ประตูที่มีป้ายซีดจางว่า ห้องสังเกตการณ์เด็ก ปลดล็อกเองด้วยเสียงเบามาก
แกร๊ก
เสียงสั้น ๆ นั้นดังชัดผิดปกติในทางเดินใต้สถานีวิจัยร้าง มันกระทบผนังคอนกรีตสีเทาซีดที่มีคราบน้ำแข็งเก่าเกาะอยู่เป็นหย่อม แล้วสะท้อนกลับมาเป็นชั้น ๆ เหมือนสถานที่ทั้งแห่งตอบรับการมาถึงของพวกเขาอย่างไม่เต็มใจ
แสงจากไฟฉายบนปลายปืนของคาเอลสั่นเล็กน้อยตามแรงมือที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่ากำแน่นเกินไป ลมหายใจของเขากลายเป็นไอขาวบาง ๆ แล้วแตกหายตรงหน้า ความเย็นในทางเดินไม่ใช่แค่ความเย็นจากหิมะด้านนอก แต่มันมีความชื้นเก่าของอาคารปิดตาย กลิ่นโลหะขึ้นสนิม กลิ่นฝุ่นเปียก และกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นผิวทุกอย่างเหมือนเคยถูกใช้มากเกินไปจนลบออกไม่ได้อีก
คาเอลยืนอยู่หน้าประตูนั้นโดยไม่ขยับทันที
ด้านหลังเขา ทุกคนเงียบไปพร้อมกันโดยไม่ต้องมีใครสั่ง แจ็กซ์หยุดมือที่กำลังไล่สายไฟจากแผงควบคุมด้านข้าง มิเลียยืนห่างจากคาเอลเพียงครึ่งก้าวแต่ไม่แตะตัวเขา โวร่าอยู่ใกล้ผนังซ้ายในท่าที่เธอเลือกมุมมืดให้ตัวเองเสมอ ดวงตาสีเย็นของเธอไม่ละจากรอยแยกของบานประตู ส่วนลูน่ายืนอยู่หลังมิเลีย มือเล็กกำชายเสื้อเก่าที่ได้มาจากรถไว้แน่นจนผ้ายับเป็นรอย
นิกซ์อยู่ด้านหลังสุด
ไม่ใช่เพราะเขากลัวจนถอยเองอย่างเดียว แต่เพราะทุกคนเหมือนยอมให้เขาอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีใครพูดออกมา ตั้งแต่พวกเขาพบไฟล์เสียหายในห้องก่อนหน้า ตั้งแต่คำว่า การได้ยิน กับ สัญญาณประสาท โผล่ขึ้นมาบนจอทีละชิ้นเหมือนเศษกระดูกที่ถูกขุดจากพื้นเก่า บรรยากาศรอบตัวนิกซ์ก็เปลี่ยนไปบางอย่าง
ไม่มีใครถอยห่างจากเขา
ไม่มีใครมองเขาเหมือนสัตว์ประหลาด
แต่ความเงียบระหว่างทุกคนกับเด็กหนุ่มกลับหนาขึ้น เหมือนแผ่นกระจกบาง ๆ ที่ยังมองทะลุได้ แต่แตะเมื่อไรก็รู้ว่ามีอยู่จริง
คาเอลรู้สึกถึงมัน
และเขาเกลียดตัวเองที่รู้
เพราะส่วนหนึ่งในหัวเขากำลังคำนวณอยู่แล้วว่าหากนิกซ์เสียการควบคุมในพื้นที่แคบแบบนี้ โอกาสที่ทีมจะหยุดเขาโดยไม่ทำให้ใครตายมีน้อยแค่ไหน ประตูด้านหลังอยู่ห่างสิบสองก้าว ทางเดินกว้างไม่ถึงสองเมตร ผนังไม่มีช่องหลบ ถ้านิกซ์พุ่งด้วยความเร็วแบบที่เขาเคยเห็นในหิมะ โวร่าจะเป็นคนเดียวที่ตอบสนองทัน มิเลียอยู่ใกล้เกินไป ลูน่าเล็กเกินไป แจ็กซ์ไม่มีเวลาตั้งเครื่องมือ
หยุด
คาเอลบีบความคิดนั้นทิ้ง
นั่นคือนิกซ์
ไม่ใช่เป้าหมาย
ไม่ใช่ความเสี่ยง
ไม่ใช่ตัวเลข
นิกซ์คือเด็กหนุ่มที่เคยบ่นว่าหิวก่อนทุกคน เด็กหนุ่มที่หัวเราะง่ายเกินไปในโลกที่ไม่มีอะไรน่าหัวเราะ เด็กหนุ่มที่ยังเรียกเขาว่าพี่ แม้ร่างกายตัวเองจะเริ่มตอบสนองต่อฝูงมากกว่ามนุษย์
คาเอลสูดลมหายใจช้า ๆ กลิ่นยาฆ่าเชื้อเก่าขูดผ่านลำคอ เขาก้าวเข้าไปใกล้ประตู แล้วใช้มือผลักเบา ๆ
บานประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า
