บทที่ 6 : ทุกคนย่อมเปลี่ยนไป ไม่มีใครเหมือนเดิม
ซูฉีกลับมาถึงบ้านด้วยความหิวโหย เธอนำของที่ซื้อมาใส่ถ้วย ก่อนจะกินอย่างเอร็ดอร่อย นอกจากเสี่ยวหลงเปาแล้ว เธอยังซื้อขาเป็ดย่างมาอีกหนึ่งขา ซูฉีกินอย่างมีความสุข เธอััได้ว่าเ้าตัวเล็กในท้องกำลังอารมณ์ดีเช่นกัน!
ยังกินไม่อิ่ม เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาในบ้าน เธอเงยหน้าขึ้น เห็นอดีตสามีเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา พร้อมกับไข่ไก่ป่าสามฟองในมือ
โจวเว่ยวางไข่ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยว่า “ฉันขึ้นป่าได้ไข่มาสามฟอง เธอเก็บไว้กิน แล้วเื่ขับรถ ต่อไปขับให้เบาหน่อย ลูกยังอยู่ในท้อง เธอควรระวังให้มากกว่านี้”
ซูฉีกลืนอาหารในปาก ก่อนจะตอบ “ต่อไปฉันจะระวัง คุณไม่ควรมาที่นี่ตอนฉันอยู่บ้านคนเดียว เราหย่ากันแล้ว ไม่ส่งนะคะ” พูดจบก็หยิบน่องเป็ดที่เหลือมาแทะต่อ ชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ไม่เช่นนั้นคนที่ต้องแบกรับชื่อเสียงแย่ๆ ก็คือตัวเธอ
โจวเว่ยอ้าปากแต่พูดไม่ออก หล่อนไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน หากมีของอร่อย หล่อนมักจะให้เขากินก่อน พอเห็นเขาหล่อนจะชวนทะเลาะ ไม่เคยขับไสไล่ส่งอย่างวันนี้
ชายหนุ่มยืนเซ่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันหลังก้าวออกมา ถึงหน้าประตูบ้านท้องของเขาคำรามออกมา ‘โครก!’ วันนี้อาหารของยุวปัญญาชนคือข้าวต้มปลาที่มีแต่น้ำกับก้างปลา เขากับชวนเหอรู้สึกหิวโหยจึงอาศัย่พักเที่ยงขึ้นเขาไปหาสัตว์ ทว่าหาได้แค่ไข่ไก่ป่าห้าฟอง ชวนเหอเอาไปสอง ส่วนเขาเอามาสาม เขาเก็บมาให้อดีตภรรยา เห็นเธออยู่คนเดียวเขารู้สึกเป็ห่วง พอเห็นเธอกินดีอยู่ดีเขาก็เบาใจ
โจวเว่ยเดินกลับไปทำงานต่อ หลังจากสามีออกไปแล้ว ซูฉีเข้าห้องปิดประตูหน้าต่างมิดชิดแล้วนำเงินออกมานับ ใบหน้าสวยประดับไปด้วยรอยยิ้ม “เจ็ดสิบหยวน! ได้เยอะขนาดนี้เชียว”
หักค่าวัตถุดิบไปก็เหลือหกสิบหยวน วันนี้เธอทำของไปไม่เยอะ พรุ่งนี้จะทำให้มากกว่าเดิม หากขายหมดคงได้ราวๆ หนึ่งร้อยหยวนต่อวัน! ใครจะคิดว่าร้านเล็กๆ จะได้กำไรต่อวันมากขนาดนี้ ร้านขายเต้าหู้ทรงเครื่องที่อยู่ใกล้เคียงกับร้านเธอก็ขายดี ซูฉีสังเกตเห็นเ้าของร้านนั้นใส่ผ้าไหมเนื้อดี ด้านในเหมือนจะบุขนแกะเอาไว้ด้วย ราคาชุดที่ใส่ต้องไม่ธรรมดา นั่นแสดงให้เห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเล็กๆ แห่งนั้นทำเงินได้ไม่น้อยเลย
ซูฉีนำเงินที่หามาได้ใส่กล่องเงินที่อดีตสามีให้ไว้ เธอไม่รังเกียจ เขาให้เธอก็รับ ไม่ให้ก็ไม่เรียกร้อง
