“เมี๊ยวๆๆ… คุณหนู ท่านดูนั่นสิ “ เฝิงหราน ชี้นิ้วไปทางพุ่มไม้ให้นายหญิงของนางดู พลางร้องเหมียวๆเรียกสิ่งมีชีวิตตัวผอมที่มีขนสีหม่นกระดำกระด่าง
“เอ๋.. ทำไมข้าไม่เคยเจอแมวตัวนี้มาก่อนนะ” กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นก่อนวางพู่กันในมือแล้วมองตรงไปตามนิ้วเรียวนั่นสายตาก็ไพล่ไปเห็นแมวผอมโซขนเป็สังกะตังตัวหนึ่งอยู่จริงๆ
ตอนที่มันเห็นเด็กสาวทั้งสองมันก็รีบวิ่งตรงมายังเบื้องหน้า แม้ไม่ว่องไวผิดวิสัยแมว แต่เสียงร้องเหมียวๆนั่นก็บ่งบอกอารมณ์ของเ้าแมวขาวสีหม่นตัวนี้ได้เป็อย่างดี กระนั้นสิ่งที่สะดุดตาของนางมากกว่าคือที่คอของมันมีจี้หยกสีเขียวคุ้นตาอยู่ชิ้นหนึ่ง แม้จะเปรอะเปื้อนขมุกขมัวไปหมดแต่นางก็มองเห็นได้ในทันที เพราะทั้งลักษณะรูปร่าง และสีเขียวที่โผล่ออกมาจากรอยเปื้อนนั้นแทบจะเป็แบบเดียวกันกับที่นางแขวนอยู่ที่คอแตกต่างกันเฉพาะเพียงแค่สีเท่านั้นเพราะของนางเป็สีขาว
กู้เซียนเซียนหรี่ตาเพ่งมองไปที่คอแมวก่อนที่เ้าแมวผอมจะวิ่งโยกเยกจนมาหยุดที่เบื้องหน้านางแล้วใช้ขาหน้าตะกายไปที่กระโปรงส่งเสียงร้องเหมียวๆอยู่ตลอดเวลา เด็กสาวจึงค่อยๆช้อนตัวแมวขึ้นมาอย่างอ่อนโยนนัยตามีน้ำใสๆเอ่อคลอ ก่อนยิ้มกว้างจนลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลงทั้งสองข้าง “ เซียวเหม่า … ใช่เ้าจริงๆด้วย เป็เ้าจริงๆด้วย “สองแขนเรียวโอบกอดเ้าแมวเหมียวแน่นขึ้นก่อนก้มหน้าลงคลอเคลียอยู่บนหัวสกปรกของมัน
“คุณหนูเป็เซียวเหม่าจริงๆด้วย ตายแล้ว..เหตุใดจึงผอมโซเช่นนี้ แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ” เฝิงหรานอุทานอย่างประหลาดใจออกมาเป็ชุดๆแต่ก็เป็เพียงคำถามที่ไม่้าคำตอบ แม้จะพยายามหันไปมองรอบๆก็ไม่เห็นว่าจะมีคนจากตระกูลกู้มาเยี่ยมคุณหนูของนางเื่ความใจร้ายใจดำของคนในตระกูลที่ไม่คิดกระทั่งส่งข่าวหรือขึ้นมาเยี่ยมคุณหนูตลอดหลายปีมานี้เฝิงหรานเองก็หมดใจจะไปรอคอยแล้ว นับประสาอะไรกับเด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้านั่นใน่ปีแรกๆก็คอยแต่ถามข่าวคราวของคนทางบ้าน เฝ้าหวังว่าจะมีเกี้ยวมารับกลับจวนจวบจนบัดนี้จะสี่ปีแล้ว ยังไม่เห็นกระทั่งเงาของบ่าวในครอบครัว
นางหันไปมองเ้านายคุณหนูเองก็ดูไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดเื่นี้ เพียงยังคงโอบกอดแมวไว้แนบอก หยอกล้อพูดคุยกับมันประหนึ่งว่ามันพังเข้าใจแม้เด็กสาวจะถามคำถามแมว เช่นเดียวกับที่เฝิงหรานถามเมื่อซักครู่ ดูจากตอนนี้แล้วคงเป็เพียงแค่การหาเื่พูดคุยกันกับเซียวเหม่าไปเรื่อยเจื้อยเท่านั้นไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนในบ้านพามันมาหานางเช่นเดียวกัน
“ข้าคิดถึงเ้ามาก มาสิ ไปหาอะไรกินนะ “ กู้เซียนเซียนพูดพลางพาเ้าเซียวเหม่าเดินอ้อมอาคารหอสวดมนต์ไปทางด้านโรงครัวทันที
เฝิงหรานเห็นดังนั้นจึงได้รีบวิ่งไปรวบกระดาษบทสวดมนต์ที่กู้เซียนเซียนคัดอยู่เมื่อครู่เก็บทุกอย่างใส่ตะกร้า แล้วรีบวิ่งตามคุณหนูของนางไปทันที