เสียงบานพับแห้งครูดลากยาว ความมืดด้านในถูกแสงไฟฉายของคาเอลกรีดเข้าไปเป็นลำแคบ ๆ ก่อนค่อย ๆ เผยรูปร่างของห้องที่รออยู่หลังประตู
มันไม่เหมือนห้องทดลอง
ไม่ใช่สนามผ่าตัด ไม่ใช่ห้องทรมาน ไม่ใช่กรงขังที่มีเลือดแห้งเกาะผนังอย่างที่จินตนาการส่วนโหดร้ายที่สุดของมนุษย์มักเตรียมไว้ล่วงหน้า
มันเหมือนห้องเด็ก
และนั่นทำให้เลวร้ายกว่านั้นมาก
เตียงเล็กหลายเตียงวางเรียงชิดผนังด้านขวา ผ้าห่มสีซีดพับไว้ปลายเตียงบางเตียง บางผืนตกครึ่งหนึ่งอยู่กับพื้นจนเต็มไปด้วยฝุ่นสีเทา ลายการ์ตูนบนผ้าจางจนแทบแยกไม่ออกว่าเคยเป็นรูปอะไร ของเล่นพลาสติกแตกหักกระจัดกระจายอยู่ใกล้โต๊ะเตี้ยกลางห้อง มีบล็อกไม้ตัวอักษรกลิ้งอยู่ใต้เก้าอี้ตัวหนึ่ง ตุ๊กตาผ้าหูขาดนอนตะแคงอยู่ในมุมมืด ดวงตากระดุมสีดำข้างหนึ่งหายไป อีกข้างสะท้อนแสงไฟฉายวาวเล็ก ๆ เหมือนยังมองใครบางคนอยู่
ผนังด้านซ้ายเป็นกระจกมองทางเดียวบานยาวจากพื้นเกือบถึงเพดาน กระจกหม่นเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและรอยนิ้วมือเล็ก ๆ หลายรอย รอยพวกนั้นไม่ได้อยู่ด้านนอก แต่เหมือนถูกทิ้งไว้จากฝั่งที่เด็กเคยอยู่ บางรอยลากลงเป็นเส้นยาวราวกับเจ้าของมือเล็ก ๆ เคยเอาฝ่ามือแนบกระจกแล้วค่อย ๆ ไถลงช้า ๆ
ข้างกระจกมีกล้องวงจรปิดเก่าสามตัวหันเข้าหาเตียงและโต๊ะวาดรูป มันหยุดนิ่งไปนานแล้ว แต่เลนส์ดำกลวงยังทำให้ห้องทั้งห้องดูเหมือนถูกเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
ตรงผนังด้านในสุด มีภาพมือเด็กประทับสีจาง ๆ เรียงกันหลายสิบรอย สีแดง สีเหลือง สีฟ้า สีเขียว ทุกสีถูกเวลากินจนหม่นเหมือนรอยช้ำเก่า บางรอยมีชื่อเขียนกำกับด้วยลายมือผู้ใหญ่ที่เลือนไปครึ่งหนึ่ง บางรอยไม่มีชื่อ เหลือเพียงฝ่ามือเล็ก ๆ ที่บอกว่าเคยมีเด็กคนหนึ่งยืนตรงนั้น เคยยกมือขึ้นแตะผนัง และใครบางคนเคยคิดว่าการเก็บรอยมือนั้นไว้จะทำให้สถานที่นี้ดูเหมือนบ้านมากขึ้น
คาเอลหยุดอยู่กลางธรณีประตู
เขาเคยเห็นซากเมือง เห็นศพในหิมะ เห็นฝูงใต้ดิน เห็นมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เขาคิดว่าตัวเองเริ่มชินกับความโหดร้ายของโลกหลังรอยร้าวแล้ว
แต่ห้องนี้ไม่ได้ใช้เลือดขู่เขา
มันใช้ผ้าห่มผืนเล็ก
ใช้ของเล่นแตก
ใช้ภาพมือเด็กบนผนัง
และใช้ความเงียบที่เหมือนยังมีใครนั่งรออยู่บนเตียงปลายห้อง
"บ้าเอ๊ย..." แจ็กซ์พึมพำเบามากจากด้านหลัง
เสียงเขาไม่มีมุก ไม่มีการฝืนหัวเราะ ไม่มีเกราะป้องกันแบบเดิม เหลือเพียงความโกรธที่ยังไม่รู้จะโยนใส่อะไร
มิเลียก้าวเข้ามาข้างคาเอลช้า ๆ รองเท้าของเธอเหยียบพื้นกระเบื้องที่มีฝุ่นเคลือบอยู่จนเกิดเสียงกรอบแกรบเบา ๆ เธอไม่ได้มองเครื่องมือบนผนัง ไม่ได้มองกล้อง ไม่ได้มองแผงควบคุม เธอมองผ้าห่ม มองแก้วน้ำพลาสติกใบเล็กที่ล้มอยู่ข้างเตียง มองกระดาษวาดรูปบนโต๊ะที่เปื่อยจนขอบม้วนงอ
