แม้เซียวหยวนหมิงจะมีร่างกายแข็งแรงแต่การทำงานหนักในช่วงนี้ทำให้เขาต้องได้รับการบำรุงอย่างดี
ส่วนซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินนั้นร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้วขณะที่หลิวหยวนหยวนคลอดก่อนกำหนดและมีสุขภาพไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิดทุกคนล้วนต้องการการบำรุงด้วยอาหารทั้งสิ้น
นอกจากน้ำแกงไก่แล้วยังมีผัดเครื่องในไก่พริก และผัดผักอีกหนึ่งจาน สี่ชีวิตกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่นานนักน้ำแกงไก่หม้อใหญ่กับข้าวก็ถูกกินจนเกลี้ยง
หลังจากอิ่มหนำสำราญเซียวหยวนซินก็เก็บกวาดถ้วยชามด้วยความเต็มใจ เธอไม่เคยเกียจคร้านในบ้านหลังนี้เลยคิดว่าตัวเองควรทำเท่าที่ทำได้
“อาหมิงไม่ต้องยุ่งเรื่องครัวหรอกนะ ไปทำแผลให้เจียวเจียวแล้วพวกนายก็ไปอ่านหนังสือกันเถอะ”
“พี่ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนพี่แล้ว” เซียวหยวนหมิงพยักหน้า
เซียวหยวนซินยิ้มพลางกล่าว“ไม่ลำบากเลย ไม่ลำบากแม้แต่น้อย ชีวิตฉันตอนนี้ดีกว่าแต่ก่อนมากตอนนี้ฉันไม่เพียงแต่ได้รับเงินเดือนสิบห้าหยวนต่อเดือนเท่านั้นแต่ยังไม่ต้องลงไปทำงานในนาด้วย ใครในกองผลิตตระกูลหลิวบ้างที่ไม่ริษยาฉัน?ทุกคนล้วนอิจฉาที่ฉันมีน้องชายที่ดี และมีน้องสะใภ้ที่ดี”
ใบหน้าของเซียวหยวนหมิงเผยรอยยิ้มสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความดีของเจียวเจียวจริงๆมิฉะนั้นชีวิตพี่สาวของเขาในตอนนี้คงจะทุกข์ทรมานและยากลำบากเหมือนแต่ก่อนอย่างแน่นอน
เซียวหยวนหมิงจูงมือซูเจียวเจียวเข้ามาในห้องคลี่ผ้าพันแผลบนมือของเธอออกแล้วเปลี่ยนยาอย่างระมัดระวังทุกการกระทำของเขานั้นแสนอ่อนโยน “ดูจากบาดแผลแล้วดีขึ้นกว่าสองวันก่อนมาก เพื่อความปลอดภัย ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนโดนน้ำเลยนะอีกสักสองสามวันค่อยว่ากัน”
“ค่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
เซียวหยวนหมิงมองบาดแผลบนข้อมือและฝ่ามือของซูเจียวเจียวคิ้วของเขาอดไม่ได้ที่จะขมวดเข้าหากันอย่างแผ่วเบามือของเจียวเจียวเดิมก็ขาวเนียนละเอียดอยู่แล้วทำให้บาดแผลเหล่านั้นดูน่ากลัวยิ่งขึ้น ทำลายความอ่อนช้อยงดงามไปจนหมดสิ้น
“ดูท่าคงจะเป็นแผลเป็นสินะ” ซูเจียวเจียวถอนหายใจแผ่วเบา
แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากนักจะเป็นก็เป็นไปเถอะ ทำไงได้ล่ะ?
เซียวหยวนหมิงเงียบไปครู่หนึ่งไม่พูดอะไร เขาเก็บผ้าก๊อซและยาทำแผลเข้าที่ จากนั้นก็รื้อค้นหาอะไรบางอย่างในตู้
ซูเจียวเจียวสงสัยจึงถามว่า“อาหมิง คุณกำลังหาอะไรอยู่เหรอ? ให้ฉันช่วยหาไหม?”