หลังเสียงเจื้อยแจ้วเงียบลงที่ด้านข้างสวนป่าบริเวณนั้น ขายาวๆคู่หนึ่งก้าวออกมาจากหลังต้นไม้เซียวหลงมองตามสองนายบ่าวที่เดินหายไปทางด้านข้างด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์
เขาไปเจอเ้าแมวหิวโซตัวนี้เดินวนเวียนอยู่ชายป่าก่อนทางขึ้นเขานี่เองหากไม่ใช่เพราะเห็นจี้หยกสีเขียวคุ้นตานั่นเ้าแมวตัวนี้ก็คงจะยังอยู่ที่เชิงเขาต่อไปเขาหยิบมันขึ้นมาปล่อยใกล้ๆกับที่กู้เซียนเซียนนั่งคัดลอกตำราอยู่หากมันเป็แมวของนางจริงๆ บางทีนางจะได้มีเพื่อนคลายเหงาได้บ้างหลังจากที่เขาอาจจะไม่ได้มาหานางอีกตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ไม่มีความจำเป็ต้องประวิงเวลาต่อไป
เซียวหลงยังคงยืนกอดอกเอนลำตัวพิงอยู่กับต้นไม้ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนพลิกตัวหันหลังเดินหายไปตามทางที่เขามาโดยไม่ได้ปรากฏตัวให้ลูกศิษย์ตัวน้อยได้เห็น
งานศพของกู้ฮูหยินจัดขึ้นภายในจวนอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศภายในตระกูลกู้นับได้ว่าวังเวงหดหู่อย่างไรที่ผ่านมากู้อวี้ก็นับว่าเป็ฮูหยินของประมุขฝ่ายในมานานนับสิบปี เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกระทั่งกู้หยุนบุตรชายเองก็ตั้งรับไม่ติด เขาเพียงไม่ได้กลับบ้านมาแค่สามวัน เหตุการณ์กลับพลิกผันไปถึงเพียงนี้ตอนที่ทราบข่าวว่ามารดาจากไปนั้น ก็เป็บิดาให้คนส่งข่าวมาบอกที่กรมอากรสถานที่ทำงานของเขาแม้ตอนนี้ภายในใจของกู้หยุนอาจจะไม่ได้รู้สึกเสียใจมากนัก นั่นเพราะส่วนหนึ่งนางมิใช่มารดาแท้ๆของเขา ถึงแม้นางจะเลี้ยงดูเด็กๆตระกูลกู้มาตลอดก็ตาม อย่างไรเขาก็เป็บุตรชายจึงมี่เวลาที่ผูกพันกันสั้นมาก
อีกประการหนึ่งนั่นเพราะมีเงื่อนงำบางอย่างที่เขาสงสัยและไม่กระจ่างแจ้งในเจตนาของบิดา เหตุใดมารดาแท้ๆของน้องสี่เสียชีวิตบิดากลับไม่เรียกนางมาร่วมส่งศพ กระทั่งส่งข่าวไปบอกยังไม่มี กลับยังยับยั้งคนอื่นๆในตระกูลไม่ให้ไปหานางด้วย ที่ผ่านมาบิดาและมารดาห้ามมิให้เขาและน้องสาวทั้งสองขึ้นไปหากู้เซียนเซียนอยู่แล้วหากแต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ขนาดมารดาเพิ่งเสียชีวิตลง บิดายังคงยืนกรานคำสั่งเดิมอยู่อีกนี่มิใช่จะเป็การทำให้น้องสี่เป็คนอกตัญญูไปหรอกหรือ ระหว่างพวกเขาสามคนมีปัญหาอะไรกันแน่แล้วการตายอย่างกะทันหันของมารดามีเื้ัหรือไม่ กู้หยุนฉุกคิดเื่นี้ขึ้นมาตลอดจนแทบไม่มีเวลาโศกเศร้า
ประดุจดั่งมีม่านหมอกควันดำปกคลุมอยู่ตลอดเวลากู้เซียวหลางเองก็ไม่เชิญแขกจากภายนอก โดยให้เหตุผลว่าฮูหยินเสียชีวิตจากโรคติดต่อและเขาเองก็อาจจะติดโรคแล้วเช่นกัน การจัดงานศพให้นางจึงมีเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น