คาเอลเห็นใบหน้าของเธอเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความตกใจแบบคนเจอหลักฐานโครงการลับ แต่เป็นความเจ็บของคนที่เห็นว่าทุกอย่างตรงหน้าเคยเป็นชีวิตจริง
ไม่ใช่ข้อมูล
มิเลียเดินไปหยุดข้างโต๊ะวาดรูป นิ้วของเธอแตะขอบกระดาษอย่างระวังจนแทบไม่กล้าหายใจ ฝุ่นบาง ๆ ลอยขึ้นจากผิวกระดาษ เกาะแสงไฟฉายเป็นประกายเล็กละเอียด เธอไม่หยิบมันขึ้นมา เพราะกระดาษคงแตกในมือหากโดนแรงมากกว่านั้น
ภาพบนกระดาษเป็นลายเส้นเด็ก
บ้านหลังหนึ่ง
ภูเขา
ดวงอาทิตย์สีเหลืองที่มีรอยขีดรอบ ๆ
และคนตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่หน้าบ้าน
แต่เหนือดวงอาทิตย์ เด็กคนนั้นวาดเส้นสีดำหลายเส้นโค้งลงมาหาตัวเอง เหมือนฝน เหมือนสายไฟ เหมือนบางอย่างจากฟ้ากำลังหย่อนลงมาแตะหัว
ใต้มุมกระดาษมีตัวหนังสือที่ผู้ใหญ่เขียนไว้ด้วยปากกาสีดำ
ผู้ทดลอง EID-09
ตอบสนองต่อเสียงก่อนหลับ
มิเลียหลับตาช้า ๆ
"พวกเขาพยายามทำให้ที่นี่ดูเหมือนบ้าน" เธอพูดเบามาก
ไม่มีใครตอบ
เพราะประโยคนั้นหนักเกินไป
แจ็กซ์เดินเข้าไปที่แผงควบคุมด้านข้างกระจกมองทางเดียว เขาก้มลงใช้ไฟฉายส่องช่องเสียบเก่า สายไฟบางส่วนถูกตัด บางส่วนไหม้ดำ แต่ยังมีไฟอ่อน ๆ กระตุกอยู่ใต้ฝาครอบเหมือนหัวใจเก่าที่ไม่ยอมตาย เขากลืนน้ำลายก่อนดึงกระเป๋าเครื่องมือขึ้นมาเปิด มือของเขาเร็วตามนิสัย แต่ครั้งนี้ไม่คล่องเท่าเดิม นิ้วสะดุดกับหัวไขควงเล็ก ๆ จนมันหล่นกระทบพื้น
แกร๊ก
ลูน่าสะดุ้ง
โวร่าขยับก่อนใคร เธอไม่ได้หันไปปลอบ ไม่ได้พูดว่าไม่เป็นไร แต่เดินมาหยุดระหว่างลูน่ากับเตียงเด็กโดยธรรมชาติ ร่างของเธอบังภาพสายรัดที่อยู่บนเตียงหนึ่งพอดี
ลูน่ามองผ่านไหล่โวร่าไปยังเตียงนั้นอยู่ดี
บนเตียงเล็กที่สาม มีสายรัดหนังเก่าติดอยู่กับโครงโลหะ สองเส้นบริเวณข้อมือ สองเส้นบริเวณข้อเท้า หนังแห้งแตกจากกาลเวลา แต่รอยขีดบนโลหะข้างสายรัดยังชัด รอยเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ เหมือนอะไรแข็ง ๆ เคยขูดอย่างบ้าคลั่งอยู่ตรงนั้น
"พี่โวร่า" ลูน่าถามเสียงเบา "อันนั้นเอาไว้ทำอะไรคะ"
อากาศในห้องเหมือนหยุดไหล
คาเอลเห็นโวร่านิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที
สั้นมาก
แต่ชัดกว่าการตะโกน
"กันเด็กทำร้ายตัวเอง" โวร่าตอบทันที
เร็วเกินไป
ชัดเกินไป
เหมือนคำตอบนั้นไม่ได้ผ่านการคิด แต่มาจากที่ลึกกว่าสมองส่วนที่เลือกคำพูด
ทุกคนหันไปมองเธอ
โวร่าเองก็รู้ตัว สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยน แต่มือข้างที่ถือมีดพลังงานลดต่ำลงเล็กน้อย นิ้วหัวแม่มือแตะด้ามมีดแล้วปล่อย แตะแล้วปล่อย เหมือนจังหวะหายใจที่เธอควบคุมเองไม่ได้อยู่ครู่หนึ่ง
"เคยเห็น" เธอพูด
ไม่มีใครถามต่อ
และบางที นั่นคือความเมตตาแบบเดียวที่ทีมยังเหลืออยู่
