ตอนที่ 14 – สัญญา
บ่ายสองโมงแล้ว ฝนก็เริ่มซาลงไปมากแล้ว แต่ว่าทุกคนก็ยังหลบอยู่ในร้านอาหารอยู่ พันธกรที่เผลอหลับไปก็ตื่นขึ้นมา เขารู้สึกดีขึ้นมาทันที พอเอาหลังมือจับหน้าผากตัวเองก็พบว่าหายร้อนไปแล้ว เขาหายไข้แล้ว วรรณสาที่ได้ยินเสียงกุกกักจากทางด้านหลังเธอ เธอก็หันรีบมาหาพันธกร
“พัน หายดีหรือยัง?” วรรณสาถามด้วยความเป็ห่วง ทำเอาปฏิคมที่นั่งฟุบหลับไปเผลอตื่นขึ้นมาด้วย พันธกรจึงตอบคำถามของวรรณสาออกไป
“ดีขึ้นแล้ว” พันธกรตอบ “ขอบคุณนะสา ที่อุตส่าห์ช่วยพัน”
“เออ หายดีก็ดีแล้ว ไม่ต้องขอบคุณหรอก” วรรณสาบอกพลางยิ้มๆ แล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋ายังชีพของเธอ เอากล่องปฐมพยาบาลออกมาตรวจดูยาที่เหลือว่ายังมีปริมาณเยอะอยู่หรือเปล่า? พอเธอเห็นว่ายารักษายังมีเยอะอยู่ เธอก็พอเบาใจลงไปบ้าง เธอจัดการเก็บกล่องปฐมพยาบาลกลับเข้าไปในกระเป๋ายังชีพเหมือนเดิม
ชัชชัยที่รู้สึกผิดมาตลอด เขาก็เฝ้ามองไปทางพันธกรกับวรรณสาและปฏิคม ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวที่นั่งกับภัทร ทำเอาภัทรถามเขาว่าเขาจะไปไหน? แต่ชัชชัยไม่ได้หันมาตอบ ชัชชัยเดินไปหาพันธกร ฝ่ายพันธกรก็เห็นเขาเดินเข้ามาแล้ว จึงลุกยืนขึ้น
“ขอโทษนะ” ชัชชัยก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฉันอารมณ์ร้อนไปหน่อย จนเกือบฆ่านายตายไปแล้ว”
พันธกรที่ในใจก็ยังคงโกรธชัชชัยอยู่ แต่พอชัชชัยพูดออกมาแบบนี้ เขาก็ลดความโกรธลง ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดออกมาว่า “ช่างมันเหอะ อย่าให้เกิดเหตุซ้ำสองแล้วกัน”
“อืม” ชัชชัยที่ถือปืนพก อาวุธประจำตัวของเขาพูดขึ้น ก่อนจะหันหลังกลับไปนั่งที่เก้าอี้ที่ภัทรนั่งอยู่ต่อ ภัทรถามว่าไปคุยอะไรกับพันธกร?
“ฉันไปขอโทษเขามา” ชัชชัยบอกตามจริง ภัทรได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมา ก่อนจะเอามือตบบ่าเพื่อน
“นึกแล้ว แกเป็คนแบบนี้แหละ พอทำอะไรลงไปก็รู้สึกตัวแล้วก็สำนึกผิด” ภัทรบรรยายนิสัยของชัชชัยออกมา ฝ่ายชัชชัยก็ส่ายหน้า
“มั้ง? ฉันอาจจะเป็คนแบบนั้น” ชัชชัยถอนหายใจออกมา ขณะเฝ้ารอให้ฝนด้านหน้าร้านอาหารหยุดตก แต่ฝนก็ยังโปรยปรายอยู่ พวกเขาเลยจำต้องหลบอยู่ภายในร้านอาหารอีกสักพัก
จู่ๆ ทรัพย์สินก็เปิดกระเป๋ายังชีพของตัวเองขึ้นมา เขาค้นเข้าไปถึงด้านใน ก็เจอะเิมือสามขวด สามสี สามคุณสมบัติเข้า เขาเอาะเิมือขวดสีเขียวมาตั้งบนโต๊ะ วาสุกรีที่เห็นดังนั้นก็ถามว่าเขาจะทำอะไร?