กู้หยุนมองไปที่ร่างซูบผอมและโคนผมที่ขาวโพลนในชั่วข้ามคืนของบิดาที่ตอนนี้ยืนอยู่กับพ่อบ้านภายในห้องวางศพผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยนั่นนับจากไม่กี่วันหลังจากมารดาล้มป่วยลงและจากไป บิดาก็แทบไม่มีกะจิตกะใจทำสิ่งใดอีกเพียงแต่สั่งการคนในจวนให้จัดงานศพเงียบๆก่อนเตรียมเคลื่อนย้ายไปฝังที่สุสานของตระกูลที่นอกเมืองในวันพรุ่งนี้ กระทั่งกู้หยุนและบุตรสาวฝาแฝดก็ไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปเคารพศพมารดาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนบรรจุลงโลงจึงทำได้เพียงเคารพกันอยู่ตรงด้านนอกประตูเท่านั้น
คืนนั้นกู้หยุนนอนไม่หลับ เพราะความกระสับกระส่ายทำให้เขาลุกออกมาเดินเล่นที่ด้านนอกตอนที่ใบหน้าปะทะเข้ากับลมหนาวจนบาดผิว เขาก็หลุดออกจากพวังค์ ขาของเขาก็เดินมาจนหยุดที่หน้าห้องตั้งศพของมารดาแล้ว
แม้พระจันทร์จะเคลื่อนเลยศีรษะไปแล้ว แต่กู้หยุนก็ยังเห็นบิดานั่งเฝ้าธูปบ้างก็ยืนป้อนข้าวและน้ำแก่มารดา เขาจึงนั่งหลบมุมอยู่ข้างๆห้องประหนึ่งเป็เพื่อนมารดาเป็ครั้งสุดท้ายสายตาก็ลอบมองบิดาที่นั่งคุกเข่าอยู่เกือบชั่วยามโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนมีเพียงพ่อบ้านที่นำชาร้อนมาให้เขาได้ดื่มบ้างเท่านั้น กู้หยุนอยากจะเข้าไปปลอบประโลมบิดาและทำหน้าที่นี้แทนในฐานะบุตรชายคนโต แต่ก็ถูกพ่อบ้านขอให้เขากลับไปพักผ่อน ก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดลงทิ้งไว้เพียงเงาด้านหลังที่งองุ้มของผู้นำตระกูลที่กำลังพูดคุยกับฮูหยินของเขาผ่านโลงในห้องเพียงลำพัง
เพราะอาจเป็โรคติดต่อ ตามกฏเมืองจึงต้องเร่งจัดงานและนำร่างไปฝังยังสุสานตระกูลภายในสามวันวันนี้ที่หน้าประตูจวน แม้จะมีขบวนแห่ค่อนข้างยาวแต่กลับมีคนเข้าร่วมไม่มากนักนอกจากคนในจวนแล้ว ก็ไม่อนุญาติให้คนนอกมาร่วมงานอีก กระทั่งเซียวซวี่สหายสนิทของกู้หยุน ก็มายืนเพียงแค่รอบนอกเพื่อรอส่งเท่านั้นกู้หยุนมองเห็นสหายยิ้มบางเชิงปลอบใจให้กับเขาและน้องสาวทั้งสองก่อนที่ขบวนจะค่อยๆเคลื่อนออกไปทางนอกเมืองท่ามกลางเศษกระดาษเงินกระดาษทองที่ปลิวไปทั่วท้องถนนตลอดทาง
ตอนที่ขบวนฝังศพเคลื่อนออกมาถึงชายป่าห่างออกจากเมืองหลวงหลายสิบลี้ แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความโศกสลดแต่กู้หยุนยังมองเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติขบวนบรรทุกสิ่งของเซ่นไหว้หรือบรรดาของที่จะฝังรวมไปกับมารดาของเขานั้นบางส่วนเคลื่อนย้ายออกไปจากขบวนใหญ่ บางส่วนถูกยกออกไปทั้งกล่อง กระทั่งเกวียนที่ลากติดตามมาก็หายไปซะอย่างนั้น
เนื่องจากกู้หยุนเป็บุตรชายคนโตจึงไม่อาจแยกออกไปตรวจสอบสิ่งไม่ชอบมาพากลเ่าั้ได้แต่เมื่อมองไปทางบิดากลับพบว่าเขาเป็คนแอบสั่งการให้มีการแยกย้ายข้าวของต่างๆเ่าั้ออกไปด้วยตัวเอง
‘ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เหตุใดถึงมาเลือก่เวลาที่ควรจะสำรวมมากระทำเื่ไม่ชอบมาพากลเช่นนี้ ‘
กู้หยุนครุ่นคิดและเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจรอจนกระทั่งพิธีฝังร่างของมารดาเข้าสู่สุสานตระกูลกู้เสร็จสิ้นซึ่งก็เป็เวลาเย็นย่ำแล้วจึงได้เดินทางกลับจวนด้วยรถม้า ตอนที่เขาเปิดผ้าม่านเพื่อมองดูกลุ่มคนที่ร่วมขบวนมาในตอนแรกก็พบว่าเหล่าบุรุษแปลกหน้าเ่าั้ไม่ได้ร่วมขบวนกลับเข้าเมืองพร้อมกัน กลับหายไปพร้อมกับสิ่งของอีกจำนวนหนึ่ง
