออีกครั้งเผื่อว่าจะมีข้อมูลที่ตกหล่นไป
“เอิญแกพอจะบอกอะไรเพิ่มเติมได้มั้ย อย่างเช่นใกล้ๆบ้านเด็กคนนั้นมีอะไรเป็จุดสังเกตบ้างหรือเปล่า”
“ก็บอกแล้วไงว่าเขาไม่ได้ให้ข้อมูลละเอียดขนาดนั้น”
“อะไรก็ได้แบบว่าอยู่ติดร้านอะไรหรือว่าอยู่ตรงข้ามปั๊มน้ำมันหรือเปล่า”
“จุดสังเกตหรือ”เสียงของอีกฝ่ายเงียบไปครู่ใหญ่แล้วเริ่มกล่าวต่อ “เห็นเ้าพ่อบอกว่าเคยไปเยี่ยมบ้านของมณฑาที่อยู่เอกมัยแล้วก็แวะดื่มกาแฟที่ร้านติดกันด้วย”
“อยู่ติดร้านกาแฟหรือ”เอวานึกได้ว่าพึ่งขับรถผ่านร้านรองเท้าที่อยู่ใกล้ร้านกาแฟก่อนมาถึงปั๊ม “ขอบใจนะ”
เอวากล่าวกับเพื่อนแล้วกดปิดโทรศัพท์พลางออกรถมุ่งหน้าไปยังทางกลับรถเพื่อกลับไปยังร้านรองเท้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนแถบนี้แบ่งเป็ฝั่งขาเข้าสองเลนส์และขาออกสองเลนส์จากถนนใหญ่เลี้ยวเข้าแยกมาค่อนข้างลึกจึงมาถึงบริเวณนี้ได้ ทำให้ไม่ค่อยมีรถวิ่งสัญจรมากเท่าไรนักใน่เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม
เอวากำลังขับช้าๆหันซ้ายทีขวาทีมองหาร้านเป้าหมาย ไม่นานนักเธอก็เริ่มรู้สึกว่ารถของเธอกำลังแล่นด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งที่เธอไม่ได้เหยียบคันเร่งเอวาใจหายพยายามเหยียบเบรกแต่รถก็ไม่ผ่อนความเร็วลงเลย ทันใดหางตาของเธอเหลือบเห็นร้านเป้าหมายผ่านด้านข้างไปทำให้เธอยิ่งลนลานกว่าเดิมและในที่สุดสิ่งที่เธอกลัวก็เกิดขึ้นห่างไปข้างหน้าอีกราวหนึ่งกิโลเมตรร่างของเด็กสาวที่ชื่อมณฑากำลังเดินข้ามถนนั์ตาของเด็กสาวว่างเปล่ามองตรงไปยังฝั่งตรงข้ามพลางยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังไขว่คว้าหาอะไรอยู่โดยไม่หันมาสนใจรถของเธอที่กำลังจะวิ่งเข้าไปชนในอีกไม่กี่อึดใจนี้เอวาหลับตาแน่นไม่อยากเห็นหรือคิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้อีก