"ก่อนเข้ามา เ้าล้างมือแล้วหรือยัง?" ไทเฮาทอดพระเนตรมองอวิ๋นตั๋วตั๋วที่อยู่ในอ้อมอกของแม่นมจาง สลับกับจดจ้องมองมือของอาเซียงอย่างละเอียด
[หลานสาวตัวน้อยของพระองค์ทั้งหอม ทั้งนุ่มนิ่มปานนี้ จะยอมให้ใครมาอุ้มส่งเดชได้อย่างไรกัน]
ยิ่งยามนี้เป็่ฤดูหนาวเหน็บ อันเป็ฤดูกาลที่ไข้หวัดมักระบาดได้ง่าย หากไม่ใส่ใจเื่สุขอนามัยให้ดี จนทำให้หลานสาวสุดที่รักของพระองค์ต้องติดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา จะทำเช่นไรเล่า
อาเซียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตระหนักขึ้นมาได้ว่า ตลอดเส้นทางที่นางเดินตามแม่นมจาง จากตำหนักมู่จิ่นบริเวณสวนดอกไม้หลังวังทิศตะวันตกเฉียงใต้ มาจนถึงตำหนักโซ่วชางซึ่งตั้งอยู่ใจกลางวังหลวงแห่งนี้
แม้จะไม่ได้หยิบจับสิ่งใดเป็พิเศษ ทว่าการเดินเข้ามาจากข้างนอกย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแตะต้องกรอบประตูหรือสิ่งของต่าง ๆ อีกทั้งฝ่ามือของนางก็ยังมีเหงื่อซึมออกมา หากจะอุ้มองค์หญิงน้อย ก็สมควรต้องล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
"ทูลไทเฮา หม่อมฉันจะไปล้างมือเดี๋ยวนี้เพคะ ภายภาคหน้าหม่อมฉันจะระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น"
ไทเฮาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางกำนัลผู้นี้ถือว่ามีความเฉลียวฉลาด ชี้แนะเพียงนิดก็เข้าใจกระจ่าง
หลังจากอาเซียงออกไป นางก็ใช้สบู่ดำถูทำความสะอาดมือทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างละเอียดลออ จากนั้นใช้ผ้าเช็ดจนแห้งสนิท ถึงได้ก้าวกลับเข้ามาในห้องบรรทมอีกครั้ง แม่นมจางค่อย ๆ ส่งตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วเข้าไปในอ้อมกอดของอาเซียงอย่างเบามือ
อาเซียงนั้นแม้จะมีรูปร่างผอมบาง ทว่าก็ยังสูงกว่าแม่นมจางอยู่ครึ่งศีรษะ นางย่อเข่าลงเล็กน้อยพร้อมกับยื่นแขนออกไปรับ แม้มือจะสั่นเทาอยู่บ้าง แต่นางก็ประคองร่างของอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
นางก้มมองทารกน้อยที่ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับหยกสลักในอ้อมอกด้วยความรักใคร่เอ็นดูจนสุดหัวใจ แววตาและรอยยิ้มล้วนเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋ว เมื่อได้กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากมือของอาเซียง นางกลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
รอให้นางโตขึ้นกว่านี้เสียก่อนเถิด นางจะต้องคอยถามไถ่เื่ราวเกี่ยวกับท่านแม่จากอาเซียงให้มาก
ส่วนใครก็ตามที่ทำร้ายนางจนต้องสูญเสียความรักจากมารดาไปั้แ่แรกเกิด จงล้างคอรอเอาไว้ได้เลย! รอให้อวิ๋นตั๋วตั๋วคนนี้เติบโตขึ้นเมื่อใด นางจะลากคอคนผู้นั้นออกมาสับเป็หมื่น ๆ ชิ้นให้จงได้!
"ข้าเองก็สมควรพักผ่อนได้แล้ว ภายในห้องบรรทมของตั๋วตั๋ว ข้าสั่งให้จัดเตรียมเตียงไว้ให้เ้าหนึ่งเตียง เ้าก็คอยปรนนิบัติดูแลอยู่ใกล้ ๆ ก็แล้วกัน" กล่าวจบ แม่นมจางก็ประคองไทเฮาเสด็จไปยังห้องพระ
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองตามแผ่นหลังของเสด็จย่าที่เดินจากไป พลางนึกในใจว่าเสด็จย่าของนางช่างเป็คนที่เคร่งครัดในกิจวัตรเสียจริง การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกค่ำคืน ถือเป็สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างขาดเสียไม่ได้เลยทีเดียว
"ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ!" อาเซียงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วพลางย่อกายถวายบังคม
"องค์หญิงน้อยของพวกเราช่างน่ารักน่าชังเสียจริง!" อาเซียงอุ้มทารกน้อยเดินเข้าไปในห้องบรรทม พลางใช้นิ้วลูบแก้มยุ้ย ๆ นุ่มนิ่มของนางอย่างเบามือ
แน่นอนสิ องค์หญิงอย่างข้าน่ารักที่สุดในสามโลกอยู่แล้ว!