“บอกตรงๆ ไม่อยากพกติดตัวไว้เลย” ทรัพย์สินพูดออกมา “ขืนสลักมันถอดเองจะเกิดอะไรขึ้น? นึกไม่ออกเลย”
“มันไม่ถอดสลักเองหรอกครับ มันต้องมีที่ล็อกปลอดภัยเอาไว้แล้ว คนผลิตคงคิดมาดีแล้ว” วาสุกรีออกความเห็น ทรัพย์สินเองก็เห็นว่าจริงเหมือนกัน เขาเลยเอาะเิขวดมือสีเขียวใส่ในกระเป๋าตามเดิม พันธกรที่เห็นทรัพย์สินเอาะเิมือสีเขียวออกมา เขาเลยเปิดกระเป๋าตัวเองออกมามั่ง พลางสำรวจดูพวกะเิมือ
“หิวว่ะ” ชัชชัยอยู่ดีๆ ก็กล่าวขึ้นมา “มื้อเที่ยงนั่นไม่อิ่มเลย ขนมปังเราก็เหลือแค่ครึ่งเดียวกันแล้ว”
“เอ้า” พันธกรเอาขนมในถุงพลาสติกของเขาครึ่งหนึ่งเดินมาส่งให้ชัยชัย ฝ่ายชัชชัยก็งุนงง แล้วก็ถาม
“นายจะทำอะไร?”
“อ้าว? นายหิวไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่หิว นายเอาไปกินเถอะ” พันธกรพูดพลางยิ้มแล้วยื่นถุงขนมปังจืดๆ ให้ “เราเองก็ต้องแบ่งเสบียงกันบ้าง จะให้เก็บที่ใครคนหนึ่งไม่ได้หรอก”
“ฉันทำร้ายนายขนาดนี้” ชัชชัยเอ่ยออกมาอย่างสับสนจริงๆ “จะมาทำดีกับฉันทำไมอีก?”
“ช่างมันเถอะ” พันธกรกล่าว “ลืมๆ มันไปซะ เื่ราวเลวร้ายนั่น แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่”
ชัชชัยถึงกับซาบซึ้งในน้ำใจของพันธกร เขารับขนมครึ่งชิ้นมาก่อนจะเริ่มกัดกิน พันธกรก็มองอย่างพอใจ แต่แล้ว ชัชชัยก็สังเกตเห็นว่าพันธกรห้อยสร้อยเงินอะไรบางอย่างอยู่ที่คอ
“นายห้อยสร้อยอะไรไว้?” ชัชชัยถามออกมาขณะเคี้ยวขนมปังในปาก “เป็รูปดอกไม้นี่”
“อ๋อ...” แล้วพันธกรก็เล่าเื่หญิงสาวที่อาณาเขตที่เป็คนมอบสร้อยเส้นนี้ให้แก่เขา และบอกด้วยว่ามันเรียกว่า ‘ใบโคลฟเวอร์’ หากเจอใบนี้ที่มีสี่แฉกแล้วพกติดตัวเอาไว้ จะทำอะไรก็รุ่งเรืองไปหมด จะต่อสู้ก็ชนะหมด เขาถือว่ามันเป็เครื่องรางของเขา
“อืม ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย ถึงจะไม่ใช่ใบไม้จริงๆ ก็เถอะ” ชัชชัยบอกก่อนจะกลืนขนมก้อนสุดท้ายลงไป ภัทรที่นั่งอยู่ข้างๆ ชัชชัยก็มองสองหนุ่มด้วยความดีใจ แต่ก็กลับมาทำหน้าทุกข์อีกครั้ง พันธกรที่เห็นดังนั้น เขาก็ถามภัทรว่าเป็อะไร? ทำไมทำหน้าแบบนั้น?
