เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เสียหน้า


    ตอนที่ 109


    เสียหน้า


     


                    หลังจากที่จูซินเฉิงทะยานขึ้นบนเส้นเชือกด้วยระดับลมปราณที่สูงส่งของมัน ก็ทำให้มันไม่ได้รับผลกระทบจากสะพานเชือกในช่วงแรกจนพลิ้วไหวแซงผู้เข้าประลองคนอื่น ๆ ขึ้นไปอยู่ในลำดับต้น ๆ ในทันที ก่อนจะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 4 ในช่วงกลางสะพาน และแน่นอนว่าด้วยศักดิ์ฐานะนายน้อยลำดับที่สามของสำนักมังกรเทวะ  ตำแหน่งที่ควรจะเป็นในรอบคัดเลือกนี้ของมันก็ควรจะต้องติดหนึ่งในสาม หรืออย่างแย่ที่สุดก็ไม่ควรหลุดจากอันดับ 10 อันดับแรก


                    (คำเรียกนายน้อยลำดับสามของจูซินเฉิงได้มาเพราะมีฝีมือต่อสู้เป็นอันดับสามของศิษย์ปัจจุบันในการจัดอันดับของสำนักมังกรเทวะ และเป็นเชื้อสายของตระกูลจู ซึ่งเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจในสำนักมังกรเทวะมาช้านาน)


     


                    "ซือหม่าเทียน..." จูซินเฉิงมองตามเงาร่างที่ทะยานเข้าสู่สะพานในส่วนที่สามเป็นคนแรก "ฉีปิง" ต่อจากนั้นก็เป็นนายน้อยอีกผู้หนึ่งของสำนักมังกรเทวะ "เจ้านั่น...คือคนที่ชื่อว่าพั่วจินสินะ ทำได้ไม่เลว" จูซินเฉิงมองกวาดไปรอบ ๆ พร้อมย่างก้าวที่บางเบาแผ่วพลิ้วทะยานเหนือเส้นเชือกในช่วงที่สองด้วยความว่องไว


     


                    จูซินเฉิงเร่งความไวจนแซงพั่วจินที่กำลังจะเข้าสู่เขตสุดท้ายของสะพานเชือกส่วนที่สาม หมายมั่นว่าหากเป็นเช่นนี้ตัวเองคงจะจบที่อันดับสามอย่างแน่นอน แต่ไม่ทันที่รอยยิ้มแห่งความยินดีจะเบ่งบาน เงาร่างสายหนึ่งก็ทะยานล้ำหน้ามันขึ้นไป "นั่นมันซือหม่าหลินรึ แต่เจ้านั่นไม่น่าจะว่องไวไปกว่าข้า..." จูซินเฉิงหันขวับมองตามเงาร่างที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก "ไม่นั่นมัน..." จูซินเฉิงแทบจะยกมือขึ้นขยี้ตาอีกครั้งเพื่อมองดูผู้ที่แซงมันขึ้นไปให้ชัดตากว่านี้ "ไอ้เด็กเวรนั่นมันมาถึงที่นี่ได้ยังไง"