บิดาซึ่งควรอยู่ในภาวะเสียอกเสียใจหนนี้กลับดูกระตือรือร้นสั่งการกับพ่อบ้านหลายสิ่งหลายอย่างระหว่างทางขากลับผิดกับ่เวลาหลายวันที่ผ่านมานี้ที่เอาแต่เก็บตัวเงียบในอยู่แต่ในห้อง
เมื่อกลับมาถึงจวนอีกครั้งก็มืดค่ำแล้ว กู้หยุนไม่กล้าจะรบกวนบิดาอีกจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ทั้งคืน
เช้าวันถัดมา หลังจากที่กู้หยุนพาน้องสาวมาหาบิดาในตอนเช้าเมื่อทักทายกันตามสมควร เหล่าน้องสาวก็แยกย้ายไป สิ่งไหนควรทำก็ไปทำไม่ได้ถูกละเว้นแต่อย่างใด จังหวะนี้กู้หยุนจึงเดินตามบิดาเข้าไปที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเื่ราวที่เขาเห็นเมื่อวาน
ในตอนแรก กู้เซียวหลางยังคงนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไร เพียงมองหน้าบุตรชายสลับกับมองภาพวาดแม่น้ำที่ติดอยู่ภายในห้องหนังสือเหมือนกำลังชั่งใจ แต่หลังจากไตร่ตรองได้พักหนึ่ง กู้เซียวหลางเห็นว่าอย่างไรไม่ช้านานบุตรชายจะต้องรู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอยู่แล้วเขาจึงเรียกให้กู้หยุนมานั่งที่ด้านหน้า ก่อนค่อยๆเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในครอบครัวให้ฟังถึงอย่างไรกู้หยุนก็ถือว่าเป็ทายาทของตระกูลกู้ในรุ่นถัดไปการให้เขารับรู้และร่วมกันเผชิญหน้าก็แค่ทำให้เขาเติบโตเร็วขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น กลับกันบุตรชายบุตรสาวจะได้ระแวดระวังตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย
ตอนที่กู้หยุนรู้ปัญหาของครอบครัวนั้นเขายืนนิ่งแทบหยุดหายใจ ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากของเขาคำถามมากมายที่วิ่งวนในหัวของเขาเมื่อวานนี้พลันว่างเปล่า
‘ นี่คือสิ่งใดกัน เื่ใหญ่ขนาดนี้บิดามารดากลับปิดบังพวกเขาไว้จนหมด ‘
กว่าจะรู้ว่าครอบครัวมีปัญหาใหญ่ถึงขั้นนี้ก็ล่วงเลยมาถึงจุดนี้จุดที่ไม่มีวันหวนคืน
ลำพังตัวเขาเองด้วยกำลังของขุนนางขั้นแปดจะไปช่วยเหลืออะไรครอบครัวได้ ตำแหน่งที่เขาทำอยู่ต่อให้ลาออกหรืออยู่ต่อก็แค่หาคนทั่วไปมาแทนไม่ได้ส่งผลอะไรด้วยซ้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึงเส้นสายใหญ่โตที่ไม่รู้จะหามาจากที่ไหนได้ในเวลานี้คนหนุนหลังยิ่งไม่เคยปรากฏ เขาแค่คิดอย่างสามัญว่าจะค่อยๆสร้างสิ่งเ่าั้ขึ้นมาด้วยตัวเองเพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาเท่านั้น
คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาจะไม่อยู่ข้างครอบครัวของเขา
ตอนนี้จะให้ก้าวไปทางไหนก็ผิดทั้งนั้น กระทั่งกับตัวเขาเองยังคาดเดาได้ว่าหากเบื้องบนคงพอรู้แล้วว่าครอบครัวพัวพันกับกลุ่มต่อต้านราชสำนักจนถึงขั้นเป็กำลังหลักในการสนับสนุนการเงินและอาวุธ การถูกปะาหรือเนรเทศทั้งตระกูลเป็เื่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงเพียงแต่รอเวลาหรือหลักฐานบางอย่าง เสมือนข้างหน้าเป็บ่อน้ำข้างหลังเป็หุบเหวไม่สามารถขยับไปอยู่ด้านใดได้อีก