วันนี้เธอตื่นเช้า ทั้งยังทำงานตลอด ตอนนี้ท้องอิ่มตาแทบจะปิด คุณแม่ลูกหนึ่งล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อย
ซูฉีไปมาค้าขายที่ตลาดปลอดคูปองเป็เวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว เธอขายได้กำไรวันละเกือบหนึ่งร้อยหยวน แต่ก็เป็งานที่เหนื่อยมาก วันนี้ซูฉีเก็บเงินได้สองพันแปดร้อยหยวน ตั้งใจนำเงินสองพันหยวนมาคืนคุณตากับคุณยายค่ารถสามล้อพ่วงข้างคู่ใจ
คุณตากับคุณยายกำลังช่วยกันปั้นลูกชิ้นปลา เห็นเงินจำนวนมากก็เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ฉีฉีจะซื้ออะไร?” คุณยายเอ่ยถาม
“นี่เป็เงินที่ฉันขายของได้ค่ะ ฉันคืนคุณตากับคุณยายเป็ค่ารถสามล้อ”
คุณตารีบส่ายหน้า “ตาไม่รับ รถคันนั้นตากับยายตั้งใจซื้อให้”
ซูฉียิ้มดีใจ เธอไม่คะยั้นคะยอคุณตากับคุณยาย แต่เดินไปตักซุปไก่ที่ตั้งใจตุ๋นบำรุงสองผู้เฒ่ามาให้ทั้งสองดื่ม
คุณตากับคุณยายรับมาดื่มด้วยความปลื้มใจ หลานสาวกตัญญูใครบ้างจะไม่ยินดี คุณยายดื่มซุปไก่แล้วก็เอ่ยปากชม “ซูฉีของเราั้แ่ฟื้นขึ้นมาก็ทำอาหารอร่อยเหมือนของเสวยฮ่องเต้เลย!”
คุณตาหัวเราะขำ “ยายแก่เคยกินของเสวยฮ่องเต้หรือไง? แต่ไม่แน่นะ ฉีฉีของเราอาจจะทำอร่อยกว่า!” คุณตาอวยหลานสาวตัวเอง
คุณยายพยักหน้าเห็นด้วย “ซุปไก่ที่ฉีฉีทำให้ตากับยายกินดีจริงๆ กินทุกวันรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่น ไม่หนาวสั่น ไม่เจ็บคอ ไม่เป็ไข้บ่อยเหมือนแต่ก่อน ออกทะเลก็ไม่ล้าเหมือนอย่างทุกที หากทำขาย ต้องขายดีเหมือนลูกชิ้นปลาแน่” คุณยายเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ พี่น้องสามีที่ออกเรือหาปลาด้วยกันขอลองชิมไปหนึ่งถ้วย พวกเขารู้สึกว่าหูตาแจ่มใส ทำงานทั้งวันก็ไม่ล้า
ซูฉีไม่ใช่ไม่เคยคิด แต่แค่ลูกชิ้นปลาเธอก็ทำไม่ไหวแล้ว “คุณตากับคุณยายเลิกออกเรือ แล้วมาช่วยฉันทำของขายดีไหมคะ?”
คุณตากับคุณยายเซี่ยมองหน้ากัน ทั้งสองทำงานอยู่บนเรือมากกว่าบนบก “ตากับยายทำอาชีพนี้กันมาั้แ่เด็ก ไม่ง่ายถ้าจะเลิก”
ซูฉีตีหน้าเศร้า “ค่ะ ฉันเข้าใจ ฉันแค่คิดถึงคุณตากับคุณยาย ตอนนี้ชีวิตฉีฉีเหลือแค่คุณตากับคุณยายแล้ว เมื่อก่อนยังพอว่า แต่ตอนนี้ฉีฉียังมีลูกในท้อง ทะเลอันตรายแค่ไหน ทุกปีมีชาวบ้านเรือล่มเสียชีวิต หากหลานต้องเลี้ยงลูกคนเดียว… เกรงว่าเหลนของคุณตาคุณยายในท้องคงไม่ได้กินอิ่มนัก”
ชามซุปไก่ในมือคุณยายแทบร่วง หากเธอกับสามีเป็อะไรขึ้นมา หลานกับเหลนจะอยู่กันอย่างไร ต้องสวมเสื้อผ้าเก่าขาด นอนขดตัวหนาวบนฟูกเก่าที่มีแต่ฝุ่นอย่างนั้นหรือ!?
