“บิดาก่อนหน้านี้ยังห่วงว่าจะเกิดเรื่องกับพวกเจ้า ดังนั้นก่อนออกเดินทางจึงหาคนสะกดรอยตามพวกเจ้าไว้ หากไม่ใช่เพราะบิดามองการณ์ไกล วันนี้เจ้าคงตายอยู่ที่นั่นแล้วรู้หรือไม่?”
จ้าวจือชิงล้วงยาทาแผลออกมาจากนั้นจึงถลกเสื้อของลั่วจิ่งซีขึ้น ก่อนจะทายาให้เขาโดยไม่ลังเล
“โอ๊ย เจ็บๆ …เจ็บนะ!”
“เจ็บก็ต้องทน หากให้ชีเหนียงรู้ว่าเจ้าทำตัวเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะเจ็บปวดใจมากแค่ไหน!”
เฉียงจื่อเห็นดังนั้นก็รีบทายาให้ตนเองเงียบๆเขาไม่คู่ควรให้ลูกพี่ใหญ่จ้าวทายาให้กับมือแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่อยากรับการปฏิบัติเช่นนั้นด้วย
ลั่วจิ่งเฉินที่รู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามก่อนหน้านี้นั้นทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองมิน่าเขาถึงไม่รู้สึกถึงความคิดมุ่งร้าย
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าห่วงว่าเรื่องของค่ายโจรเลี่ยหยางจะถูกเปิดโปงเดิมทีเรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดขึ้นต่อไปพวกเจ้าสองพี่น้องอย่าได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก” จ้าวจือชิงทายาให้ลั่วจิ่งซีและเตือนสองพี่น้องไปพลาง “อย่างพวกเจ้าสองคน หากคนกลุ่มนั้นอยากฆ่าพวกเจ้าจริง พวกเจ้าคงต้านไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“โดยเฉพาะเจ้า กล้าหาญเกินตัว หากไม่ใช่เพราะพวกเขามีแผนการใหญ่เกรงว่าเจ้าคงถูกจับทรมานไปนานแล้ว ยังมีโอกาสนั่งอยู่ตรงนี้ได้อีกหรือ?”
“ท่านลุงจ้าว ท่านลุงจ้าว! ข้าสำนึกผิดแล้วสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว ครั้งนี้ข้าก็แค่สงสัยใคร่รู้จึงไปเจอกับพวกเขาข้าไม่ได้ตั้งใจนะ!”
ลั่วจิ่งซีร้องโอดครวญสำนึกผิดจากนั้นก็นึกถึงข่าวที่ตนได้มาช่วงที่ถูกจับ
“พี่ใหญ่ ช่วงนี้มีคนแปลกหน้ามาหาท่านหรือไม่?”
ลั่วจิ่งเฉินส่ายหน้า “เหตุใดจึงถามเช่นนี้?”
“ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าใต้เท้าเจ้ากรมสำนักศึกษาหลวงสืบข่าวของท่านไปทั่วบอกว่าต้องการดูแลคนบ้านเกิดเดียวกัน ข้าว่าคงมีแผนการชั่วช้าซ่อนอยู่แน่” ลั่วจิ่งซีไม่ได้บอกกับเขาว่าคือจี้ฉงเหวินเขารู้ว่าพี่ชายเกลียดแค้นจี้ฉงเหวินขนาดไหน กลัวว่าพูดออกไปแล้วจะทำให้พี่ชายอารมณ์ไม่ดี
“เจ้าหมายถึงจี้ฉงเหวินสินะ” ลั่วจิ่งเฉินช่วยเขาพูดคำที่ซ่อนเร้นไว้ออกมา “เรื่องที่เขาคือเจ้ากรมสำนักศึกษาหลวง ข้ารู้มานานแล้ว จะอย่างไรเล่า? เขากล้ากำจัดอันดับรายชื่อของข้าที่ได้มาอย่างยากลำบากหรือ? หรือว่าเขากล้าก้าวออกมาถามข้าซึ่งหน้าว่า เหตุใดข้าจึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่?”
“ฮึ เขาไม่กล้าด้วยซ้ำ เขาไม่มีความกล้านั้น อาซีเจ้าจงจำไว้ว่าเราต่างหากคือคนที่ถูกทำร้าย พวกเรามีอะไรต้องหวาดกลัวคนที่ควรกลัวคือเขา เทียบกับที่เราไม่อยากเจอเขาแล้ว เป็นเขาต่างหากที่ไม่อยากเจอเรามากยิ่งกว่า!”