“ตอนที่...ไอ้พวกเวรนั่นโจมตีอาณาเขตของเรา” ภัทรว่าออกมาเสียงเบา “ผมเข้าไปในบ้านที่มีแต่ไฟลุกท่วม หวังจะช่วยพ่อกับแม่ แต่ว่า...” ภัทรส่ายหน้าออกมาเหมือนไม่อยากเล่า ชัชชัยหันไปมองเพื่อน ก่อนจะบอกออกมาเหมือนกัน
“พอๆ กันแหละ เพื่อน ฉันเองก็จะเข้าไปช่วยพ่อกับแม่เหมือนกัน แต่พวกท่าน...” ชัชชัยถึงกับเอากำปั้นทุบโต๊ะดังโครม! ทำเอาทุกคนใ พอเขารู้ตัว เขาก็รีบขอโทษคนอื่น
“ขอโทษครับ ผมอารมณ์ร้อนไปอีกแล้ว” ชัชชัยยกมือไหว้ทุกคน แต่พันธกรไม่ได้ว่าอะไร เขารู้ดีว่าการสูญเสียมันเป็อย่างไร? เ็ปทรมานเพียงใด พวกเอไอไม่เคยปราณีพวกเขาเลย
“พี่ก็พอกันแหละ” ทรัพย์สินที่นั่งที่นั่งลึกออกไปก็เดินมาสมทบกับพันธกรด้วย “พี่ก็กะจะเข้าไปช่วยพ่อกับแม่ แต่ท่านทั้งสองก็ถูกแรงะเิของไอ้พวกเวรนั่นจนตายไปแล้ว พอนึกมาถึงตอนนี้....”
แล้วทรัพย์สินก็ยกมือปาดน้ำตาของตัวเองออกไป แล้วเขาก็หัวเราะ “ฮ่ะๆ พี่ไม่สมควรต้องร้องไห้นี่เนอะ เป็ผู้นำคนอื่นนี่นา จะมาอ่อนแอไม่ได้”
“ไม่หรอก พี่ จะร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะ” พันธกรกล่าวกับทรัพย์สิน “มันไม่ใช่ความผิดที่คนเราจะร้องไห้ ถ้ามันช่วยให้หายเศร้าลงได้ การร้องไห้ก็ไม่ใช่เื่น่าอาย”
เมื่อทรัพย์สินได้ยินอย่างนั้น น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาทันที เขายกมือเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ภัทรเองก็น้ำตาซึมเหมือนกัน จนชัชชัยเองต้องตบบ่าเพื่อนเบาๆ เป็เชิงปลอบ
“ที่เื่แบบนี้เกิดขึ้นก็เพราะไอ้ผู้นำอาณาเขตนั่นแหละ คิดจะต่อต้านพวกเอไอ” ชัชชัยว่าขึ้นมาอย่างโมโหอีกครั้ง “ถ้าทำตัวดีๆ ป่านนี้ เื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น”
“ไม่หรอก มันผิดที่ไอ้เอกราชนั่นแหละ” ปฏิคมที่ได้ยินกลุ่มคนพูดคุยกันก็เข้ามาสมทบบ้าง “มันเล่นไม่ฟังคำสั่งใครเลย ออกไปยืนให้ศัตรูเห็น จนแผนมันล่มมาขนาดนี้ จำไว้ ที่อาณาเขต ที่พ่อแม่เราถูกฆ่าตาย ก็เป็เพราะมัน”
ทรัพย์สินถอนหายใจออกมา เถียงไม่ออก เอกราชเป็คนก่อเื่จริงๆ แล้วก็เป็คนยิงปืนออกไปก่อน จนทำให้พวกเอไอรู้ตัว อาณาเขตของพวกเขาเลยถูกโจมตีไปเลย
“ป่านนี้ พี่เอกกับพี่พลจะอยู่ที่ไหนกันนะ?” พันธกรถามขึ้น ส่วนปฏิคมก็พูดขึ้นทันที
“ช่างแม่งมันสิ สองคนนั่น” ปฏิคมบอก “ไอ้พี่เอกนั่น จะเป็ยังไงก็ช่างมัน แต่พี่พลนี่สิ นิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว มาเป็เพื่อนกันได้ไงไม่รู้?”