แจ็กซ์เสียบสายเข้ากับพอร์ตที่เกือบหลุดออกจากผนัง หน้าจอเล็กบนอุปกรณ์พกพาของเขากระตุกสองครั้งก่อนสว่างขึ้นเป็นแสงสีเขียวซีด ตัวอักษรแตกพร่าไหลผ่านจออย่างไม่เป็นระเบียบ
"ระบบยังไม่ตาย" เขาพูด "แต่ใกล้มาก"
"ดึงอะไรได้บ้าง" คาเอลถาม
"ถ้ามันยอมให้ดึง ก็อาจได้เศษไฟล์" แจ็กซ์ขยับนิ้วเร็วขึ้น "แต่ไม่ใช่รายงานสมบูรณ์แน่ ๆ มีบางอย่างกินข้อมูลไปเกือบหมด หรือมีคนลบมันก่อนสถานีจะถูกทิ้ง"
จอหลักบนผนังเหนือแผงควบคุมติดขึ้นพร้อมเสียงไฟเก่าแตกพร่า แสงสีซีดสาดลงบนเตียงเด็ก กระจกมองทางเดียว และใบหน้าทุกคนในห้อง
ตัวอักษรขึ้นมาเป็นช่วง ๆ
โปรเจกต์ไอดอลอน
ห้องสังเกตการณ์ C-4
กลุ่มผู้ทดลอง: เด็กที่ตอบสนองต่อการได้ยิน
ไฟล์กระตุก
คำไทยกับอังกฤษปนกันอย่างผิดธรรมชาติ
การได้ยิน
สัญญาณประสาท
เด็ก
การตอบสนอง
เสียง
เสียง
เสียง
หน้าจอดับวูบไปหนึ่งจังหวะ แล้วติดขึ้นใหม่
EID-03: นอนไม่หลับหลังรอบทดสอบที่ 4
EID-05: ตอบกับแหล่งเสียงที่ตรวจไม่พบ
EID-07: เริ่มนับเลขตามเสียงซ้ำทุกคืน
EID-09: บอกว่า "มันเรียกจากใต้พื้น"
EID-12: ทำร้ายตัวเองเพื่อหยุดการได้ยิน
EID-██: ข้อมูลเสียหาย
EID-██: ข้อมูลเสียหาย
EID-██: ข้อมูลเสียหาย
ลูน่าถอยหลังไปครึ่งก้าว
"มีคนนับเลข" เธอกระซิบ
มิเลียหันไปหาเธอทันที "ลูน่า?"
เด็กหญิงขมวดคิ้ว เหมือนไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือเก็บไว้ "หนูได้ยินแค่นิดเดียวค่ะ เหมือน...อยู่ไกลมาก"
"ตอนนี้เหรอ" คาเอลถาม
ลูน่าพยักหน้าช้า ๆ
โวร่าขยับมายืนใกล้เธอมากขึ้นโดยไม่พูดอะไร
"นับอะไร" แจ็กซ์ถามเสียงเบา
"หนึ่ง สอง สาม" ลูน่าตอบ "แล้วก็เริ่มใหม่"
หน้าจอกระตุกอีกครั้ง
EID-07: นับตามสัญญาณก่อนระบบบันทึกได้ 3.2 วินาที
แจ็กซ์หยุดมือ
"ไม่ชอบเลย" เขาพึมพำ "ฉันไม่ชอบที่มันขึ้นพอดีหลังเธอพูด"
"มันไม่ใช่คำพยากรณ์" มิเลียพูดทันที แต่เสียงเธอเบากว่าที่ตั้งใจ "เธอแค่ได้ยินบางอย่าง"
ลูน่าก้มหน้า
"หนูไม่อยากได้ยิน"
ประโยคนั้นเล็กมาก
และทั้งห้องเหมือนเล็กลงตาม
โวร่ามองสายรัดบนเตียงอีกครั้ง จากนั้นค่อย ๆ เอาตัวเองบังมันให้มิดกว่าเดิม
"งั้นอย่าตอบ" เธอบอก
ลูน่าเงยหน้ามองเธอ
โวร่าไม่มองกลับ แต่พูดต่อ
"ถ้ามีอะไรเรียก อย่าตอบ"
"พี่เคยตอบเหรอคะ"
คาเอลเห็นโวร่ากำด้ามมีดแน่นขึ้น
"เคยมีคนตอบแทนฉัน" เธอพูด
แล้วเงียบ
ไม่มีใครกล้าถามว่านั่นหมายความว่าอะไร
เสียงจอแตกพร่าดังขึ้นอีกครั้ง แจ็กซ์รีบก้มกลับไปทำงานเหมือนดีใจที่มีสิ่งอื่นให้มอง
"ไฟล์เสียงยังอยู่บางส่วน" เขาพูด "เสียเยอะ แต่เปิดได้"
"เปิดเบา ๆ" คาเอลสั่ง
แจ็กซ์เหลือบมองนิกซ์ก่อนแตะคำสั่ง
ลำโพงเก่าที่มุมห้องส่งเสียงซ่าออกมา
ซ่า
ซ่า
จากนั้นมีเสียงเด็กดังขึ้น
ไม่ชัด
ไม่ครบ
เหมือนถูกตัดเป็นชิ้นแล้วเย็บกลับด้วยด้ายที่เปื่อยไปครึ่งหนึ่ง
"...ได้ยิน..."
เสียงเด็กหายไปในเสียงซ่า
"...เขาบอกว่าอย่าหลับ..."
ซ่า
"...ไม่ใช่เสียงคน..."
ซ่า
"...มันอยู่หลังเสียง..."