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงจัดการสมุนของจูซินเฉิงจนราบคาบแล้ว เขาก็พุ่งทะยานลงไปที่สะพานเชือกด้วยความไวสูงที่สุด แม้พลังลมปราณของเสวี่ยหมิงจะไม่อยู่ในขอบขั้นแรกธรรมชาติ แต่แรงดึงรั้งเพียงแค่ 20000 จินจากเส้นเชือกลมปราณ นั้นไม่เพียงพอจะดึงรั้งพลังกายสูงลิ่วของเสวี่ยหมิงในตอนนี้ได้แม้แต่น้อย ทำให้เสวี่ยหมิงใช้เวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้นก็สามารถผ่านสะพานเชือกในส่วนแรกไปได้ ครั้นพอเข้าสู่ส่วนที่สองของสะพานท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมขึ้นมาใหม่ก็ไม่ได้ช่วยให้เสวี่ยหมิงแซงหน้าจูซินเฉิงไปได้ ด้วยเหตุลผลว่าท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์นั้นมีความพิสดารมากขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มระดับความเร็วขึ้นตามไปด้วย ทำให้เสวี่ยหมิงยังคงรั้งอยู่ในอันดับที่ห้า แต่เมื่อทุกคนเข้าสู่ช่วงหนึ่งร้อยเมตรสุดท้ายของสะพาน ความไวในการเคลื่อนที่ล้วนตกลงไปอย่างมหาศาล แม้แต่ซือหม่าเทียนนายน้อยอันดับหนึ่งของสำนักมังกรเทวะก็มิใช่ข้อยกเว้น แต่เสวี่ยหมิงนั้นมีระดับพลังจิตวิญญาณที่สูงล้ำเกินกว่าที่สะพานในช่วงสุดท้ายจะต้านทาน ทำให้เมื่อเสวี่ยหมิงทะยานถึงสะพานเชือกลมปราณในช่วงสุดท้ายม่านจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ก็ถูกพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ห่อหุ้มร่างของเสวี่ยหมิงฉีกกระชากทะลวงม่านพลังของด่านทดสอบจนกลับกลายเป็นเพียงเส้นทางธรรมดาสายหนึ่ง


     


                    จูซินเฉิงที่เห็นชัดตาแล้วว่าผู้ที่แซงหน้าตนเองนั้นคือเสวี่ยหมิงก็กัดฟันกรอดหมายใช้หอกแดงเข้าสกัดขัดขวาง แต่เพราะตัวมันถูกแรงกดดันในช่วงสุดท้ายของสะพานฉุดรั้งอยู่ จึงไม่อาจใช้พลังได้อย่างถนัดนัก แต่เพียงแค่ออกแรงทำลายสะพานเชือกที่หยั่งเท้าของเสวี่ยหมิงนั้นก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก


     


                    ฟุบ !


                    หอกแดงพุ่งลมปราณคมกล้าทะยานเข้าใส่สะพานเชือกของเสวี่ยหมิง


     


                    เปรี๊ยะ !


                    เส้นเชือกที่ขึงแน่นดีดตัวขาดผึงออกทำให้เสวี่ยหมิงเสียหลักในทันที แต่เพราะแรงกดดันของม่านพลังไม่ได้ส่งผลต่อเสวี่ยหมิงแม้แต่น้อย ทำให้เสวี่ยหมิงใช้แรงดีดสะท้อนพาตัวทะยานขึ้นสูงหงายร่างม้วนตีลังกาหันหลังให้กับเส้นชัย สองตาจับจ้องไปที่จูซินเฉิงก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากทั้งสองข้าง "ขอบคุณที่น้อมส่ง" สิ้นคำเสวี่ยหมิงก็ปล่อยหมัดลมปราณออกจากกลางอากาศ และอาศัยแรงดีดสะท้อนของหมัดที่กระแทกเข้าใส่อากาศส่งตัวเองผ่านขอบเหวไปยืนหยัดอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ได้อย่างสง่างาม แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงนั้นเพราะหมัดลมปราณที่เสวี่ยหมิงใช้ออกพลันพุ่งเข้าใส่จูซินเฉิงที่ยังเคลื่อนตัวได้แค่ห้าสิบเมตรเท่านั้น


     


                    เปรี้ยง !!!


                    แม้จะถูกแรงกดดันทำให้เคลื่อนไหวและใช้ลมปราณได้อย่างลำบาก แต่จูซินเฉิงนับว่าเป็นผู้มีฝีมือสูงส่ง ยามที่หมัดลมปราณถูกส่งออกมามันก็รู้ตัวทันทีว่าตกเป็นเป้าโจมตี หมุนควงหอกแดงในมือเพื่อปัดป้อง แม้ว่าจูซินเฉิงจะปัดป้องการโจมตีของเสวี่ยหมิงได้อย่างหมดจด แต่กลับลืมปกป้องสะพานเชือกที่หยั่งเท้า อาวุธซัดขว้างที่อาบด้วยลมปราณพุ่งตรงเข้าตัดสะพานเชือกของจูซินเฉิงจนขาดออก ร่างที่เพิ่งจะปัดป้องหมัดลมปราณพลันตกวูบลง