ตอนที่กู้หยุนยืนนิ่งอึ้งอยู่นั้น บิดาก็โยนเอกสารปึกหนึ่งให้เขาและบอกหนทางที่คิดแก้ปัญหาให้บุตรชายคนโตฟัง
ที่แท้บิดาใช้งานศพของมารดาในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตระกูลออกไปนอกเมืองโดยขนออกไปพร้อมกับขบวนเคลื่อนศพก่อนนำร่างไปฝังที่สุสาน เพราะตระกูลที่ถูกเพ่งเล็งอยู่อย่างไรก็ไม่สามารถเข้าออกเมืองได้โดยสะดวกยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเื่ที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพทย์สินออกไปด้วยเลยไม่มีร้านรับแลกเงินที่ไหนจะเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้เป็ความลับเมื่อมีดาบมาพาดที่คอหรือถูกทัณฑ์ทรมาน
กู้หยุนนั่งอ่านเอกสารเ่าั้ในมือเมื่ออ่านถึงแผ่นสุดท้ายเขาก็เงยหน้าขึ้นมองบิดา กัดฟันเอ่ยขึ้นมา “ มิน่าเล่า คนที่ข้าไม่คุ้นหน้าเ่าั้จึงหายไปหลังจากงานเสร็จสิ้นอ่อ ไม่สิ.. ทะยอยหายกันไปั้แ่ก่อนงานเริ่มเสียด้วยซ้ำ ”
ชายหนุ่มเอ่ยก่อนมองไปที่กู้เซียวหลางผู้เป็บิดา อะไรทำให้ท่านพ่อกลายเป็คนไร้ใจเช่นนี้เพราะทรัพย์สิน หรือเพราะความอยู่รอดของตระกูลผลักดันให้เขาตัดสินใจไม่เคารพต่อผู้ตายเช่นนี้แม้บิดาและมารดาจะไม่ได้ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง แต่การล่วงเกินงานศพของคนตายเขาไม่กลัวหรอกหรือว่าจะทำให้คนตายไม่ได้ไปสู่สุคติเขามองหน้าบิดาที่เหมือนกับเป็คนอื่นซึ่งเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
แสดงว่าสิ่งที่เขาเห็นในคืนก่อนเคลื่อนร่างของมารดาไปฝัง บิดาเพียงแค่้าอยู่ลำพังเพื่อเคลื่อนย้ายทรัพย์สินเท่านั้นใช้งานศพของมารดาในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินส่งไปที่ท่าเรือ เพื่อล่องไปทางใต้หาที่ลงหลักปักฐานเสียใหม่แค่คิดกู้หยุนก็ยิ้มขื่อออกมา
ตอนนี้ในหัวของกู้หยุนสับสนมาก บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าหากเป็ตัวเขาเองหล่ะถ้าต้องมาแก้ปัญหาใหญ่เช่นนี้เขาจะทำอย่างไร ไม่แน่บางทีเขาอาจจะต้องกลายเป็คนใจดำยิ่งกว่าบิดาก็ได้
กู้เซียวหลางมองหน้าบุตรชาย เอ่ยเล่ารายละเอียดต่างๆให้กู้หยุนฟังด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่กู้หยุนกลับฟังไม่เข้าหัวเลยซักนิด รวมถึงเอกสารแจกแจงรายการทรัพย์สินของตระกูลเ่าั้ด้วยมือของชายหนุ่มกำกระดาษปึกนั้นไว้แน่น แม้สายตาจ้องเขม็งไปที่กระดาษในมือแต่ในหัวกลับปรากฏภาพเพื่อนร่วมงานปากพล่อยซุบซิบนินทาการปราบปรามโจรฏและกลุ่มต่อต้านราชสำนักที่ปะทะกันรุนแรงเพิ่มมากขึ้นใน่นี้
กลับกลายเป็ว่าครอบครัวของเขาเป็หนึ่งในกลุ่มที่จะถูกปราบปรามเสียเองนี่จะนับเป็อะไรได้
ตอนที่ภาพต่างๆในหัวของกู้หยุนวิ่งซัดกันไปมา เขาก็ไพล่กระหวัดไปถึงน้องสาวคนคนที่สามของเขา กู้หยาง