“แต่พี่พลเขาดูยิงปืนแม่นต่อสู้เก่งนะ” ภัทรบอกออกมา “ตอนที่ฝึกซ้อม เขายิงเข้าเป้าตรงกลางทุกนัดเลย แล้วตอนที่เราฝึกกับหุ่นจำลอง เขาก็ทำได้ดีทีเดียวแหละ”
“เหรอ?” ปฏิคมหันไปหาภัทร “แต่เพื่อนกัน มันก็ต้องมีนิสัยพอๆ กันแหละ ถึงเป็เพื่อนกันได้ เพราะงั้น ฉันก็ไม่ห่วงพี่พลเหมือนกัน”
“ใครว่า?” ภัทรพูดออกมา “ผมยังเป็คนใจเย็นยังคบกับไอ้ชัยที่เป็คนใจร้อนได้อยู่เลย บางทีคนต่างนิสัยกันสุดขั้ว ก็อาจจะเป็เพื่อนกันได้นะครับ”
ชัชชัยหันมาหาทางภัทรทันทีที่เขากล่าวจบ เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่คำพูดก็ติดอยู่ในลำคอ เขาเอ่ยออกมาไม่ออก แล้วฝนด้านนอกก็หยุดตกเสียที ทรัพย์สินจึงแบกปืนลูกซองก่อนจะยืนขึ้นจากเก้าอี้ยาว
“เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทางต่อละ” ทรัพย์สินบอกกับทุกคนในร้านอาหาร “เราออกจากที่นี่กันเถอะ”
แล้วทุกคนก็พากันออกไปจากร้านอาหาร วรรณสาเริ่มไม่เจ็บแผลที่เข่าแล้ว เธอถามพันธกรอีกครั้งหนึ่งว่ารู้สึกอะไรที่แขนที่โดนยิงหรือเปล่า? พันธกรก็ตอบว่าไม่
“แหม มันไม่น่าให้อภัยเลย” วรรณสาพูดเบาๆ เพราะกลัวชัชชัยได้ยินเสียงที่เธอพูด “พันไปให้อภัยได้ไง?”
“เอาน่า สา เขาก็สำนึกผิดแล้ว” พันธกรบอกออกมา แต่วรรณสาส่ายหน้าพร้อมกับบอก
“พันใจดีเกินไปแล้ว” เธอบอกกับเขา “เขาเกือบจะฆ่าพันเชียวนะ ถ้าะุนั่นไม่โดนแขน แล้วโดนส่วนอื่นขึ้นมา จะทำยังไง?”
“มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว สา” พันธกรให้คำมั่นสัญญากับเธอ “เชื่อพันเถอะ จะไม่มีเื่พรรค์นี้เกิดขึ้นอีกแล้ว”
วรรณสาได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินไปบนถนนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน คณะเดินทางเดินต่อไปตามถนน ทรัพย์สินเป็ผู้นำหน้าคนอื่นเหมือนเดิม เขาเดินมาจนกระทั่งเจออะไรบางอย่าง กลุ่มเอไอราวสิบตนกำลังยืนอยู่ด้านหน้าเหมือนกับกำลังสำรวจอะไรอยู่ เขารีบสั่งให้ทุกคนมาหลบหลังถังขยะใบหนึ่ง
“จะเอาปืนโจมตีอีกหรือพี่?” พันธกรถามทรัพย์สินขึ้นมาเบาๆ ฝ่ายทรัพย์สินก็ส่ายหน้า พลางล้วงเข้าไปในกระเป๋ายังชีพของเขา แล้วเอาะเิมือสีเขียวออกมา
“ทดลองะเิกันหน่อยดีไหม?” ทรัพย์สินหันไปถามพันธกร พันธกรก็ไม่ได้ส่ายหน้าหรือพยักหน้า ทรัพย์สินออกจากที่ซ่อน แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้กับกลุ่มพวกเอไอที่มีจำนวนมาก พอเห็นว่าใกล้พอสมควรแล้ว เขาก็ถือะเิมือสีเขียวไว้ในมือ ก่อนจะถอดสลักแล้วก็เขวี้ยงออกไปทันที
ตูม!!