ความมั่งคั่งร่ำรวยที่เขาได้มาอย่างยากลำบากหากถูกคนรู้เข้าว่าเจ้ากรมสำนักศึกษาหลวงที่เพียบพร้อมทำเรื่องชั่วช้าอย่างการทอดทิ้งภรรยาและลูกคาดว่าคงทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเสียอีก!
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรนะ?”
“ข้าจะเป็นอะไรได้ เจ้าต่างหาก หากถูกท่านแม่รู้เข้ารู้หรือยังว่าจะอธิบายอย่างไร?”
“ฮ่าๆ ข้าคิดไว้นานแล้ว ถึงเวลาข้าจะบอกว่าประลองกับท่านลุงจ้าวแล้วไม่ทันระวังตัวจนได้แผลมาท่านแม่เอ็นดูข้า จะต้องกล่าวโทษท่านลุงจ้าวว่าทำเกินเหตุ ทำใจตำหนิข้าไม่ได้แน่!”
ลั่วจิ่งซีพูดแผนการของตนเองอย่างภาคภูมิใจแต่กลับลืมว่าคนที่ถูกเขาใส่ร้ายยังนั่งอยู่ข้างเขาในตอนนี้
“เอ่อ ท่านลุงจ้าว ท่านลุงจ้าว ท่านฟังข้าอธิบายก่อน! ท่านฟังข้าอธิบาย อะ...”
จ้าวจือชิงปรายตามองสองพี่น้องแล้วเดินจากไปพร้อมยาทาแผล โดยไม่เปิดโอกาสจิ่งซีได้อธิบาย
ลั่วจิ่งเฉินมองดูน้องชายกับจ้าวจือชิงที่คลุกคลีใกล้ชิดกันไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักจะรู้สึกว่าเวลาสองคนนี้อยู่ด้วยกันมันดูคุ้นเคยกันดีเกินไป มีบางครั้งที่เขารู้สึกว่าท่าทีของจ้าวจือชิงที่มีต่อลั่วจิ่งซีนั้นเหมือนกับพ่อปฏิบัติกับลูกชายก็ไม่ปานไม่ว่าจะวิธีเลี้ยงดูหรือการชี้แนะ ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกผิดปกติ ยิ่งไปกว่านั้นคือความระแวง
……
เช้าวันถัดมาเฝิงเจิ้งชูถือเบ็ดตกปลาออกจากบ้าน ระหว่างทางเขายังแกล้งพิรี้พิไรและคอยถามเสี่ยวเอ้อร์
“เป็นอย่างไร มาหรือยัง?”
เสี่ยวเอ้อร์จำไม่ได้ว่าตอบไปเป็นครั้งที่เท่าใดแล้วและก่อนจะหันไปมอง “นายท่าน ยังไม่มาจริงๆ ขอรับ”
“เหตุใดจึงยังไม่มา? เจ้าแก่นี่คงไม่ได้ลืมหรอกนะ?”
“นายท่าน บางทีเวยหวู่โหวอาจจะติดพันเรื่องบางอย่างอยู่ก็เป็นได้นะขอรับ?”
เฝิงเจิ้งชูหยุดฝีเท้ามือที่ถือเบ็ดตกปลาสั่นระริก “ไม่ได้! ถึงมีเรื่องที่ติดพัน อย่างไรวันนี้เขาก็ต้องมา!”
เมื่อวานลั่วจิ่งเฉินส่งสาส์นมาบอกว่าขอเพียงเขามา จะต้องมีหนทางทำให้เขาตกปลาได้ต่อหน้าต่อตาเวยหวู่โหวเพื่อเป็นการตบหน้าเวินจ้าน เมื่อคืนเขาดีใจจนนอนไม่หลับทั้งคืนรอเพียงวันนี้จะได้ทวงคืนศักดิ์ศรีต่อหน้าเวินจ้าน
แต่พอตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่มาเขาจึงร้อนใจขึ้นมา
......
เวินจ้านที่มีเรื่องติดพันอยู่จริงๆสิ่งนั้นก็คือ ฉินอี๋ ภรรยาของเขา พอได้ยินว่าเขาจะไปบ้านถนนทิศใต้ก็รั้นจะไปด้วยให้ได้เพียงแต่ครั้งนี้เขามีงานสำคัญต้องไปทำ แล้วจะพาภรรยาไปด้วยได้อย่างไร
“ฮูหยินแสนดีของข้า มิใช่ว่าข้าไม่ยินดีพาเจ้าไปด้วยแต่นี่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ พาเจ้าไปไม่สะดวก!”