เซียวหยวนหมิงยังคงก้มหน้าก้มตาค้นหาในกล่องมุมเตียงพลางตอบกลับมาว่า“ไม่เป็นไร คุณนั่งอยู่เฉยๆ ก็พอ”
สักพักหนึ่งเซียวหยวนหมิงก็หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากกล่อง
ปกหนังสือดูเก่าคร่ำคร่ากระดาษเป็นสีเหลือง แสดงว่าถูกเปิดอ่านบ่อยครั้งและผ่านกาลเวลามานานแต่กระดาษก็ยังไม่ขาด
เซียวหยวนหมิงหยิบออกมาอย่างทะนุถนอมแล้วพลิกดู
ซูเจียวเจียวรู้สึกแปลกใจจึงก้าวเข้าไปดู พลางอ่านคำบนหน้าปกออกมาว่า “ตำรับยาพันตำลึงตระกูลเซียว?”
เธอจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจและตกใจ“อาหมิง นี่คือตำราแพทย์ประจำตระกูลของคุณหรือคะ?”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า“ตอนที่บ้านเมืองไม่สงบ ผมซ่อนมันไว้ มันถึงไม่ถูกทำลายเสียก่อนน่าเสียดายที่ของอื่นๆ ที่คุณปู่ผมทิ้งไว้หายไปหมดแล้วและน่าเสียดายที่พ่อแม่ผมจากไปเร็ว ผมจึงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย”
ซูเจียวเจียวตบบ่าเขาเบาๆ“คุณสามารถปกป้องตำราแพทย์เล่มนี้ไม่ให้ได้รับความเสียหายก็ถือว่าเก่งมากแล้วค่ะ”
เพราะตอนนั้นอาหมิงเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน?
อาจจะแค่ไม่กี่ขวบ?หรือประมาณสิบกว่าขวบ?
ดังนั้นการที่เขาสามารถปกป้องตำราแพทย์เล่มหนึ่งไว้ได้ถือว่าได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแล้ว
ซูเจียวเจียวพลันนึกถึงชาติที่แล้วขึ้นมาเธอเคยได้ยินว่ามีคนบริจาคตำราแพทย์แผนจีนเล่มหนึ่งให้กับสมาคมแพทย์แผนจีนซึ่งสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการแพทย์แผนจีนโดยมีข่าวว่าผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีนชั้นนำได้ใช้ตำราเล่มนี้ในการวิจัยยาดีหลายตำรับเพื่อควบคุมไวรัสชนิดหนึ่งในเวลานั้น ไม่ให้ระบาดไปทั่วประเทศ…
คนที่นำตำราแพทย์ไปบริจาคนั้น...อาจจะเป็นอาหมิงก็ได้?
เพราะชาติที่แล้วเธอไม่ค่อยได้สนใจอาหมิงมากนักจึงไม่รู้ว่าเขามีตำราแพทย์เล่มนี้อยู่ในมือ
เมื่อมองดูตอนนี้ก็ค่อนข้างคล้ายกันอยู่
เซียวหยวนหมิงเปิดตำราแพทย์ออกแล้วพลิกดูอย่างตั้งใจ
ซูเจียวเจียวอ่านตำราแพทย์ไม่ออกพลิกดูได้สองหน้าก็รู้สึกเหมือนอ่านตำราจากสวรรค์ จึงหมดความสนใจเธอนั่งจ้องมองใบหน้าของเซียวหยวนหมิงแทน
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสีเหลืองนวลสาดส่องลงบนใบหน้าของเขาทำให้ใบหน้าของเขายิ่งดูงดงามและน่าหลงใหล
สมแล้วที่ผู้ชายที่จริงจังที่สุดนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุด
อาหมิงของเธอในตอนนี้ยิ่งมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก
วัยยี่สิบสองปีของเขาลดความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาในอดีตลงไปมากแต่กลับเพิ่มความสุขุมและรับผิดชอบมากขึ้นอีกทั้งยังไม่มีความโศกเศร้าและโดดเดี่ยวจากการผ่านโลกมามากเหมือนชาติที่แล้ว
ตอนนี้เขาคือเขาที่ดีที่สุด
เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่ร้อนแรงจากข้างกายเซียวหยวนหมิงก็อ่านหนังสือไม่เข้าหัวอีกแล้ว เขาวางหนังสือลง แล้วยิ้มมุมปาก“ทำไมถึงเอาแต่จ้องผมอย่างนั้นล่ะ?”