ลูน่ายกมือปิดหูข้างหนึ่งทันที มิเลียคุกเข่าลงข้างเธอ แต่ไม่ได้ดึงมือเด็กออก
นิกซ์ยืนนิ่งผิดปกติ
คาเอลหันไปมองเขา
เด็กหนุ่มไม่ได้มองจอ ไม่ได้มองลำโพง เขามองเก้าอี้เล็กตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้เครื่องตรวจสัญญาณประสาท เก้าอี้นั้นมีสายรัดข้อมือเล็กกว่าสายบนเตียงมาก และบนพนักพิงมีรอยขีดลึกเหมือนเล็บเคยกดลงไปซ้ำ ๆ
นิกซ์ถอยหลังหนึ่งก้าว
รองเท้าของเขาขูดพื้นเบา ๆ
"นิกซ์" คาเอลเรียก
เด็กหนุ่มไม่ตอบ
เขายกมือแตะลำคอตัวเองเหมือนหายใจไม่ออก ดวงตาเลื่อนไปยังเครื่องตรวจเก่าข้างเก้าอี้ แผ่นโลหะกลมสำหรับแตะขมับยังมีคราบกาวแห้งติดอยู่ รอยคราบนั้นเล็กเกินกว่าจะใช้กับผู้ใหญ่
"ปิดเสียง" คาเอลสั่งทันที
แจ็กซ์รีบแตะอุปกรณ์
ลำโพงเงียบลง
แต่นิกซ์ยังไม่กลับมา
เขาหายใจถี่ขึ้น แผ่นอกกระเพื่อมเหมือนเพิ่งวิ่งไกล นิ้วที่แตะลำคอสั่นเล็กน้อย เส้นเลือดสีคล้ำใต้ผิวข้างขมับเต้นเบา ๆ ในจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ
"ผม..." นิกซ์พูด
เสียงเขาแหบ
"ผมได้กลิ่นมัน"
"กลิ่นอะไร" มิเลียถามอย่างระวัง
นิกซ์กลืนน้ำลาย
"ยาฆ่าเชื้อ" เขาตอบ "พลาสติกไหม้ แล้วก็...ผ้าห่มเปียก"
ไม่มีใครพูด
เพราะทุกคนได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อ
แต่ไม่มีใครได้กลิ่นผ้าห่มเปียก
นิกซ์มองเก้าอี้เด็กอีกครั้ง ริมฝีปากขยับเหมือนมีคำพูดบางอย่างพยายามหลุดออกมาโดยไม่ผ่านความคิด
"มันเรียกอีกแล้ว"
ห้องทั้งห้องนิ่ง
นิกซ์กะพริบตา เหมือนเพิ่งได้ยินเสียงตัวเอง
"ผมพูดอะไร"
คาเอลไม่ตอบทันที
เขารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าเอียงไปเล็กน้อย
แจ็กซ์มองจอ แล้วหน้าซีดลง
"คาเอล"
"อะไร"
"ไฟล์สุดท้ายเพิ่งปลดล็อก"
บนจอหลัก ตัวอักษรค่อย ๆ ขึ้นทีละบรรทัด เหมือนมีใครกำลังบังคับเครื่องที่ใกล้ตายให้พูดประโยคสุดท้ายออกมา
บันทึกการรอดชีวิต
ผู้ทดลอง: EID-██
อายุ: ██
สถานะ: รอดชีวิต
การตอบสนองต่อเสียง: ยังทำงาน
การยุติการตอบสนอง: ล้มเหลว
การส่งต่อ: █████████
ชื่อภายหลัง: นิกซ์ เรเวน
หมายเหตุ: ยังตอบสนองต่อเสียงแม้อยู่ห่างจากแหล่งสัญญาณ
หมายเหตุ: ไม่ยุติการตอบสนอง
หมายเหตุ: เด็กยืนยันว่า "มันเรียกอีกแล้ว"
ข้อความสุดท้ายค้างอยู่บนจอ
มันเรียกอีกแล้ว
นิกซ์อ่านมัน
หรือบางที เขาไม่ได้อ่าน
บางทีร่างกายของเขารู้ประโยคนั้นก่อนสมองเสียอีก
เขาถอยหลังอีกก้าวจนไหล่ชนผนัง ภาพมือเด็กสีซีดอยู่ข้างแก้มเขา รอยหนึ่งเล็กมาก อยู่ต่ำกว่ารอยอื่น ไม่มีชื่อกำกับ มีเพียงเส้นสีดำบาง ๆ วาดลงมาจากด้านบนเหมือนฝน เหมือนสายไฟ เหมือนเสียงที่เด็กคนหนึ่งพยายามอธิบายด้วยสีที่มีอยู่ในมือ
นิกซ์ยกมือขึ้นช้า ๆ
ฝ่ามือของเขาใหญ่กว่ารอยนั้นมากแล้ว
แต่นิ้วของเขาสั่นราวกับส่วนหนึ่งในตัวกำลังพยายามหาขนาดเดิมของมือที่หายไป
"ไม่" เขากระซิบ
มิเลียลุกขึ้นช้า ๆ
"นิกซ์"
"ไม่" เขาพูดซ้ำ คราวนี้ชัดขึ้น "ไม่ใช่ผม ใช่ไหม"