เขาเพิ่งรู้ว่าตลอดสี่ปีทีผ่านมาสหายของเขาเซียวซวี่ลอบติดต่อน้องสาวเขาอย่างมีลับลมคมในมาตลอดผ่านทางหนังสือพิณที่มอบให้นาง
เซียวซวี่แอบสอดจดหมายน้อยฉบับเล็กๆที่กู้หยุนบังเอิญไปพบเข้าตอนไปหยิบหนังสือเรียนพิณที่ห้องของน้องสาว
หนังสือฉบับนั้นนางเพิ่งได้มาขณะกำลังเรียนหนังสือกับอาจารย์หญิงที่ห้องส่วนกลางจึงยังไม่ทันได้เอาจดหมายไปแอบซ่อนไว้
ตอนแรกเขาไม่ได้้าละลาบละล้วงเช่นนี้ หากมิใช่ว่าไปบังเอิญทำหนังสือนั่นเปียกน้ำจนต้องนำมันกลับมาที่ห้องของตัวเองด้วย ตอนที่กำลังคลี่แต่ละหน้าแต่ละแผ่นเพื่อที่จะนำมันไปผึ่งลมให้แห้งสายตาพลันไปพบกับลายมือที่คุ้นเคยทะลุออกมาจากซองจดหมายเปียกน้ำที่สอดอยู่ในหนังสือฉบับนั้น จนตอนที่ตัดสินใจเปิดออกอ่าน ใจความด้านในทำเอาเขามือสั่นใจเต้นระรัวอยู่นานนี่สหายของเขากับน้องสาว ร่วมกันทำเื่พวกนี้ั้แ่เมื่อไหร่เหตุใดเขาถึงไม่รู้เื่มาก่อน กระทั่งการหยิบยืมเงินทอง ก็พูดถึงอย่างง่ายดายเหมือนเป็คนในครอบครัวเดียวกันไปแล้วไม่ต้องพูดถึงประโยคอื่นๆที่ต่อให้โง่งมปานใดก็รู้ว่าทั้งสองคนมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งแค่ไหน
กู้หยางนางยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเสียด้วยซ้ำสหายของเขาก็ควรจะตักเตือนนางมิใช่พากันผสมโรงเสมือนมีใจให้นางทว่าไม่เคยได้ยินเซียวซวี่เอ่ยถึงเื่จะมาหมั้นหมายกับน้องสาวของเขามาก่อน
เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งรู้สึกได้ถึงมือหยาบที่ตบลงมาบนหลังมือของเขาเบาๆ
“ กู้หยุน เ้าเป็อะไรหรือไม่ หรือเ้ากำลังกล่าวโทษข้าที่ทำเื่เช่นนี้ “ กู้เซียวหลางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องหนังสือ
“เื่นี้ข้าหาทางหนีทีไล่ไว้แล้วเ้าไม่ต้องกังวลใจเกินไป และอย่าเพิ่งบอกน้องสาวของเ้า ให้นางรู้ทีหลังจะดีที่สุดหรืออาจแค่บอกว่าบ้านเราจะไปพักผ่อนและหาทางขยายกิจการเพิ่ม จึงมีเหตุต้องเดินทางลงใต้ไปพร้อมกันเ้าเองก็ต้องไว้ทุกข์หนึ่งปีให้มารดา ก็พอดีจะทำให้คนไม่สงสัย แค่ลาไว้ทุกข์ตามกฏแล้วแยกย้ายกันเดินทางไม่ให้เป็ที่สังเกตุได้ “ เขากล่าวเสริมขึ้น ประหนึ่งการเสียชีวิตของฮูหยินเป็เื่ที่ถูกต้องเหมาะสมแก่เวลาก่อนมองไปที่บุตรชาย ซ่อนสีหน้าและแววตาไว้ได้อย่างแเี
บุตรชายคือความหวังของตระกูล ไม่ว่าอย่างไรตระกูลกู้สายหลักก็มีเพียงกู้หยุนเป็บุตรชายเพียงคนเดียวกู้หยุนเองก็ไม่อ่อนด้อย ขนาดว่าไม่มีความตั้งใจในการสอบเข้าเป็ขุนนางมากนักแต่ถือว่าเขาทำได้ดีผิดจากคนหนุ่มวัยเดียวกันอยู่มาก เพราะนอกจากจะสอบระดับมณฑลผ่านแล้วเขาถึงกับสามารถเลือกหน่วยงานที่ตั้งใจจะทำงานแต่แรกได้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะเื้ัมีแรงสนับสนุนของผู้เป็บิดาเยี่ยงเขาอยู่บ้างเช่นกัน
แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนบุตรชายจะเหม่อลอยไม่ตอบสนองคำถามของเขาเลยสักประโยค
“อาหยุน เ้ามีข้อเสนออะไร บอกแก่ข้ามาได้จะได้ปรึกษาหารือกัน ไม่ต้องเก็บไว้ในใจ “ เขาเอ่ยย้ำกับบุตรชายคนโต