“ไม่สะดวกได้อย่างไร ท่านบอกว่าอยากไปแบบธรรมชาติ ไม่ให้คนรู้มิใช่หรือ ท่านพาข้าไปด้วยพวกเขาจะคิดว่าท่านไปทำงานสำคัญได้อย่างไร” ฉินอี๋ขวางประตูไว้ไม่ยอมเปิดทาง “หากท่านไม่พาข้าไปด้วย เช่นนั้นข้าก็จะแอบไปเองหากถึงเวลาข้าไปปรากฏตัวหรือเจอกับเฝิงเจิ้งชูคงเลี่ยงไม่ได้ต้องคุยกับเขาสักหน่อย…”
เมื่อได้ยินฉินอี๋พูดถึงเฝิงเจิ้งชูเวินจ้านก็ไม่ยอมทันที
“เจ้าอยู่ดีๆ จะไปคุยอะไรกับเขาทำไม! นิสัยดื้อด้านเอาแต่ใจตอนนี้ก็มีแต่รอยย่นเต็มหน้า ไหนเลยจะน่าเกรงขามเท่าข้า หากเจ้าอยากคุยก็คุยกับข้า!”
“แต่ท่านโหวมักจะบอกว่ามีงานยุ่ง ข้าจะมีโอกาสคุยกับท่านได้อย่างไรแค่จะให้ท่านพาข้าออกไปด้วยยังยากเย็นเช่นนี้…” ฉินอี๋พูดและเลิกขวางทาง “ถึงอย่างไรงานประมูลในวัง ท่านก็ไม่ให้ข้าไป ข้าอยากออกไปข้างนอกท่านก็ไม่ยอม ในเมื่อท่านอยากให้ข้าอยู่บ้านเช่นนั้นก็ให้ข้าอยู่ในบ้านจนขึ้นราไปเลย”
เวินจ้านฟังนางพูดเช่นนี้ก็มีรู้สึกไม่ดีทันทีหลายปีมานี้ สุขภาพของฉินอี๋ไม่ดีนัก เวินจ้านจึงไม่อนุญาตให้นางไปไหนเพราะกลัวนางจะเป็นอะไรไป พอลองคิดอย่างละเอียดก็พบว่าฉินอี๋ไม่ได้ออกจากบ้านนานแล้วมิน่านางถึงอยากออกไปข้างนอกด้วย
“ตกลง ในเมื่อเจ้าอยากไป ข้าพาเจ้าไปก็ได้ไยเจ้าต้องพูดอะไรให้ข้ารู้สึกแย่” เสียงของเวินจ้านอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัวหลายปีมานี้ ฮูหยินคอยสนับสนุนข้างกายเขาอย่างเงียบๆ มาโดยตลอดแม้ว่าเซวียนอี้เสียชีวิต นางเองก็ไม่เคยตัดพ้อแม้แต่น้อยหากแค่เรื่องพานางออกจากบ้านแค่นี้ เขายังทำไม่ได้การปกป้องแผ่นดินคงไม่ต้องพูดถึง
“พาข้าไปด้วย จะไม่ทำให้ท่านโหวเสียงานหรือ?”
“โถ ฮูหยินของข้า เหตุใดจึงต้องใช้สรรพนามทางการเช่นนี้ ไม่เสียงานหรอกน่า! วันนี้ก็แค่ไปเจอเจ้าแก่เฝิงเจิ้งชู” ขณะพูดถึงเฝิงเจิ้งชูเวินจ้านก็กำชับนางอย่างดี “อีกเดี๋ยวหากเจอเขาเจ้าต้องห้ามพูดกับเขามากเกินไป มองก็ไม่ได้”
เมื่อเห็นเขาหึงหวงใหญ่โตเช่นนี้ฉินอี๋จึงอมยิ้มเบาๆ “แก่จนปูนนี้แล้ว ไฉนยังทำตัวเหมือนเด็กคนเขามีหลานชายหลานสาวแล้ว ท่านยังจะกลัวอะไรอีก”
เวินจ้านรู้ว่านางรับปากแล้วทั้งสองจึงพากันออกจากบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
คนที่สอดแนมอยู่ด้านนอกเมื่อเห็นเวินจ้านพาภรรยาออกจากบ้านจึงจับทางไม่ถูกว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่
รอจนพวกเขาเจอกับเฝิงเจิ้งชูระหว่างทางทั้งสองพูดกันเพียงไม่กี่คำก็แทบจะทะเลาะกันอีกตามเคย
-----