ไม่มีใครตอบทันที
เพราะหน้าจอตอบแทนพวกเขาไปแล้ว
คาเอลก้าวเข้าไปหาเขาทีละก้าว ไม่เร็ว ไม่ช้าเกินไป เขาลดปืนลงให้ปลายกระบอกชี้พื้น แล้วปล่อยมืออีกข้างให้ว่าง
"ใช่" คาเอลพูด
นิกซ์หัวเราะออกมาหนึ่งครั้ง เสียงนั้นบางจนแทบแตก
"พี่น่าจะโกหกบ้างนะ"
"ถ้าโกหกตอนนี้ มันจะเหลือแต่ที่นี่ที่พูดความจริงกับนาย"
"แล้วถ้าคำตอบมันแย่ล่ะครับ"
คาเอลหยุดตรงหน้าเขา
ดวงตานิกซ์แดงขึ้น แต่ไม่ใช่เพราะความโกรธอย่างเดียว มันมีความกลัวอยู่ในนั้น ความกลัวของคนที่เพิ่งพบว่าความมืดข้างหน้าอาจไม่ได้เป็นอนาคต แต่เป็นอดีตที่ย้อนกลับมาตามทัน
"ถ้ามันแย่" คาเอลพูด "เราค่อยตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับมันตอนที่มันมาถึง"
"แล้วถ้าก่อนมันมาถึง ผมไม่ใช่ผมแล้วล่ะ"
คราวนี้คาเอลไม่มีคำตอบทันที
เขาเคยกลัวประโยคเดียวกันในรูปแบบของตัวเอง
กลัวว่าก่อนถึงปลายทาง เขาจะไม่เหลือความเป็นคาเอลพอจะเลือกอะไรได้อีก
เขายกมือขึ้นวางบนไหล่นิกซ์
"งั้นฉันจะจำแทนนายไว้ก่อน"
นิกซ์มองเขา
"จำอะไร"
"ว่านายไม่อยากเป็นมัน"
เด็กหนุ่มนิ่งไป
น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาหนึ่งหยด เงียบมากจนแทบไม่มีใครเห็น
แต่คาเอลเห็น
มิเลียเห็น
โวร่าเห็นจากหางตา
และไม่มีใครพูดถึงมัน
ลำโพงที่ควรเงียบไปแล้วส่งเสียงซ่าอีกครั้ง
แจ็กซ์สะดุ้งแล้วก้มลงดูอุปกรณ์
"ฉันปิดไปแล้ว"
เสียงซ่าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงเด็ก
เบากว่าเดิม
ขาดกว่าเดิม
แต่คราวนี้ประโยคชัดพอให้ทุกคนได้ยิน
"...มันเรียกอีกแล้ว..."
นิกซ์พูดพร้อมกัน
"มันเรียกอีกแล้ว"
ไม่มีจังหวะเหลื่อม
ไม่มีความบังเอิญให้จับไว้
เสียงเด็กจากลำโพงกับเสียงของนิกซ์ทับกันพอดี เหมือนประโยคนั้นเดินทางมาจากสองเวลาคนละฝั่ง แล้วมาชนกันกลางห้องที่เต็มไปด้วยเตียงเล็กและภาพมือเด็ก
ลูน่าร้องไห้โดยไม่มีเสียง
มิเลียกอดเธอไว้ทันที
โวร่ายืนแข็งอยู่ข้างทั้งสองคน ดวงตาของเธอมองตรงไปที่ลำโพง แต่คาเอลรู้ว่าเธอไม่ได้เห็นลำโพง เธอกำลังเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลกว่านั้นมาก
แจ็กซ์สบถเบา ๆ แล้วกระชากสายออกจากพอร์ต
จอหลักดับลง
ห้องกลับไปมืด
แต่ประโยคนั้นยังไม่ดับ
มันค้างอยู่ในอากาศ ในผนัง ในกระจกมองทางเดียว ในสายรัดบนเตียง และในสีดำที่เด็กคนหนึ่งเคยวาดลงมาจากฟ้า
นิกซ์หันมองคาเอลช้า ๆ
ใบหน้าเขาเหมือนเด็กกว่าที่ควรจะเป็นในแสงไฟฉาย
"ผมเคยอยู่ที่นี่ใช่ไหม"
คำถามนั้นเหมือนหล่นลงบนพื้นแล้วไม่แตก
ไม่มีใครตอบทันที
เพราะไม่มีใครมีสิทธิ์ตอบแทนความทรงจำที่หายไปของเขา
คาเอลมองนิกซ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยความสัตย์จริงที่สุดที่เขามี
"ฉันยังไม่รู้"
นิกซ์พยักหน้าเล็กน้อย
เหมือนเขารู้อยู่แล้ว
แต่คำถามไม่ได้ต้องการคำตอบ
มันต้องการให้ใครสักคนได้ยินว่าเขากลัว
คาเอลบีบไหล่เขาเบา ๆ