แววตาของซูเจียวเจียวฉายแววเจ้าเล่ห์“ฉันเพิ่งจะรู้ว่าผู้ชายของฉันนั้นงดงามจับใจ”
ผู้ชายของฉันงดงามจับใจ
แปดพยางค์สั้นๆราวกับขนนกที่จักจี้หัวใจของเซียวหยวนหมิง ทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
ที่แท้คำว่า‘งดงามจับใจ’ ยังใช้แบบนี้ได้ด้วย
เซียวหยวนหมิงยิ้มแล้วลุกขึ้นอุ้มเธอขึ้นมานั่งบนตัก “แค่ดูอย่างเดียวไม่ได้หรอกต้องลงมือด้วย”
“อื้อ…” คำพูดที่เหลือของซูเจียวเจียวยังไม่ทันได้เอ่ยก็ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น
หลังจากนั้นไม่นาน
ซูเจียวเจียวหมดเรี่ยวแรงนอนหอบอยู่บนเตียงดวงตาพร่ามัว
เซียวหยวนหมิงตักน้ำมาให้เธอเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หลังจากนั้นซูเจียวเจียวก็หมดแรงที่จะอ่านหนังสือแล้วความง่วงงุนเข้าจู่โจม เธอหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน
ซูเจียวเจียวจึงนอนหลับไปเห็นเพียงเซียวหยวนหมิงยังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจอยู่หน้าตะเกียงน้ำมันก๊าด
ซูเจียวเจียวเอ่ยเตือน“อาหมิง ดึกมากแล้วนะ พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ได้”
เมื่อครู่ก็ปั่นป่วนกันมานานแล้วตอนนี้ก็มืดมากแล้ว
เซียวหยวนหมิงปิดหนังสือวางบนโต๊ะเขาเดินไปนั่งข้างเตียง ดวงตาที่ลึกซึ้งและมีเสน่ห์จ้องมองเธออย่างลึกซึ้งพลางเอื้อมมือเกลี่ยเส้นผมที่ตกอยู่บนแก้มของเธอไปทัดหูเสียงทุ้มต่ำของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่น่าหลงใหล
“คุณนอนก่อนเถอะ ผมจะอ่านหนังสืออีกสักพัก แล้วเดี๋ยวจะตามไป”
“ค่ะ งั้นคุณก็อย่าลืมพักผ่อนเร็วๆ นะ อ่านหนังสือนานๆ อาจเสียสายตาได้”ซูเจียวเจียวเตือน
ไม่รู้ว่าช่วงนี้อาหมิงเป็นอะไรไปทำไมถึงขยันอ่านหนังสือและตะลุยโจทย์แบบฝึกหัดมากเป็นพิเศษ
เหมือนว่าตั้งแต่ครั้งก่อนที่เขาไปที่บ้านพักยุวชนเพื่อนำเกี๊ยวไปให้จ้าวอวี้เฟินและฮั่วเจี้ยนจง หลังจากนั้นเขาก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว
ไม่รู้ว่าตอนนั้นฮั่วเจี้ยนจงพูดอะไรกับอาหมิงบ้าง
“เด็กดี” เซียวหยวนหมิงจูบหน้าผากของเธอเบาๆ
“อืม งั้นฉันนอนก่อนนะคะ” ซูเจียวเจียวกอดคอเขาแล้วจูบริมฝีปากเขาเบาๆ จากนั้นก็เอนกายลงนอนบนเตียง หลับตาลงอย่างพึงพอใจ
เมื่อมองดูใบหน้าที่หลับใหลอย่างอ่อนหวานและสงบของซูเจียวเจียวหัวใจของเซียวหยวนหมิงก็อ่อนโยนลงอย่างมาก
แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนักเขากลับไปที่โต๊ะหนังสืออีกครั้งเพื่ออ่านตำราแพทย์เล่มนั้นต่อ
กลางดึกแสงไฟลุกโชนในครัว และมีกลิ่นหอมของยาฟุ้งกระจายออกมาเป็นระยะ
เมื่อซูเจียวเจียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียฟ้าก็เริ่มสางแล้ว ไม่เห็นเซียวหยวนหมิงอยู่ข้างกายแต่ในลานกลับมีเสียงดังเอะอะพอสมควร