“ปล่อยมือข้าก่อนได้หรือไม่เ้าตัวเล็ก” เฟยเจินเริ่มเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ถูกเ้าจิ้งจอกน้อยกัด ตอนนี้มันห้อยต่องแต่งไปมาอยู่ใกล้ๆ มือเฟยเจิน ฟันมันงับมือเธออยู่
“ข้าไม่ใช่เ้าตัวเล็ก” จิ้งจอกน้อยคลายฟันและะโลงมาจากมือเฟยเจิน แต่ตามันกลับจ้องไปที่ไก่ที่เสียบอยู่นั้นอย่างตะกละ
“จะ…เ้าพูดได้งั้นหรือ” เฟยเจินอ้าปากค้างด้วยความใ เพราะสัตว์ที่พูดได้นั้นมีแค่สัตว์อสูรมิใช่หรือ… แล้วเมื่อกี้ที่เกิดแสงสว่างวาบนั้นคืออะไรกัน… เธอเริ่มสับสนว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้น
“เ้าโง่งั้นหรือเ้ามนุษย์เด็ก” จิ้งจอกน้อยเอียงคอมองเฟยเจิน และหันไปมองไก่อีกรอบ
“ข้ามีชื่อว่า เฟยเจิน แล้วเ้าชื่ออะไรเ้าตัวเล็ก” เฟยเจินมิได้โมโหที่ถูกเ้าจิ้งจอกน้อยด่าว่าโง่งมเลย ตอนนี้เธออยากจะรู้อะไรบางอย่างมากกว่า
“ข้าไม่มีชื่อ แต่เ้าสามารถตั้งให้ข้าได้” จิ้งจอกน้อยเริ่มน้ำลายสอ เมื่อได้กลิ่นไก่อันหอมหวนลอยออกมาเรื่อยๆ
“เ้าอยากให้ข้าตั้งให้หรือ เพราะเหตุใด” เฟยเจินแกล้งถาม
“เ้าต้องโง่แน่ๆ ข้าใจดีจะบอกให้ก็แล้วกัน แต่…” เ้าตัวน้อยยกเท้าเล็กๆ ของมันชี้ไปที่ไก่
“ได้ ข้าตกลง” เฟยเจินรู้ตั้งนานแล้วว่าเ้าตัวเล็กนี้้าสิ่งใด น้ำลายสอขนาดนี้…
“เ้าทำพันธสัญญากับข้าแล้วอย่างไรเล่าเ้ามนุษย์ผู้โง่งม” จิ้งจอกน้อยรีบตะครุบไก่ตัวนั้นทันที และเขมือบไก่ทั้งตัวอย่างรวดเร็ว ไก่ตัวอวบอ้วนนั้นได้หายวับเข้าไปอยู่ในท้องน้อยๆ ของมันโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูก
“โอ้…” เฟยเจินไม่นึกเลยว่าตนนั้นจะโชคดีได้ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูร เพราะจากที่รู้ว่าสัตว์อสูรนั้นหายากเพียงใดก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่ามันมีประโยชน์อย่างแน่นอน เธอยังอ่านหนังสือในตู้ไม่ครบจึงไม่รู้มากเกี่ยวกับการทำพันธสัญญานี้ ในตอนนี้คงทำได้แต่ถามเ้าตัวเล็กไปก่อน
“ก่อนอื่นเ้าเลิกเรียกข้าว่า มนุษย์โง่งมได้หรือไม่ ข้ามีชื่อว่า เฟยเจิน…”
“อืม ข้าจะลองคิดดู เ้าตั้งชื่อให้ข้าเถอะ” เ้าจิ้งจอกน้อยนั้นอยากมีชื่อมานานแล้ว เพราะมันเป็ผู้เดียวที่ไม่มีชื่อเหมือนใครเขา พอมันเกิดก็อยู่ตัวเดียวแล้ว ไม่มีแม้กระทั่งพ่อแม่ดูแล จนกระทั่งตะลอนมาถึงที่แห่งนี้และได้กลิ่นไก่อันหอมหวน
“เสี่ยวฮว่า… เป็อย่างไร” เฟยเจินตั้งชื่อจากสิ่งที่เธอเห็น เพราะขนมันเป็สีแดงเพลิง เธอเลยนึกถึง เพลิงไฟ สีแดงอันร้อนแรง และตัวมันเล็กน่ารักน่าชัง ทั้งหมดเลยกลายเป็ เ้าไฟน้อย หรือ เสี่ยวฮวานั่นเอง