"แต่ไม่ว่านายเคยอยู่ที่นี่หรือไม่ ตอนนี้นายจะไม่อยู่ที่นี่คนเดียว"
นิกซ์หลับตาลง
ครั้งนี้เขาพยักหน้าชัดขึ้น
แจ็กซ์ก้มดูอุปกรณ์พกพาอีกครั้ง แถบดาวน์โหลดขึ้นถึงแปดสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ แล้วหยุดค้าง
"อย่าทำแบบนี้กับฉันนะ" เขาพึมพำ "ไม่ใช่ตอนนี้"
หน้าจอกระตุก
แปดสิบแปด
เก้าสิบสอง
เก้าสิบเก้า
สำเร็จ
แจ็กซ์ถอนหายใจแรงเหมือนเพิ่งรอดจากการถูกยิง
"ได้มาแล้ว เท่าที่มันยอมให้เอามา"
"มันยอม?" โวร่าถาม
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้น สีหน้าไม่ดีขึ้นเลย
"ใช่ ฉันรู้ ฟังดูแย่ แต่ระบบนี้ปิดไฟล์บางตัวใส่หน้าฉันได้ง่ายมาก ถ้ามันไม่อยากให้เราได้อะไรเลย เราไม่ได้หรอก"
คาเอลมองจอที่ดับไปแล้ว
หรือบางทีมันอยากให้พวกเขาได้เท่านี้
ได้มากพอให้เจ็บ
แต่น้อยเกินกว่าจะเข้าใจ
"เราออกไป" คาเอลพูด
ครั้งนี้ไม่มีใครค้าน
พวกเขาเริ่มเดินกลับไปทางประตูเดิม โวร่านำหน้าพร้อมลูน่าอยู่ใกล้เธอเกินกว่าปกติ มิเลียตามหลังเด็กหญิง แจ็กซ์อยู่กลางกลุ่มพร้อมอุปกรณ์ข้อมูลในมือ นิกซ์เดินข้างคาเอลช้า ๆ ทุกก้าวดูหนักเหมือนพื้นห้องพยายามดึงเขาไว้
เมื่อถึงประตู นิกซ์หยุด
คาเอลหันมองเขา
เด็กหนุ่มหันกลับไปมองห้องอีกครั้ง
เตียงเล็ก
กระจกมองทางเดียว
ภาพมือบนผนัง
สายรัด
ตู้เอกสาร
จอดับ
ตุ๊กตาหูขาดบนเตียง
ทุกอย่างนิ่งสนิท ราวกับหลังจากบังคับให้พวกเขาฟังมากพอแล้ว ห้องนี้ก็กลับไปเป็นสุสานอย่างเดิม
มิเลียเดินกลับไปที่โต๊ะวาดรูปช้า ๆ เธอหยุดมองกระดาษแผ่นเดิม บ้านหลังเล็ก ภูเขา ดวงอาทิตย์ และเส้นสีดำจากฟ้า เธอไม่ได้แตะมันอีก แต่ก้มลงเก็บบล็อกไม้ตัวอักษรที่กลิ้งอยู่ใต้เก้าอี้ขึ้นมา
ตัวอักษรบนบล็อกซีดจนอ่านไม่ออก
มิเลียวางมันกลับลงบนโต๊ะอย่างเบามือ
"พวกเขาเป็นเด็กจริง ๆ" เธอพูด
ไม่มีใครถามว่าเธอหมายถึงใคร
เพราะทุกคนรู้
ไม่ใช่ผู้ทดลอง
ไม่ใช่รหัส EID
ไม่ใช่ตัวเลขในรายงาน
เด็กจริง ๆ
คนจริง ๆ
ลูน่ากำชายเสื้อโวร่าแน่นขึ้น
"หนูยังได้ยินอยู่" เธอกระซิบ
โวร่าก้มลงมองเธอเป็นครั้งแรกนานกว่าปกติ
"ดังไหม"
ลูน่าส่ายหน้า
"แค่เหมือนมีคนหัวเราะอยู่ไกล ๆ แล้วก็นับเลข"
"อย่าตอบ" โวร่าพูด
"ค่ะ"
เด็กหญิงพยักหน้า
โวร่าเอื้อมมือออกไปเหมือนจะจับไหล่เธอ แต่หยุดกลางทาง เธอไม่ถนัดกับท่าทางอ่อนโยน ไม่ถนัดกับการแตะใครโดยไม่ใช่เพื่อผลักหรือดึงให้พ้นอันตราย
ลูน่ากลับเป็นฝ่ายเอียงตัวเข้าหาเธอเองเล็กน้อย
แค่นั้น
โวร่าจึงปล่อยมือของตัวเองตกลงข้างลำตัว
แต่เธอไม่ได้ถอยออก
คาเอลเห็นทั้งหมด
และเก็บไว้ในความเงียบ
พวกเขาก้าวออกจากห้องสังเกตการณ์เด็กทีละคน
ประตูโลหะไม่ได้ปิดเองตามหลังทันที มันยังค้างอยู่ เปิดอ้าเข้าไปสู่ห้องที่มืดลงอีกครั้ง เหมือนปากแผลที่ยังไม่สมาน คาเอลเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวออกมา เขาหันกลับไปมองข้างในอีกครั้ง
แสงไฟฉายของเขาส่องผ่านผนังภาพมือ
มีรอยหนึ่งอยู่ใกล้พื้น
รอยมือเล็กมาก
