หลังจากที่ฉินฟงถูกหลู่อิงฉานศิษย์เอกของพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมสังหารจนถึงแก่ความตายิญญาของชายหนุ่มก็ออกจากร่างและได้พบกับชายชราประหลาดอีกคนที่ปรากฎกายขึ้น คนผู้นี้บอกว่าตนไม่ใช่ภูติผีหรือิญญาเร่ร่อนที่ไหนหากแต่เป็ เ้าสำนักคนปัจจุบันของที่นี่มีนามว่า ไท่หยวนอี้
“ท่านผู้าุโกำลังจะบอกข้าหรือขอรับว่าท่านคือ ปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ผู้ก่อตั้งพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมแห่งนี้” ชายชราลูบเครายาวก่อนจะยิ้มและกล่างตอบ “ถูกต้องแล้วเ้าหนุ่มข้านี่แหละ ไท่หยวนอี้ ผู้ที่ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้” ฉินฟงรู้สึกใและสับสนในเวลาเดียวกัน เท่าที่เขาทราบมา ไท่หยวนอี้ เก็บตัวเข้าณานมายี่สิบกว่าปีแล้วคนภายนอกแทบจะไม่มีใครเคยเห็นหน้าเขาเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่คนภายนอก เพราะคนภายในพรรคก็ไม่มีใครเคยเห็นเช่นกัน เห็นจะมีก็แต่รองเ้าสำนักไม่กี่คนซี่งผู้าุโเหล่านี้ก็ชราภาพมากแล้ว
“เมื่อสักครู่ท่านาุโบอกข้าว่าท่านหาใช่ภูติผีิญญาแต่อย่างใด ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านถึงมองเห็นข้าที่ตายแล้วได้หรือขอรับ” ฉินฟงเอ่ยวาจาถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ไท่หยวนอี้เอามือลูบครางขมวดคิ้วก่อนจะตอบกลับ “ข้าจะอธิบายให้เ้าฟังเช่นไรดี เอาเป็ว่านี่คือผลจากการที่ข้าเข้าณานจนบรรลุถึงขั้นถอดจิตจนสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระโดยปราสจากกายเนื้ออะไรทำนองนั้นแหละ”
พอฉินฟงได้ฟังคำอธิบายจากไท่หยวนอี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกอัศจจรย์ใจเป็อย่างยิ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบนโลกจะมีวิชาพิสดารแบบนี้อยู่ด้วย “ว่าแต่เ้าเถอะพ่อหนุ่ม เ้าเป็ใครกันถึงได้บุกมาที่พรรคของข้าในยามวิกาลเช่นนี้” ไท่หยวนอี้เอ่ยถามฉินฟง ฉินฟงมีสีหน้าเศร้าสลดก่อนที่จะนั่งลงข้างศพตัวเองแล้วเล่าทุกอย่างให้ ชายชราฟังทุกอย่าง พอเล่าจบไท่หยวนอี้ก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
“เฮ้อออช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก เ้าไม่ได้จะมาปองร้ายคนในพรรคั้แ่แรกสินะ นี่ถ้าได้เจอกับศิษย์คนอื่นที่ไม่ใช่เ้าหลู่อิงฉานบางทีชีวิตของเ้าก็อาจจะไม่ต้องมาจบลงในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้” น้ำเสียงของไท่หย่วนอี้ที่เปล่งออกมาช่างดูน่าหดหู่ยิ่งนัก “ท่านาุโขอรับข้าน้อยขอถาม ชายที่สังหารข้าเขาเป็ใครหรือขอรับ เหตุใดจึงลงมือได้โเี้ถึงเพียงนี้ ข้าน้อยไม่เคยคิดเลยว่าพรรคคุณธรรมอันดับหนึ่งของแผ่นดินจะมีคนแบบนี้อยู่ด้วย” ไท่หยวนอี้ถอนหายใจยาวอีกรอบก่อนที่จะเอามือไพล่หลังแหงนหน้ามองไปบนฟ้ายามราตรี