คุณยายตีแขนสามี “ตาเฒ่า! ฉันจะอยู่กับฉีฉี คุณออกเรือไปคนเดียวเถอะ!”
คุณตาอ้าปากอยากพูด แต่ก็พูดไม่ออก คราวก่อนออกเรือเจอพายุหนักเรือเกือบอับปาง เขากับภรรยาก็คิดว่าจะไม่ได้กลับมาหาหลานสาวอีก ทว่าพวกเขาเติบโตมากับน้ำเค็ม พอรอดตายมาได้ก็ลืม อีกทั้งการหาปลายังได้รับรายได้และอาหารที่ดีกว่าการทำเกษตร สองตายายจึงยังไม่อยากเลิกทำตอนนี้
คุณยายเซี่ยเปลี่ยนใจั้แ่ได้ยินหลานสาวพูดว่า เหลนอาจจะกินไม่อิ่มท้องแล้ว สามีตายไปก็ยังเหลือหล่อน หล่อนจะช่วยหลานสาวดูแลเหลนเอง!
เฒ่าเซี่ยปาดเหงื่อ เขาเองก็กลัวจะไม่ได้เห็นหน้าเหลน “ยังไงตาก็ต้องออกเรือกับพวกพี่ชายน้องชาย จะทิ้งทุกคนเลยทันทีไม่ได้”
“ฉันเข้าใจค่ะ คุณยายมาช่วยฉันแบบนี้ คุณตาจะงานหนักเกินไปหรือเปล่าคะ?”
คุณตากับคุณยายส่ายหน้าพร้อมกัน คุณตาตอบว่า “ถ้าออกเรือไกลๆ ตาจะพายายไปรวมกลุ่มกับพี่น้อง แต่ถ้า่ไหนปลาเยอะตากับยายจะเอาเรือเล็กของตัวเองออกไปหาปลาใกล้ๆ”
ต่อไปคุณตาต้องไปรวมกับญาติคนอื่นเพื่อหาปลา แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่ภรรยาคู่ชีวิตไม่ได้ออกทะเลไปหาปลาด้วยกัน แต่อีกใจหนึ่งก็โล่งอก ต่อให้เขาเป็อะไรก็ยังมียายเฒ่าคอยอยู่เป็เพื่อนเหลนกับหลาน
“ถ้าอย่างนั้นเราทำซุปไก่บำรุงร่างกายขายด้วยดีไหมคะ?” ซูฉีรู้สึกตื่นเต้นกับการค้าครั้งใหม่ แม้จะเป็เพียงร้านเล็กๆ ที่มีของขายเพียงไม่กี่อย่าง ทว่ามันทำเงินได้มหาศาลเมื่อเทียบกับแต้มค่าแรงที่ต้องออกหาปลา
คุณยายย่อมเออออกับหลานรัก ่บ่ายสองยายหลานบิดรถจนผมปลิวไปซื้อของมาทำซุปไก่บำรุงร่างกาย ชาวบ้านเห็นยายแก่เซี่ยบ้าตามหลานสาวก็ต่างพากันส่ายหน้า งานค้าขายจัดเป็งานชั้นต่ำ ต้องงอนง้อขอให้คนซื้อไม่ต่างจากขอทาน มีแต่คนพูดกันว่าสองเฒ่าเอาใจหลานสาวจนเสียคน ถูกสามีหย่าน่าอับอายจนเป็บ้าไปแล้ว
ซูฉีไม่มีเวลาไปแก้ข่าว ตอนนี้เธอต้องแคะกระปุกเงินที่อดีตสามีให้ไว้เพื่อไปซื้อวัตถุดิบราคาแพงมาต้มซุปไก่ ทั้งเก๋ากี้ รากบัว ถั่งเช่า เห็ดหลินจือ รังนก และกระเพาะปลา ราคาของที่ว่ามาเธอซื้อจากร้านยาของรัฐ หากซื้อโดยไม่ใช้คูปอง ราคาสูงถึงสี่พันหยวน!