เกิดะเิเป็วงกว้างทันที เหล่าเอไอถูกแรงะเิฉีกกระชากร่างกายออกเป็ส่วนๆ บางตนกระเด็นไปชนกำแพงอาคารแล้วพวกมันก็ตาย ร่างสลายกลายเป็ของเหลวสีดำสนิท ทรัพย์สินถึงกับใในอำนาจของะเิมือที่ผู้นำอาณาเขตส่งมาให้เขา มันอันตรายมากจริงๆ ถ้าเขาปาออกไปไม่ทันละก็
“พวกมันตายหมดแล้ว” ทรัพย์สินบอกแถวด้านหลัง “ตามมาเร็ว”
แต่แล้ว เพราะเสียงะเิ ทำให้ประตูอาคารด้านหลังเปิดขึ้นมา แล้วพวกเอไอก็พากันวิ่งออกมาบนถนน วรรณสาที่ได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนหันไปมองแล้วก็กรีดร้องขึ้นมา ทำเอาทุกคนหันมามองด้วย
“แย่แล้ว!! เผ่นเร็ว!!” ทรัพย์สินรีบสั่งให้ทุกคนออกวิ่งทันที วรรณสาจำต้องกัดฟันทนแผลที่เข่าแล้ววิ่งตามพวกทรัพย์สินออกไป พันธกรที่กำลังวิ่งอยู่หันไปด้านหลัง พร้อมกับยิงตอบโต้ออกไป แต่ทรัพย์สินบอกให้เขาหยุดยิง
“หยุดพวกมันไม่ได้หรอก! พวกมันมีมากเกินไป!” ทรัพย์สินะโลั่น พลางหันไปมองด้านหน้า “นั่น! บ้านคน เขาไปหลบในนั้นเร็วๆ”
เขาวิ่งมาถึงประตูรั้วก็เปิดเข้าไปทันที โชคดีที่มันไม่ได้ล็อกเอาไว้ เขารีบวิ่งเข้าไปภานในบ้าน พอพรรคพวกเข้ามาครบ เขาก็จัดการปิดประตูบ้านและลงกลอนทันที แต่แล้วประตูรั้วก็เกิดะเิเสียงดัง พันธกรเห็นท่าไม่ดีแล้ว เขาคิดว่าพวกเอไอต้องบุกเข้ามาในบ้านแน่ๆ
“หนีไปหลังบ้านเร็ว!!” พันธกรรีบอกคนอื่นๆ พวกเขาจึงวิ่งตรงไปยังหลังบ้านทันที แต่ก่อนอื่น พันธกรรีบวิ่งไปเปิดแก๊สหุงต้มอาหาร ให้แก๊สกระจายไปทั่วบ้าน ก่อนที่เขาจะบอกให้พรรคพวกของเขาปีนข้ามกำแพงไป วรรณสาที่ไม่เคยปีนป่ายอะไรมาก่อน เธอก็ไม่รู้จะปีนอย่างไร?
“เอาเท้าสาวางบนมือพันนี่ แล้วปีนขึ้นไปซะ!” พันธกรเอามือรวบประสานกันพร้อมกับเร่งให้วรรณสาทำ “เร็วๆ สิ สา!!”
วรรณสาเลยตัดสินใจปีนเอาเท้ากดลงไปบนพื้นของพันธกรที่รวบไว้สองข้างแล้ว แล้วเธอก็จัดการปีนกำแพงออกไปได้สำเร็จ พันธกรเลยปีนออกเป็คนสุดท้าย เมื่อพ้นเขตตัวบ้านมาแล้ว พวกเขาก็มายังถนนแห่งหนึ่ง แต่พันธกรยังยืนนิ่งอยู่ จนทรัพย์สินต้องเรียก
“น้องพัน! ทำอะไรอยู่? รีบหนีออกมาเร็ว!”
“แป๊บหนึ่งครับ” พันธกรยกปืนขึ้นเล็งไปที่ตัวบ้านที่เขาเปิดแก๊สให้มันไหลรั่วไปทั่วบ้านแล้ว เขารอจังหวะให้พวกเอไอกรูกันเข้ามาในบ้านกันให้มากที่สุด จนเห็นเอไอตนหนึ่งกำลังจะปีนรั้วกำแพงออกมา ทรัพย์สินเลยรีบเร่งให้พันธกรวิ่ง
“น้องพัน! เร็วเข้า!”