     


                    สีหน้าของจูซินเฉิงพลันแปรเปลี่ยนแตกตื่น แต่ด้วยความหยิ่งทระนงไม่ยอมแพ้ มันเร่งใช้ออกด้วยของวิเศษช่วยชีวิตยันต์ปีกนางฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ชั่วสามถึงห้าลมหายใจจนส่งร่างที่กำลังตกวูบหยุดชะงักอยู่ที่กลางอากาศ แต่เพราะยังอยู่ในเขตม่านพลังกดทับอยู่ ทำให้จูซินเฉิงไม่อาจทะยานขึ้นไปยังขอบเหวได้


     


                    แต่เพื่อให้ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้ ทำให้มันจำเป็นต้องใช้วิธีการที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน จูซินเฉิงสร้างลมปราณเป็นเส้นเชือกผูกมัดไปกับหอกแดงก่อนจะพุ่งหอกออกไปจนสุดกำลังก่อนที่เวลาของยันต์ปีกนางฟ้าจะหมดลง หมายจะให้ปลายหอกปักเข้ากับขอบเหว แต่แรงส่งกลับไม่เพียงพอจะฝ่าม่านพลังที่กดดันอยู่ ทำให้หอกแดงพุ่งไปปักอยู่ต่ำกว่าขอบเหวราวสองวา และกว่าที่มันจะไต่เชือกลมปราณรวมถึงปีนผ่านแรงกดของม่านพลังขึ้นไปยังขอบเหวเบื้องบนได้ ก็มีผู้คนที่ผ่านการทดสอบในรอบนี้ไปแล้วรวมยี่สิบสามคนทำให้จูซินเฉิงที่มั่นใจว่าตัวเองต้องจบในอันดับหนึ่งในสามกลายเป็นผู้ที่เข้ารอบสองไปด้วยอันดับที่ยี่สิบสี่ แถมเนื้อตัวเสื้อผ้ายังฉีกขาดไม่มีชิ้นดีสร้างความอับอายขายหน้าให้กับมันรวมถึงจูชิงเถาเป็นอย่างมาก


     


                    ส่วนเสวี่ยหมิงที่หลังจากใช้แรงส่งของหมัดลมปราณพาตัวขึ้นไปยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ได้ ก็ไม่หยุดรอดูเหตุการณ์ต่อเนื่องของจูซินเฉิงเพียงเดินผ่านประตูใหญ่เพื่อจบการทดสอบในรอบนี้ด้วยความสมใจ


     


                    เสียงฮือฮาอื้ออึงไม่น้อยเมื่อเสวี่ยหมิงซึ่งไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนจะสามารถเข้าเส้นชัยในการทดสอบครั้งนี้ด้วยอันดับที่สาม เหล่าผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลของสำนักใหญ่ทั้งหลายต่างเร่งสืบค้นข้อมูลของเสวี่ยหมิงกันจ้าละหวั่น และแน่นอนว่าการที่เสวี่ยหมิงสามารถเข้ารอบสองได้ด้วยลำดับที่สามจะทำให้เสวี่ยหมิงกลายเป็นที่สนใจ และได้รับความชื่นชมจากผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่รังเกียจตระกูลจูเป็นทุนเดิม แต่เมื่อมีคนรักย่อมมีคนชังเพราะคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่กว่าผู้คนที่ชื่นชมเสวี่ยหมิงนับสิบเท่า ถึงกับรวมตัวก่อตั้งพันธมิตรตามแช่งเสวี่ยหมิงขึ้นมาในทันที เพราะว่าพวกมันต่างคับแค้นที่เสวี่ยหมิงทำให้กระเป๋าเงินของพวกมันกลวงว่าง เนื่องจากบุคคลไร้ชื่อเสียงจากสำนักสุดปลายนาม...เสวี่ยหมิงดันทะลึ่งได้อันดับที่สามในการประลองทดสอบในรอบแรกชนิดที่ไม่มีผู้ใดคาดถึงมาก่อน