“อ๊ะ พี่ใหญ่และน้องเล็ก…” เฟยเจินลืมสองคนนั้นไปเสียสนิท เพราะหากเธอไม่กำหนดจิตให้สองคนนั้นออกมา พี่ใหญ่และน้องเล็กก็ไม่สามารถที่จะออกมาได้ จนกว่าเธอจะยินยอม คิดได้ดังนั้น เฟยเจินรีบกำหนดจิตเรียกพี่ใหญ่และน้องเล็กออกมานอกมิติทันที
“เหตุใดจึงช้าเช่นนี้น้องรอง พวกข้ารอออกมานานแล้ว แล้วนั่นตัวอะไร…” เฟยเทียนและเฟยิปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันข้างๆ เฟยเจิน ก่อนที่เฟยเทียนจะพูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“พอดีเกิดเื่อะไรขึ้นเล็กน้อยเ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าจึงเรียกตัวพวกท่านออกมาช้าไป” จะให้เฟยเจินพูดความจริงได้อย่างไรว่าเธอนั้นได้ลืมสองพี่น้องไปเสียแล้ว
“นั่นคือตัวอะไรหรือขอรับพี่รอง มันน่ารักมากเลยขอรับ ข้าอยากลองจับ” เฟยิจ้องมองเสี่ยวฮว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มันมีชื่อว่า เสี่ยวฮว่า น่ะ เป็สัตว์อสูรของข้าเมื่อไม่นานนี้” เ้าจิ้งจอกน้อยนั่งลูบท้องตัวเองด้วยความอิ่มอยู่บนพื้น เธอจึงอดไม่ได้ที่จะอุ้มมันขึ้นมา ขนมันช่างนุ่มลื่น ตัวเล็กและน้ำหนักเบาหวิว
“สะ…สัตว์อสูรหรือ” เฟยเทียนกลืนน้ำลายเบาๆ
“เ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าอยู่ๆ ทำพันธสัญญากับมันได้อย่างไร…” เฟยเจินลูบขนเ้าเสี่ยวฮว่าเบาๆ
“เพราะเืของเ้าอย่างไรเล่าเ้ามนุษย์งะ…” เสี่ยวฮว่านึกขึ้นได้ว่าเ้านายของมันไม่้าให้เรียกว่า มนุษย์โง่งม มันเลยหยุดชะงักไปก่อนที่จะพูดขึ้นมาใหม่อีกรอบ
“ข้าหมายถึง เพราะเืของเ้าอย่างไรเล่า เฟยเจิน”
“อืม มันน่าจะเป็ความโชคดีในอุบัติเหตุน่ะเ้าค่ะพี่ใหญ่” เฟยเจินเอียงคอครุ่นคิดถึงความน่าจะเป็
“ข้าขอลองจับได้หรือไม่ขอรับพี่รอง” เฟยิกระพริบตาถี่ๆ อย่างอ้อนวอน
“ให้เสี่ยวฮว่าตัดสินใจเถอะน้องเล็ก ข้าไม่อยากจะควบคุมมักนัก” เฟยเจินตอบไปตามที่ใจคิด เห็นดังนั้นเฟยิเลยทำหน้าอ้อนวอนให้เ้าเสี่ยวฮว่าที่อยู่ในอ้อมกอดเฟยเจิน ในตอนแรกเ้าจิ้งจอกน้อยทำท่าขู่น้องเล็ก แต่สุดท้ายมันก็ทนสายตาอ้อนวอนของเด็กน้อยไม่ไหว เลยยอมอดทนถูกอุ้มไปก่อน เพราะถึงยังไงก็เป็พี่น้องของเ้านายมัน
“ขนมันนุ่มลื่นสวยงามมากเลยขอรับ” เฟยิลูบขนเ้าเสี่ยวฮวาไปมาเบาๆ ไม่นานนักเสียงท้องร้องของเฟยิก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของพี่ใหญ่ และเฟยเจินตามลำดับ เหมือนกำลังแข่งกันร้องอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าหิวแล้วขอรับพี่รอง พี่ใหญ่บอกว่าท่านทำไก่ย่างยัดไส้สมุนไพร มันอยู่ไหนหรือขอรับ” เฟยิมองไปมาเพื่อหาว่าไก่ย่างอยู่ที่ใด เ้าเสี่ยวฮว่าเลยช่วยตอบโดยการสะกิดเฟยิและชี้ไปที่ท้องป่องๆ ของมัน
“…” พี่ใหญ่และเฟยิมองหน้ากันและเงียบไปขณะหนึ่ง แต่เสียงท้องที่ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ ของพวกเขา กลับทำลายความเงียบนี้