อวิ๋นตั๋วตั๋วหัวเราะคิกคักชอบใจด้วยความหลงตัวเองอยู่ลึก ๆ
ทว่าจู่ ๆ นางก็รู้สึกปวดมวนท้องขึ้นมาฉับพลัน ความปวดนี้มาเยือนอย่างกะทันหันจนนางทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนว่าร่างกายเล็ก ๆ นี้ จะไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาตามธรรมชาติได้เลย
อาเซียงมองดูสีหน้าของอวิ๋นตั๋วตั๋วที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่นี้ยังหัวเราะคิกคักอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้ใบหน้าเล็ก ๆ กลับแดงก่ำ คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็เส้นตรง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ราวกับกำลังออกแรงเบ่งทำอะไรสักอย่าง
หลังจากปลดปล่อยออกมาจนสบายตัว สีหน้าของอวิ๋นตั๋วตั๋วก็ผ่อนคลายลง ทว่าตามมาด้วยกลิ่นเหม็นตุ ๆ ที่ค่อย ๆ ลอยโชยเตะจมูก
นี่นางอึราดอย่างนั้นหรือ…
อวิ๋นตั๋วตั๋วน่ะสบายตัวแล้ว แต่พอกลิ่นเหม็นตลบอบอวลตามมา คนที่ต้องจัดการก็คืออาเซียง
อาเซียงที่กำลังอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วอยู่ถึงกับชะงัก ลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าจะวางนางลงบนเตียงหรือจะอุ้มต่อไปดี สุดท้ายนางก็ตัดสินใจวางทารกน้อยลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้วรีบไปหยิบเสื้อผ้า ผ้าห่ม และผ้าอ้อมผืนสะอาดมาเปลี่ยนให้
อวิ๋นตั๋วตั๋วเบิกตากลมโตมองเพดานห้อง
น่าอาย น่าอายเหลือเกิน! นี่นางถึงกับอึแตกเลยเชียวหรือ!
แถมความรู้สึกที่ของเสียได้ััแนบชิดกับก้นน้อย ๆ ของตัวเองแบบนี้ มันช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย! นางก้มมองร่างกายเล็ก ๆ ของตัวเองด้วยความรู้สึกรังเกียจอย่างสุดซึ้ง
ช่างเป็สถานการณ์ที่น่าอับอายขายขี้หน้าอะไรเช่นนี้
เ้าก้อนเหม็นนี่ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย นึกจะมาก็มาพรวดพราดได้อย่างไรกัน?
แม้จะรู้ดีว่านี่เป็เพียงสรีรวิทยาตามธรรมชาติที่ปกติที่สุดของทารก แต่เมื่อนึกถึงว่าตัวเองกำลังจะถูกจับแก้ผ้าล่อนจ้อน แถมยังต้องให้อาเซียงมาคอยเก็บกวาดผ้าอ้อมเปื้อนอึของตัวเองอีก ภายในใจก็รู้สึกเกรงใจและอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ฮือ นางต้องรีบโตให้เร็วกว่านี้ให้ได้!
หลังจากอาเซียงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านให้อวิ๋นตั๋วตั๋วเสร็จเรียบร้อย นางก็อุ้มร่างเล็ก ๆ ขึ้นมาตบก้นกล่อมเบา ๆ เพื่อให้นอนหลับ
ความง่วงงุนค่อย ๆ คืบคลานเข้าครอบงำ อวิ๋นตั๋วตั๋วหลับตาพริ้ม ซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดของอาเซียง
ทันใดนั้น บานหน้าต่างก็ขยับดังกุกกัก ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนจากด้านนอกพยายามจะผลักหน้าต่างเข้ามา
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ร่างของอาเซียงก็แข็งทื่อ นางวางอวิ๋นตั๋วตั๋วลงบนเตียงด้วยความระแวดระวัง นำผ้าห่มผืนหนามาคลุมบังร่างขององค์หญิงน้อยเอาไว้ จากนั้นก็คว้าแจกันทรงสูงที่มุมเตียงขึ้นมาถือไว้มั่น แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่างอย่างเงียบเชียบ
[ยามนี้ในวังหลวงไม่ค่อยสงบสุขนัก หรือว่าจะมีคนลอบเข้ามาสังหารองค์หญิงอีก?]
[ใครกันที่ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงขั้นกล้าบุกมาลอบสังหารคนถึงตำหนักโซ่วชางของไทเฮา?]
[ด้านนอกมีทหารยามคุ้มกันอย่างแ่า เหตุใดจึงยังมีคนเล็ดลอดเข้ามาได้ นางควรจะร้องเรียกให้คนช่วยดีหรือไม่? ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต นางก็จะต้องปกป้องความปลอดภัยขององค์หญิงน้อยให้จงได้!]