“ ท่านพ่อ ตอนนี้ข้าสับสนมากขออภัยที่ยังไม่สามารถช่วยท่านได้ในตอนนี้ เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาคารวะท่านแต่เช้าแล้วเราค่อยหารือกันเถิด “ กู้หยุนเอ่ยแก่บิดาเขาไม่มีทีท่าล้อเล่นเป็เด็กเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีกราวกับว่าเื่ต่างๆที่ได้ยินมาในวันนี้ผลักดันให้เขาเติบใหญ่ขึ้นในชั่วข้ามคืน
กู้เซียวหลางมองหน้าเขา ก่อนพยักหน้าให้เขาไปพักผ่อน
กู้หยุนทำความเคารพบิดา ก่อนเดินจากห้องหนังสือไปเงียบๆ
ขาของเขายังไม่ได้เดินจากไปไกลนัก กลับลังเลอยู่แถวเรือนของน้องสาวสามพักหนึ่ง
ตอนที่เขาตัดสินใจจะเดินเข้าไปหานางเพื่อพูดคุยบางอย่างเขาก็เห็นว่าเรือนของนางไม่มีคนอยู่ คงจะไปเรียน่เช้าอยู่กระมัง
กู้หยุนจึงได้แต่มองเรือนที่ปิดสนิทนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนก้าวเดินเข้าไปด้านใน
เช้าวันถัดมา กู้หยุนรีบไปคารวะบิดาที่ห้องโถงส่วนหน้า โดยมีกู้เหยาและกู้หยางเดินตามเข้ามาหลังจากนั้นอีกหลายเค่อ
“ ข้าเห็นเ้าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวั้แ่เมื่อวานเ้ามีอะไรจะพูดไหม ” กู้เซียวหลางหันไปถามบุตรชายทันทีที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ขนาดใหญ่ด้านข้างผนังห้องหนังสือที่ปิดประตูสนิท
กู้หยุนไม่ได้มองไปที่บิดา กลับมองไปที่ปลายเท้าของเขาแทน ประหนึ่งว่าจะมีดอกไม้งอกขึ้นมาเสียอย่างนั้นก่อนหน้านี้บุตรชายเอ่ยแก่เขาว่ามีมีเื่จะหารือกับเขาเป็การส่วนตัวพวกเขาจึงพากันมาที่ห้องหนังสือ แต่พอมาถึงบุตรชายกลับมีท่าทีลังเลเช่นนี้
กู้เซียวหลางขมวดคิ้วมุ่น “ เื่ที่จะคุยคงเป็เื่ที่เกี่ยวพันจากเมื่อวาน ?“
“ท่านพ่อข้ามีเื่จะกล่าวแก่ท่านแต่ท่านต้องสัญญาว่านี่จะเป็ความลับระหว่างเราโปรดอย่าถือโทษคนอื่นเป็อันขาด” เขาเอ่ยพร้อมหยิบซองจดหมายหลายซองออกมาจากอกเสื้อยื่นไปที่ด้านหน้าของกู้เซียวหลาง
“ นี่คือ?” นายท่านกู้ยื่นมือไปรับซองเ่าั้ ก่อนถือมันมาเปิดอ่านที่โต๊ะหนังสือด้านในของห้อง
มือผอมบางแต่ทว่าแข็งแรงค่อยๆคลี่จดหมายฉบับที่วางไว้้าสุดขึ้นมาอ่าน
ตัวจดหมายไม่ระบุชื่อคนเขียน ลายมือตวัดเป็เส้นคมหนักแน่นชัดเจนดูก็รู้ว่าเป็ลายมือของบุรุษ
เพียงฉบับแรก จดหมายในมือเขาพลันสั่นเทา ก่อนค่อยๆเงยหน้ามองบุตรชายคนโตด้วยแววตาสับสน
มือข้างหนึ่งของกู้เซียวหลางพลันยกขึ้นมาจับที่หน้าอกก่อนหายใจหอบแรงขึ้น
“ท่านพ่อ ได้โปรดใจเย็นๆก่อน “ กู้หยุ่นรีบเข้าไปพยุงบิดาจากด้านข้างแม้เขาจะนั่งอยู่ที่เก้าอี้มีพนักพิงหลังแต่กู้หยุนก็ยังไม่ปล่อยมือจากไหล่ของบิดา
กู้เซียวหลางหยิบจดหมายฉบับที่สองขึ้นมาเปิดอ่านเพียงอ่านไปสองฉบับเขาก็ไม่ต้องคาดเดาฉบับอื่นๆที่เหลือแล้ว
“ เ้ารู้เื่นี้มานานแค่ไหนแล้ว “ เขาเอ่ยถามน้ำเสียงแข็งกร้าวกดช่มอารมณ์ จดหมายทั้งสองฉบับถูกเขาฉีกขาดในทันที เขาเกรงว่าสิ่งที่ได้รับปากบุตรชายไว้ เขาจะทำตามไม่ได้ตอนนี้เพียงอยากลากคนคนนั้นออกมาเฆี่ยนตีให้ตายนัก