“เดี๋ยวข้ารีบทำให้ใหม่นะเ้าคะพี่ใหญ่ น้องเล็ก เรายังเหลือไก่อีกตัวอยู่ในมิติ” เฟยเจินเข้าไปในมิติเพื่อดูว่าเ้าไก่ตื่นหรือยัง เธอจะได้จัดการมันในนี้ น้องเล็กจะได้ไม่ต้องเห็นฉากฆาตกรรมไก่
“โอ้ เ้าออกไข่ได้มากเพียงนี้” เฟยเจินมองไปที่ไข่สามฟองที่ไก่ป่าตัวเมียนั้นได้เบ่งออกมา เธอสังเกตว่าเมื่อมันเข้ามาอยู่ในมิติแล้วมันดูมีความสุขเป็อย่างมาก เธอจึงไม่้านำเ้าไก่ตัวนี้ไปทำอาหาร และเลือกที่จะนำไข่สามฟองออกจากมิติไปแทน
“ข้าคิดว่าไก่ตัวนั้นมันมีประโยชน์นะเ้าคะพี่ใหญ่ มันออกไข่มาตั้ง สามฟองในเวลาไม่นาน ข้าจึงอยากเก็บมันไว้ออกไข่จะดีกว่า” เฟยเจินเม้มปากเล็กน้อยหลังกล่าวกับพี่ใหญ่
“อืม ข้าก็คิดว่าควรเลี้ยงมันไปก่อน” เฟยเทียนเหลือบตามองน้องเล็กที่ทำหน้าเศร้า
“ข้า… ก็คิดเช่นนั้นขอรับ” แม้ในใจเฟยิจะอยากกินไก่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้พี่ใหญ่และพี่รองของตน
“เ้าคิดอย่างไรก็พูดออกมาเถอะน้องเล็ก ความอยากไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป หากเก็บไว้ในใจมากๆ เ้าจะรู้สึกไม่ดีได้” เฟยเจินพูดพลางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ในอดีต่เวลาที่เธอเป็ส่วนหนึ่งขององค์กรนั้น เธอไม่สามารถออกความคิดเห็นใดๆ ได้เลย ได้แต่เพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพียงเท่านั้น เธอจึงเข้าใจว่ามันรู้สึกอัดอั้นเพียงใด เหมือนคนที่กำลังกลั้นหายใจต่อไปเรื่อยๆ
“ขอรับ… ข้าอยากกินไก่ ฮือ” เด็กน้อยเม้มปาก เช็ดน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู เฟยินั้นก็เป็เพียงแค่เด็ก 5 ปีเท่านั้น เขาสามารถรู้ความเพียงนี้ก็ดีเท่าใดแล้ว ถ้าเป็เด็กคนอื่นๆ คงจะร้องไห้งอแงั้แ่แรกแล้วเป็แน่
“เด็กดี ตอนนี้กินซุปไข่ผักป่าไปก่อนได้หรือไม่ เดี๋ยวยามโหย่ว (17.00-18.59น.) วันนี้จะมีงานเลี้ยงเนื้อสัตว์ต้อนรับเสี่ยวฮว่า”
“ขอรับ ข้าจะช่วยล่าสัตว์ด้วย!” น้ำตาเด็กน้อยเหือดแห้งหายไป แทนที่ด้วยความดีใจและชูกำปั้นขึ้นมาสองมือพร้อมทำท่ามุ่งมั่น
สักพักเมื่อเฟยเจินต้มซุปไข่ผักป่าเสร็จ สามพี่น้องก็นั่งล้อมวงกันโดยมีเ้าจิ้งจอกน้อยนั่งมองอยู่ด้านข้าง แม้น้ำลายจะสอ แต่ตอนนี้มันไม่คิดจะแย่งเ้านายมันเพราะมันได้อิ่มจนพุงป่องแล้ว ส่วนาแที่มือเฟยเจินนั้นก็ได้พี่ใหญ่ใช้ผ้าสะอาดที่เขาพกมาช่วยพันไว้ให้ เฟยเจินคิดว่าเธอจะเข้าไปในมิติในภายหลังเพื่อหาสมุนไพรมารักษาแต่พวกพี่ใหญ่ยืนกรานให้เธอเข้าไปรักษาเลย เพราะเหตุนี้ สามพี่น้องเลยมาโผล่ในมิติอีกครั้งพร้อมเ้าจิ้งจอกน้อย ซึ่งพอทำพันธสัญญากับจิ้งจอกน้อยแล้ว มันก็สามารถเข้าออกมิติเฟยเจินได้ตามใจชอบ เพราะจิติญญาได้เชื่อมต่อกันแล้วนั่นเอง