ทว่าในจังหวะที่อาเซียงกำลังจะอ้าปากะโเรียกให้ทหารยามเข้ามาช่วยนั้นเอง ด้านนอกหน้าต่างก็มีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ฮึบ! หน้าต่างบานนี้เปิดยากเปิดเย็นเสียจริง!"
"น้องหญิง น้องหญิงคิดถึงพี่ใหญ่หรือไม่เล่า?" องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อ ชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจตน จึงปีนข้ามหน้าต่างเข้ามา
"โอ๊ย! เ้าอย่าดึงข้าสิ!" อวิ๋นอี้ป๋อถลนตาใส่องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซู ที่ทำตัวงุ่มง่ามด้วยความรำคาญใจ
"พี่ใหญ่ ข้าปีนขึ้นไปไม่ได้ ท่านรีบดึงข้าขึ้นไปทีสิ!" อวิ๋นอี้ซูทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากอี้ป๋อ ด้วยความที่เขามีรูปร่างอวบอ้วน จึงทำให้ร่างกายไม่ค่อยปราดเปรียวนัก
"พี่ใหญ่ ประตูดี ๆ มีให้เดินกลับไม่ยอมเดิน ทำไมถึงต้องมาปีนหน้าต่างด้วย พวกเราไม่ใช่หัวขโมยเสียหน่อย ให้ตายสิ เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เสด็จแม่เพิ่งจะตัดเย็บให้ข้า ถูกเกี่ยวขาดหมดแล้วเนี่ย!" องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซูบ่นกระปอดกระแปดแสดงความไม่พอใจ
"เ้าเด็กปากมาก! พวกเราแอบมาหาน้องสาวนะ หากเข้าทางประตูใหญ่ ก็ต้องไปทูลขออนุญาตจากเสด็จย่าก่อนสิ เ้าโง่เอ๊ย!"
องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซูปีนหน้าต่างตามเข้ามาติด ๆ ร่างอ้วนจ้ำม่ำของเขาทำให้การปีนป่ายค่อนข้างทุลักทุเล อวิ๋นอี้ป๋อได้แต่บ่นกระปอดกระแปดใส่น้องชายไปพลาง ออกแรงดึงแขนอวบ ๆ ของอวิ๋นอี้ซูให้เข้ามาด้านในไปพลาง
"น้องสาว น้องสาวตัวน้อยของข้า พี่ชายคิดถึงเ้าเหลือเกิน!"
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนอยู่บนเตียงกำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างตั้งใจ ที่แท้ผู้ที่มาเยือนก็คือองค์ชายใหญ่กับองค์ชายสามนี่เอง มิน่าเล่าทหารยามหน้าประตูถึงไม่ได้ขัดขวางเอาไว้
เมื่ออาเซียงเห็นว่าผู้มาเยือนไม่ใช่นักฆ่า นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นำแจกันทรงสูงไปวางเก็บไว้ที่เดิม แล้วย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม "หม่อมฉันถวายบังคมองค์ชายใหญ่ ถวายบังคมองค์ชายสามเพคะ"
"ตามสบายเถอะ ๆ พวกเราแค่จะมาดูหน้าน้องหญิงน่ะ" อวิ๋นอี้ป๋อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
"ท่านป้าไปเตรียมขนมกับน้ำชามาหน่อยเถอะ พวกเราจะมาเล่านิทานก่อนนอนให้น้องหญิงฟัง" อวิ๋นอี้ซูปรายตามองโต๊ะที่ว่างเปล่า พลางลูบท้องที่ตอนนี้ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงขึ้นมาแล้ว
นิทานก่อนนอนอย่างนั้นหรือ? นี่มันของดีชัด ๆ
อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนยิ้มกริ่มอยู่บนเตียงพลางหัวเราะคิกคักชอบใจ การเป็องค์หญิงนี่ช่างดีเหลือเกิน ก่อนนอนยังมีคนมาคอยเล่านิทานให้ฟังอีกด้วย
"กลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมมันเหม็นตุ ๆ แบบนี้?" อวิ๋นอี้ป๋อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พลางสูดจมูกดมกลิ่นอย่างจริงจัง
อวิ๋นตั๋วตั๋วหน้าเสีย คราวนี้ล่ะขายขี้หน้าจนหมดสิ้นแล้ว!
ดวงตากลมโตของนางกลอกไปมา ลอบก่นด่าอวิ๋นอี้ป๋ออยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ ท่านพี่ใหญ่ ท่านมีมารยาทบ้างหรือไม่?
"ก็เหม็นนิดหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ" อวิ๋นอี้ซูยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดปากปิดจมูก ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างที่เพิ่งปิดไปเมื่อครู่ออกอีกครั้ง