พันธกรตัดสินใจยิงะุออกไปทันที ะุพุ่งตรงเข้าไปเจาะกำแพง เกิดการเสียดสีกับแก๊สที่พันธกรเป็คนปล่อยออกมาเอง แล้วก็เกิดะเิครั้งยิ่งใหญ่ พันธกรยกมือขึ้นปิดตาของตัวเอง ขณะที่คนอื่นๆ ก็รีบวิ่งออกจากสถานที่ที่ะเิไปแล้ว
“เฮ้ย! นายทำอะไรน่ะ?” ชัชชัยพูดเสียงดังออกมา พันธกรมองสภาพบ้านที่มีไฟลุกท่วมและพังทลายลง เขาเห็นพวกเอไอที่กำลังจะปีนข้ามกำแพงก็ถูกแรงะเิฉีกกระชากร่างจนขาดเป็สองท่อน ร่างกายของพวกมันละลายเป็ของเหลวสีดำ
“ก็จะฆ่าพวกมันน่ะสิ” พันธกรหันมาพูดกับชัชชัย “จะให้ทำอะไรล่ะ?”
ชัชชัยถึงเข้าใจพร้อมกับถาม “นายไปเปิดแก๊สให้ลอยเหรอ? ฉันได้กลิ่นแก๊สด้วย”
“อืม” พันธกรพยักหน้าออกมาพลางหันไปดูบ้านที่ถูกไฟลุกท่วม ควันสีดำพวยพุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว ทรัพย์สินที่เข้าใจว่าพันธกรทำอะไรลงไป เขาก็ชื่นชมพันธกรขึ้นมา
“ทำดีมาก ประหยัดะุกับะเิมือไปได้เยอะเลย” ทรัพย์สินชื่นชมพันธกร ปฏิคมเองก็ยิ้ม ส่วนวรรณสา เธอก็ยิ้มเช่นกัน แต่ก็เริ่มเจ็บแผลที่เข่าอีกแล้ว เธอยกมือกุมเข่าของตัวเอง
“สา!” ปฏิคมร้อง “เข่าเจ็บอีกแล้วเหรอ?”
“อือ” วรรณสาพยักหน้ารับ “นี่ขนาดทำแผลดีแล้วนะ”
ทั้งคณะเดินทางจึงหยุดกันสักพักข้างหน้าบ้านที่ไฟไหม้นั่นเอง พันธกรเลิกขากางเกงของวรรณสาออกไปพลางดูผ้าพันแผลที่พันรอบเข่าของเธอเอาไว้ พบว่ามีเืไหลซึมออกมา เขารีบบอกให้เธอทำแผลใหม่
“ไม่ได้ ไม่ต้อง” วรรณสาปฏิเสธ ทำเอาพันธกรถึงกับงุนงง
“ทำไมล่ะ สา?”
“ยามีจำกัด จะให้สาเห็นแก่ตัวไม่ได้หรอก” วรรณสาตอบออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “ขืนคนอื่นาเ็แล้วไม่มียารักษาแล้วจะทำยังไง? แค่นี้สาทนได้”
“โธ่ สา” ปฏิคมพูดขึ้นมาอย่างเป็ห่วงเธอ แต่ปราชญาก็เดินเข้ามาหาปฏิคม พร้อมกับบอก
“นั่นแหละ ถูกแล้ว” ปราชญาว่า “เราอาจจะาเ็ก็ได้ ประหยัดยาไว้ก็ดีเหมือนกัน”
“แต่พี่ปราช ถ้าแผลของสาติดเชื้อแบบไอ้พันจะทำยังไง?” ปฏิคมพูดออกมาอย่างสุดทน ปราชญาก็ส่ายหน้า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร?