บัดนี้เฟยเจินกำลังศึกษาข้อมูลในหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรที่วางอยู่บนตู้มากมาย มันจะมีเล่มพิเศษที่จะแยกชนิดสมุนไพรที่ปรากฏในมิติออกมาต่างหากอีกด้วย เธอเลยใช้เวลาไม่นานนักก็ได้รู้ว่าสมุนไพรตัวไหนในมิติมีสรรพคุณอย่างไร พืชบางชนิดที่เธออ่านเจอนั้น ในโลกก่อนของเธอไม่เคยปรากฏด้วยซ้ำไป หลังจากนั้นสามพี่น้องก็เดินเข้าป่าเขียวชอุ่มไปดูสมุนไพรด้วยกัน กลิ่นป่าไม้อันสดชื่น ความหอมหวานของแมกไม้นานาพันธุ์ สายลมพัดผ่านกลิ่นสมุนไพรเบาบาง ป่าในมิติแห่งนี้ได้ถูกหล่อหลอมด้วยกันได้อย่างลงตัว
“ข้าไม่เคยเห็นพืชชนิดนี้มาก่อนเลยน้องรอง มันสวยงามยิ่งนัก” เมื่อเดินเข้ามาภายในป่า เฟยเจินก็ได้เดินนำสองพี่น้องมายังจุดที่กำเนิดพืชสีฟ้าอันงดงามตระการตา
“มันมีชื่อเรียกว่า ‘ต้นหางฟ้า’ เ้าค่ะ เป็สมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็ไม้ประดับได้ และมีสรรพคุณพิเศษในเื่การรักษาาแ การห้ามเื รอยแผลเป็ และยังช่วยในเื่การฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นหรือผิวไหม้เกรียมจากแสงแดด” เฟยเจินคิดว่าต้นหางฟ้านี้มีรูปร่างและสรรพคุณคล้ายว่านหางจระเข้ในโลกก่อนของเธอ มันมีใบหนาและรูปร่างเรียวยาว ปลายใบแหลม แผ่นใบสีฟ้าใสบริสุทธิ์ ใบจะอุ้มน้ำได้ดี ภายในมีวุ้นและเมือกสีใส แต่ต้นหางฟ้านี้มีความสวยงามยิ่งกว่านัก เพราะมันมีสีฟ้าบริสุทธิ์และมีแสงแวววาวสีฟ้าอ่อนๆ ถูกปล่อยออกมาบางเบารอบๆ แต่ละใบ
“ดี เ้ารีบนำมันมารักษามือเ้าเร็วน้องรอง” เขากลัวว่ามือน้องสาวของเขาจะมีรอยแผลเป็ จึงกังวลเป็พิเศษ ผู้หญิงมิใช่รักสวยรักงามกันหรอกหรือ เขาอดเป็ห่วงแทนมิได้
“น้องเล็กอยากมาช่วยข้าสกัดวุ้นของมันหรือไม่” เฟยเจินหันไปขยิบตาให้น้องเล็กเฟยิ
“อยากขอรับ!” เฟยิวิ่งวนรอบพี่สาวตนด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่ ช่วยข้าทำกระปุกเล็กๆ จากกระบอกไม้ไผ่ได้หรือไม่เ้าคะ หลังจากข้ากับน้องเล็กสกัดวุ้นออกมาแล้วจะนำไปใส่เพื่อง่ายต่อการใช้งานและพกติดตัวเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวฮว่าช่วยนำทางไปป่าไผ่นะเ้าคะ” เฟยเจินทำท่าวัดขนาดมือที่เธอ้าให้พี่ใหญ่ดู ก่อนจะขอให้เ้าเสี่ยวฮว่าช่วยนำทางพี่ใหญ่ไปป่าไผ่ที่อยู่ลึกเข้าไปอีกนิด
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าขอไปตัดกระบอกไม้ไผ่ก่อน แล้วจะมารวมตัวทีหลัง” เฟยเทียนมุ่งหน้าเดินลึกเข้าไปโดยมีเ้าจิ้งจอกน้อยขนแดงเดินนำทาง เหตุที่เฟยเจินขอให้เ้าตัวน้อยนำทางนั้นเพราะเธอได้ให้มันเข้ามาสำรวจทั่วมิติดูแล้วและให้จดจำว่าอะไรอยู่ตรงไหนเพื่อประหยัดเวลาในการหา