คุณยายเซี่ยแทบล้มทั้งยืน ของแค่ไม่กี่อย่างราคาแพงเกือบครึ่งหมื่นหยวน
ซูฉีเองก็ใกับราคา เธอตัดสินใจซื้อมาเพียงหนึ่งส่วนสามเท่านั้น หากทำแล้วขายไม่ออกทุนเธอคงหายไปก้อนใหญ่
เธอและคุณยายช่วยกันทำลูกชิ้นปลาและซุปไก่ สองยายหลานทำงานกันไปคุยกันไปอย่างมีความสุข ส่วนคุณตานั้นต้องซ่อมแซมตาข่ายจับปลา แต่ก็พยายามพูดคุยกับสองยายหลาน
ตอนนี้ซูฉีพูดคุยคล่องแคล่วไม่ต่างจากคนยุคนี้แล้ว พอปรับตัวได้เธอก็กลายเป็คนพูดเก่งและอารมณ์ดี เป็เพราะอยู่ที่นี่ไม่ต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวเหมือนวังหลวง เธอจึงกลับมาสดใสเหมือนเด็ก ได้หาเงิน และเฝ้ารอการมาเกิดของเ้าตัวเล็ก
เช้าวันต่อมาซูฉีไปขายของเช่นเคย โดยวันนี้มีผู้ช่วยเป็คุณยายนั่งซ้อนท้ายไปด้วย วันนี้เหล่าคนงานที่มาซื้อลูกชิ้นปลาเห็นอาหารอีกชนิดที่ร้านหญิงท้องโตขาย พวกเขาสอบถาม พอรู้ว่าเป็ซุปไก่ก็ไม่ถามต่อแม้แต่ราคา แน่นอนว่ามันต้องแพง และคนงานเหล่านี้เลือกจะกินของให้อิ่มท้องมากกว่าของบำรุงร่างกาย
ซูฉีคาดคะเนเอาไว้คร่าวๆ แล้ว เธอขายซุปไก่ได้เพียงสองถ้วย ราคาถ้วยละหนึ่งหยวนเลยทีเดียว
หลังจากขายลูกชิ้นปลาหมด ซูฉีพาคุณยายขับรถมาแถวหมู่บ้านทหาร แถวนี้จะมีอดีตข้าราชการปลดประจำการ ไม่ก็ตระกูลทหารชั้นสูงของอำเภออยู่ที่นี่ คนแก่วัยชราจับกลุ่มกันเล่นไพ่นกกระจอกหน้าบ้าน บางคนรำไทเก๊กออกกำลังกาย เป้าหมายของซูฉีคือคนมีเงินที่ยังไม่อยากตาย พวกเขายอมจ่ายเงินเป็จำนวนมาก เพราะความหวังที่ว่าจะช่วยให้อ่อนเยาว์และยืดอายุ
เธอจอดรถก่อน ยังไม่พูด ไม่เรียกและไม่ะโใดใด เพราะการขายของนอกตลาดคูปองเป็สิ่งผิด เธอจอดรถไม่นาน คุณยายที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกคนหนึ่งเดินมาเลิกคิ้วเป็เชิงถาม
ซูฉีตอบเสียงไม่ดังมาก “ซุปไก่สกัดบำรุงร่างกายค่ะ”
คุณยายคนนั้นเดินมาเปิดหม้อดู พอเห็นซุปเข้มข้นและกลิ่นสมุนไพรหอมชวนให้ลิ้มลอง หล่อนสั่งทันทีว่า “จัดมาสิบชุด!”
ซูฉีและคุณยายเซี่ยช่วยกันตักมือเป็ระวิง คนแก่เหล่านี้ไม่แม้แต่จะถามราคาของด้วยซ้ำ ทหารในมณฑลกวางตุ้งบางคนปลดประจำการก็มาหาบ้านพักติดทะเลอาศัยอยู่ยามแก่ ที่นี่จึงมีตระกูลข้าราชการอยู่นับร้อยตระกูล
ซูฉีรู้จักที่แห่งนี้เพราะสหายที่ขายเต้าหู้บอกมา หมู่บ้านนี้คนแก่และคนมีเงินอยู่รวมกันเยอะ เต้าหู้เคี้ยวง่าย จึงเป็ของโปรดของคนที่นี่เช่นกัน
……………………………………………………
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMzIyMjc3Ijt9