“สาทนได้ค่ะ” วรรณสาบอกกับคนอื่นๆ “ไม่ต้องห่วงสามากหรอก สาไม่อยากเป็ตัวถ่วงให้คนอื่น”
“ตัวถ่วงอะไรกันน้อง?” วาสุกรีบอกออกมาพลางขยับแว่นสายตาของตัวเอง “เราเป็ ‘เพื่อน’ร่วมรบสนามเดียวกันนะ”
วรรณสาได้ยินวาสุกรีพูดเช่นนั้น เธอก็ยิ้มออกมา ทุกคนหันมามองกันเอง แล้วชัชชัยก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับบอก “เราต้องสามัคคีกันไว้สินะ”
“ถูกแล้ว” ทรัพย์สินพูดขึ้น “ขอแค่พวกเราสามัคคีกันไว้ อะไรๆ ก็ไม่ใช่อุปสรรค”
แล้วทรัพย์สินก็ยื่นมือออกมา พร้อมกับบอก “เอามือของทุกคนมาวางทับซ้อนกัน แล้วเราจะมั่นใจว่าเราจะหาอาณาเขตอื่นได้ เราจะรอดไปพร้อมๆ กัน”
ทรัพย์สินเอามือวางไว้แล้ว พันธกรก็เลยเอามือวางลงบนมือทรัพย์สินบ้าง ตามด้วยปฏิคม วรรณสา ชัชชัย ภัทร วาสุกรีและสุดท้ายตามด้วยปราชญา ก่อนที่ทุกคนจะรวมพลังกัน
“เราต้องหาอาณาเขตอื่นเจอแน่ๆ” ทรัพย์สินให้สัญญากับทุกคน “มาสู้ด้วยกันเถอะ”
พันธกรมองทรัพย์สินอย่างเชื่อมั่น ฝ่ายทรัพย์สินเองก็เริ่มเชื่อแล้วว่าพวกเขาต้องหาอาณาเขตอื่นเจอแน่นอน แล้วคณะเดินทางก็เดินทางต่อไป บ่ายสามโมงเย็นแล้ว พวกเขาเดินมากันเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอาณาเขต ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาต้องเจออาณาเขตอื่นแน่ๆ ทุกคนคิดแบบนั้น
“ถ้าวันนี้ไม่เจออาณาเขตล่ะ?” ชัชชัยถามขึ้นมากลางแถว “เราจะพักผ่อนกันที่ไหน?”
ทรัพย์สินมองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าว “มีสถานที่ให้เราเข้าไปหลบซ่อนมากมายจะตาย น้องเลือกเอาได้เลย”
ชัชชัยถอนหายใจออกมาพลางมองไปยังร้านเสริมสวยด้านข้างถนน พวกเขาตัดสินใจเดินเท้ากันต่อไป สี่โมงเย็นแล้ว ยังไม่มีวี่แววของอาณาเขต ชัชชัยถอดใจไปแล้ว แต่คนอื่นๆ ยังไม่ถอดใจ พวกเขาทำอะไรไมได้ นอกจากเดินไปข้างหน้าเท่านั้น
“หวังว่าคงไม่เจอพวกมันอีกนะ” ภัทรพูดขึ้นมาเบาๆ ชัชชัยได้ยินดังนั้นก็ต่อว่าเพื่อนอย่างหงุดหงิด
“แกก็อย่าพูดสิวะ เดี๋ยวก็เจอจริงหรอก”
“เออ ขอโทษ” ภัทรหันไปยิ้มให้ชัชชัย ฝ่ายชัชชัยก็ไม่ได้โกรธอะไรเพื่อนมากมายเท่าไหร่หรอก เขาเดินถือปืนพกของเขาเดินออกไปตามถนนที่สกปรก เต็มไปด้วยเศษกระดาษและขยะ และพวกเขาก็พบอุปสรรค เกิดอุบัติเหตุรถโดยสารเกยขึ้นมาบนรถกระบะคันหนึ่ง ปิดถนนเอาไว้ พวกเขาไม่สามารถฝ่าไปได้
“เราปีนขึ้นรถไปไม่ได้เหรอพี่?” พันธกรถามทรัพย์สิน ทรัพย์สินหันไปมองวรรณสา ท่าทางเธอคงจะปีนไม่ได้ เขาเลยมองไปยังซอยทางซ้ายมือ ก่อนจะบอก