“คนผู้นั้นเป็ศิษย์รุ่นหลานของข้าเอง แม้นตอนเขาเกิดข้าจะอยู่ใน่เข้าณานแต่หลังจากข้าสำเร็จถึงขั้นตอนจิตได้ ข้าก็มักจะออกมาดูทุกอย่างที่เกิดในพรรคแห่งนี้ ดูว่าพวกเขาเป็เช่นไรกัน ดูว่าถ้าวันหนึ่งข้าจากโลกนี้ไปแล้วพรรคที่ข้าเพียรสร้างมาทั้งชีวิตจะยังอยู่ดีหรือไม่..แต่ก็อย่างที่เ้ารู้นั้นแหละพ่อหนุ่ม ในพรรคมีแต่ความวุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่ายหาประโยชน์ กอบโกยอำนาจใส่ตัวและรอวันที่ข้าจะจากไปเพื่อที่พวกเขาจะได้ขึ้นมาแทนตำแหน่งข้า หลู่อิงฉานเองก็ถูกสั่งสอนมาแบบผิดๆมาั้แ่วัยเยาว์จากบิดาของเขาพอเติบใหญ่ถึงได้มีนิสัยเช่นนี้”
ฉินฟงพอได้ฟังเื่ราวทั้งหมดในเวลานี้ก็รู้สึกผิดหวังไม่ต่างกับาุโไท่หยวนอี้ พรรคมารสาขาย่อยที่เขาเคยอยู่แม้นจะดูโหดร้ายป่าเถื่อนแต่ถ้าเทียบกับพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมในเวลานี้ ยังดูน่าอยู่กว่าเป็ไหนๆ
ในตอนนั้นที่ทั้งสองกำลังสนทนาปรับทุกษ์กันอยู่ จู่ๆ ก็ได้มีใครบางคนปรากฎขึ้นมาจากพื้นดิน เธอเป็หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงามแต่ก็แฝงด้วยความดุดัน เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำที่แปลกประหลาดยิ่งนัก มันไม่เหมือนชุดของหญิงสาวคนใดที่ฉินฟงเคยพบเห็นในอาณาจักรหยก์แห่งนี้มาก่อน
ครั้นเมื่อไท่หยวนอี้เห็นสตรีนางนี้เขาเลิกคิ้วแล้วกล่าวคำทักทายอย่างอารมณ์ดีให้ทันที “ อ้าว นั้น เยี้ยเหม่ย มิใช่รึ ไม่ได้เจอกันนานท่านพญายมสบายดีไหม ่นี้ข้าไม่ค่อยได้ลงไปดื่มชาสนทนากับท่านเลย” หญิงสาวที่ ไท่หยวนอี้เรียกว่า เยี้ยเหม่ยยกมือคาราวะพร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อยทำความเคารพไท่หยวนอี้ก่อนจะกล่าวตอบ “เยี้ยเหม่ยคาราวะผู้อาวุโวไท่ ท่านพญายมสบายดีเ้าค่ะ หลายวันก่อนยังบ่นถึงท่านอยู่เช่นกัน” พอได้ฟังคำจากเยี้ยเหม่ยใบหน้าของไท่หยวนอี้ก็ดูมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที ผิดจากฉินฟงที่ดูงุนงงสงสัยว่าสองคนนี้พูดเื่ใดกัน ยมบาล? ปรโลก? หรือว่า สตรีในชุดดำนางนี้คือ มัจจราชที่ขึ้นมาพาดวงิญญาของเขาไปอย่างนั้นเหรอ.. ฉินฟงเพ่งมองใบที่ใบหน้าของ เยี้ยเหม่ยพรางคิดในใจ
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ เยี้ยเหม่ยก็หันขวับมาหาฉินฟงและกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาใ
“ถูกต้องแล้วเ้าิญญาข้าขึ้นมาบนโลกเพื่อรับดวงิญญาของเ้าลงไปให้ท่านพญายมพิพากษาและตัดสินโทษก่อนที่เ้าจะได้ไปเกิด” ถ้อยคำที่เยี้ยเหม่ยเอ่ยออกมายิ่งทำให้ฉินฟงประหลาดใจมากกว่าเดิมเพราะมันเป็สิ่งที่เขาคิดภายใจในยังมิได้บอกออกมาสักนิด