นายท่านกู้ตอนนี้ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าบุตรชาย“ เผาจดหมายเหล่านี้ให้หมด “
เขาเอ่ยจบก็ยื่นมือไปผลักกู้หยุนให้ถอยออกไป
กู้หยุนทำได้เพียงผละออกจากเขาและถอยออกห่างไปข้างหน้า ตอนนี้ใบหน้าบิดาของเขาซีดมาก เขาเกรงว่าเื่นี้ก่อผลกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเข้าแล้วจริงๆ
“ ท่านพ่อโปรดใจเย็นก่อน ข้าเองก็เพิ่ง…. “ กู้หยุนเอ่ยไม่ทันจบคำดีเสียงแท่นฝนหมึกราคาแพงก็พุ่งข้ามศีรษะเขาไปกระทบผนังด้านหลัง
“ ข้าหลงนึกว่าเป็นางคนที่สืบเสาะเื่ราวต่างๆในบ้านไปแจ้งแก่คนนอก “ นางที่บิดาเอ่ยถึง กู้หยุนไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหมายถึงใคร
“ ที่แท้เป็พวกเ้านี่เอง เป็พวกเ้านี่เอง“ คนหนึ่งคือบุตรสาวอีกคนหนึ่งกลับเป็บุตรชายและเพื่อนสนิทของเขา
เขานึกสงสัยมาตลอด เพราะเหตุใด ที่ผ่านมาเกือบสิบปีเขาทำทุกอย่างเป็การลับ วางแผนอย่างรอบคอบ แทบไม่มีช่องโหว่เหตุใด่สองสามปีหลังมานี้ ทุกสิ่งที่เขาไปทำถึงมีช่องโหว่มากมายให้มาสืบสาวถึงตัวได้ ตอนที่เื่ราวต่างๆเข้ามาไกล้ตัวเขามากขึ้นทุกทีแม้เขาจะพยายามยุติบทบาทในตอนนั้นแต่ก็สายไปเสียแล้ว ทุกๆการกระทำของเขาถูกดักทางได้อยู่ตลอดการค้าก็ขลุกขลักความลับในที่มืดยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นจนต้องพลีชีพคนของเขาอยู่หลายครั้ง ที่แท้ก็มีคนที่รู้ข้อมูลของเขารายงานให้ฝั่งตรงข้ามอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้เป็เขาที่โง่เอง กลับมองข้ามคนเหล่านี้ไป มิน่าสืบหามาตลอดกลับไม่พบผู้ต้องสงสัยยกเว้นก็แต่นาง ฮูหยินของเขา
ก่อนหน้า เขาเพียงสงสัยฮูหยินของตนเอง เพราะนางคอยช่วยเหลือและติดต่อครอบครัวเดิมอยู่ตลอดเวลาและการที่นางจะรู้ความเคลื่อนไหวของเขาก็ไม่ใช่เื่แปลก แต่นี่ กลับกลายเป็ว่า…คนที่เขาควรไว้ใจได้มากที่สุดในโลกใบนี้กลับเป็คนนำข้อมูลในบ้านไปเปิดเผยแก่คนนอกเสียเอง
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆ….”เขาเริ่มหัวเราจากเสียงเบาในลำคอ จนปล่อยให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งระบายความคับแค้นที่สะสมมาตลอดะเิออกไปพร้อมกัน
น้ำตาของเขาไหลลงข้างแก้มตอบอย่างห้ามไม่อยู่ บางทีเขาอาจเป็บิดาที่ไม่ได้เื่เป็สามีที่แย่จริงๆ
จดหมายที่ฮูหยินเคยปฏิเสธมาตลอดจนวาระสุดท้ายก็ไม่เคยยอมรับว่านางเป็คนเขียนหรือแท้จริงแล้ว นางจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆแค่ถูกคนฉกฉวยใช้โอกาสที่รู้ความเคลื่อนไหวในจวนสร้างสถานการณ์ซ้อนขึ้นมา เพื่อตัดแขนตัดขาของเขาหรือเพียงเพราะอยากให้เขาตระหนักว่าพ่อค้าเยี่ยงเขาจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดไม่สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือของอำนาจฝ่ายไหนทั้งสิ้น
หากเป็เช่นที่เขาคิดจริงๆเขาก็ทำผิดอย่างใหญ่หลวงแก่ภรรยาร่วมผูกผมของเขาเสียแล้ว