ไม่มีชื่อ
แต่ข้างรอยมือนั้น มีเส้นสีดำบาง ๆ วาดลงมาจากด้านบนเหมือนฝน เหมือนสายไฟ เหมือนเสียงที่เด็กคนหนึ่งพยายามอธิบายด้วยสีที่มีอยู่ในมือ
คาเอลมองมันนานเกินไป
จนมิเลียเรียกเขาเบา ๆ จากทางเดิน
"คาเอล"
เขากะพริบตา
แล้วหันหลังให้ห้องนั้น
ประตูยังเปิดอยู่ด้านหลัง
แต่เสียงจากข้างในดับลงหมดแล้ว
ไม่มีเสียงเด็กหัวเราะ
ไม่มีเสียงนับเลข
ไม่มีเสียงเรียก
มีเพียงความเงียบที่หนักกว่าเดิม
และในความเงียบนั้น คาเอลรู้สึกชัดเจนยิ่งกว่าตอนเห็นไฟล์พ่อแม่ของตัวเองว่า โปรเจกต์ไอดอลอนไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
มันเป็นเพียงประตูบานหนึ่ง
บานที่เปิดไปสู่อดีตของนิกซ์
อดีตของโวร่า
อดีตของพ่อแม่เขา
และบางที อดีตของมนุษย์ทั้งโลกที่เคยพยายามฟังสิ่งที่ไม่ควรได้ยินเร็วเกินไป
เขาเดินตามทีมไปตามทางเดินเย็นจัด กลิ่นยาฆ่าเชื้อค่อย ๆ จางลงทีละน้อย แทนที่ด้วยกลิ่นสนิมและลมหนาวจากช่องแตกด้านบน เสียงรองเท้าของทุกคนดังเป็นจังหวะไม่เท่ากัน ไม่มีใครพูดอยู่พักใหญ่
ลูน่าจับชายเสื้อโวร่าไว้ตลอดทาง
โวร่าไม่ดึงออก
นิกซ์เดินข้างคาเอลโดยไม่เงยหน้า
มิเลียเดินอีกฝั่งหนึ่ง ใกล้พอให้ไหล่ของเธอเกือบแตะแขนเขาในบางจังหวะ แต่ยังไม่แตะ
แจ็กซ์กอดอุปกรณ์ข้อมูลไว้เหมือนมันหนักกว่าขนาดจริงหลายเท่า
ข้างหลังพวกเขา ประตูห้องสังเกตการณ์เด็กค่อย ๆ เลื่อนปิดเองในที่สุด
ครืด
เสียงโลหะลากกับรางดังยาวผ่านทางเดิน
ช่องประตูแคบลงทีละน้อย แสงไฟฉายที่ค้างอยู่บนผนังภาพมือถูกบานโลหะตัดออกเป็นเส้นบาง ๆ ก่อนจะเลื่อนผ่านเตียงเล็ก กระจกมองทางเดียว และตุ๊กตาหูขาดบนเตียงสุดท้าย
จากด้านในห้อง ลำโพงที่ควรตายไปแล้วมีเสียงซ่าเบา ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
เบามากจนแทบถูกเสียงรางกลืนหาย
แต่ทุกคนได้ยิน
"...ยังได้ยินอยู่..."
ประโยคนั้นลอดออกมาจากช่องประตูที่เหลืออยู่เพียงฝ่ามือเดียว
ไม่มีใครหันกลับทัน
ไม่มีใครพูดอะไร
แล้วลำโพงก็เงียบลง
คาเอลหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว
เสียงประตูนั้นเหมือนประตู B7
เหมือนทุกประตูที่เขาเคยสั่งปิด
เหมือนทุกประตูที่ปิดคนบางคนไว้ข้างหลัง
มิเลียหยุดตาม
เธอมองเขา
ครั้งนี้เธอแตะข้อมือเขาเบา ๆ
สัมผัสนั้นอุ่นกว่าสถานีทั้งแห่ง
ไม่มาก
แต่มากพอ
คาเอลสูดลมหายใจเข้า
ประตูด้านหลังปิดสนิท
ปัง
เสียงสุดท้ายสะท้อนยาวไปตามทางเดิน
นิกซ์สะดุ้งเล็กน้อย
ลูน่ากำชายเสื้อโวร่าแน่นขึ้น
โวร่ามองไปข้างหน้า ไม่มองกลับ
แจ็กซ์พึมพำอะไรบางอย่างที่ฟังไม่เป็นคำ
มิเลียยังจับข้อมือคาเอลอยู่
และคาเอลบอกตัวเองช้า ๆ ว่า
ครั้งนี้เขาไม่ได้ปิดประตูใส่ใคร
ครั้งนี้ทุกคนออกมาด้วยกัน
แต่ลึกลงไปในความเงียบใต้สถานีวิจัยร้าง เขารู้ดีว่าบางอย่างไม่ได้ออกมากับพวกเขา
บางอย่างยังอยู่ในห้องนั้น
ไม่ใช่เด็ก
ไม่ใช่เสียง
แต่เป็นคำถาม
และคำถามบางอย่าง ต่อให้ปิดประตูแล้ว มันก็ยังเดินตามออกมาได้