“เข้าซอยนี้ละกัน แล้วหาทางทะลุออกถนนไป” ทรัพย์สินบอกออกมา ก่อนจะถือปืนลูกซองเดินเข้าไปในซอยแคบๆ ด้านซ้ายมือ ทุกคนเดินตามเขาไป วรรณสารู้สึกเจ็บแผลที่เข่าก็จริง แต่เธอก็ต้องทน เธอจะเป็ตัวถ่วงให้คนอื่นไม่ได้
ทุกคนเดินเข้ามาในซอยเล็กๆ ในตอนนั้นเอง ทรัพย์สินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากวิ่งใกล้เข้ามา เขารีบบอกให้ทุกคนเข้าไปหลบในตรอกเล็กๆ ข้างๆ ทันที ทุกคนทำตามที่เขาสั่ง ทรัพย์สินที่ยืนอยู่ ค่อยๆ เอาหน้าออกไปมอง ก็พบพวกเอไอกำลังวิ่งผ่านซอยด้านหน้าไปหลายสิบตน รวมแล้วกว่าสี่สิบตนได้ ทรัพย์สินบอกให้ทุกคนเงียบที่สุด รอจนกว่าพวกมันจะหายไปจนหมด
พอพวกมันหายไปจนหมด ทรัพย์สินก็เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ห้านาที พอเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว เขาก็เลยบอกให้ทุกคนออกมาจากตรอก “ทุกคน ปลอดภัยแล้ว” เขาบอกแล้วก็เดินออกมาจากตรอก คนอื่นๆ ก็ทำตามด้วย
“พวกมันดูจะเคลื่อนไหวกันนะ” ปราชญาสังเกตขึ้น “หรือว่าเป็เพราะอาณาเขตเรา พวกมันก็เลย...”
ปราชญาไม่อยากบอกเลยว่าพวกเอไอคิดฆ่าคนในอาณาเขต แต่มันก็มีสิทธิ์เป็ไปได้ อาณาเขตของพวกเขาจัดการต่อต้านพวกเอไอไปแล้ว แล้วอาณาเขตของพวกเขาก็ถูกจู่โจม แล้วแบบนี้ อาณาเขตอื่นจะรอดจากการโจมตีไปได้ด้วยหรือ?
“อย่าเพิ่งมองอะไรในแง่ร้ายเลย น้องปราช” ทรัพย์สินเอ่ยขึ้น แต่ปราชญาส่ายหน้าออกมา
“ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย ผมมองความจริง อาณาเขตอื่นอาจจะคิดว่ามนุษย์คิดทรยศก็ได้” ปราชญาเสนอความคิดตัวเองออกมา “พวกเขาอาจจะถูกฆ่าตายไปแล้วก็ได้”
ทรัพย์สินหันมาหาปราชญาแต่ก็เถียงไม่ออก มันมีสิทธิ์เป็ไปได้เหมือนกัน ถ้าเป็เช่นนั้นจริงแล้วพวกเขาจะทำเช่นไรดีล่ะ?
ทรัพย์สินมองนาฬิกาข้อมือ สี่โมงเย็นแล้ว แต่พวกเขายังไม่พบอาณาเขตใดๆ เลย ทรัพย์สินชักไม่มั่นใจแล้วว่าจะมีอาณาเขตให้พวกเขาหลบจริงๆ แต่เขาก็จำต้องเชื่อมั่นเอาไว้ หากเขาที่เป็ผู้นำขาดความเชื่อมั่นเมื่อไหร่ ลูกน้องก็ตายกันหมด
“น่า มันต้องมีอาณาเขตที่รอดแหละ” ทรัพย์สินกล่าวออกมา แม้จะรู้ว่าโอกาสนั้นมีน้อยเหลือเกิน “เราเดินต่อไปกันเถอะ อย่ารีรอเลย เดี๋ยวฟ้าจะมืดเสียก่อน”
แล้วทั้งคณะเดินทางก็ออกเดินทางต่อไปทางขวาเพื่อจะทะลุถนนออกไป แล้วพวกเขาก็อ้อมมาได้สำเร็จ คณะเดินทางยังคงเดินเท้าต่อไปอย่างมีความหวัง