“นี่เ้าอ่านความคิดของข้าได้ด้วยรึ”
“แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็หนึ่งในความสามารถของยมทูตเช่นข้าหากมิอาจอ่านความคิดของิญญาได้พวกเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกมันคิดจะหลบหนีไปเมื่อไรจากขุมนรก” เยี้ยเหม่ยกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“เอาล่ะ เสียเวลามามากโขแล้วเ้าจงตามข้าไปเบื้องล่างแต่โดยดีท่านพญายมรออยู่”
พอได้ฟังคำของยมทูตสาวเยี้ยเหม่ย ฉินฟงก็ใจหายยิ่งนักเวลาบนโลกมนุษย์ของเขาสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ จากนี้ไปเขาคงจะไม่ได้เห็นบิดามารดาอีกแล้ว ไม่มีโอกาศตอบแทนบุญคุณ ถึงเขาจะถูกขายมาพรรคมารั้แ่วัยเยาว์ก็จริงแต่ฉินฟงไม่เคยนึกโกรธผู้มีพระคุณทั้งสองที่ให้กำเนิดมาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังตั้งใจแน่วแน่ด้วยว่าหากหลบหนีออกมาได้จะกลับไปบ้านเกิดเพื่อทดแทนบุญคุณ แต่ถึงตอนนี้คงไม่มีโอกาศอีกแล้ว
ฉินฟงถอนหายใจอย่างสุดแสนเสียดายก่อนที่จะยกมือขึ้นแนบออกและเอ่ยคำร่ำลาผู้อาวุโวไท่หยวนอี้ก่อนจะตามยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยลงไปยังนรกอเวจี “ข้าน้อยต้องขอลาก่อนนะขอรับ ท่านผู้าุโไท่หยวน ขอขอบพระคุณที่อยู่สนทนากับข้าใน่เวลาสุดท้าย ขอให้ท่านโชคดี” เมื่อกล่าวจบฉินฟงจึงหันหลังและกำลังจะเดินตามเยี้ยเหม่ยไป แต่ตอนนั้นเสียงของไท่หยวนอี้ก็ได้ดังขึ้น
“ช้าก่อน!! เยี้ยเหม่ยเ้าอย่าพึ่งไป” ยมทูตสาวหยุดชะงักก่อนที่จะหันมาถามมาไม่หยวนอี่ว่า เกิดอะไรขึ้น
“โปรดรอสักครู่ เยี้ยเหม่ยข้านึกอะไรขึ้นมาได้” จากนั้นไท่หยวนอี้ก็หยิบ ยันต์สีแดงแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วใช้นิ้วตวัดไปมาเหมือนเขียนอะไรสักอย่างก่อนที่จะส่งมันหายวับลงไปในพื้นดิน ฉินฟงไม่เข้าใจว่าไท่หยอนอี้กำลังทำสิ่งใด ผิดกับ เยี้ยเหม่ยที่มีสีหน้าใมากเมื่อเห็นยันต์แผ่นนั้น
“นี่ท่านาุโอย่าบอกข้านะว่ายันต์แผ่นเมื่อกี้คือ….” ไท่หยวนอี้เอามือลูปเคราก่อนยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
เวลาผ่านไม่กี่อึดใจยันต์แผ่นเดิมก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินและลอยไปสู่มือของเยี้ยเหม่ย นางยกมันขึ้นมาอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะถอนหายใจและพึมพำเบาด้วยใบหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ “ พวกท่านทั้งสองคนนี้จริงๆเลย คิดจะทำให้ระบบของจักรวาลมีปัญหากันหรือไง ข้าล่ะไม่เข้าใจ แต่ในเมื่อมันเป็คำสั่งโดยตรงถ้าเช่นนั้นข้าขอฝากเ้าหมอนี่กับผู้าุโด้วยเ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อนยังมีงานรออยู่อีกมากมาย” ยททูตสาวเยี้ยเหม่ยยกมือขึ้นโค้งตัวและกล่าวลาไท่หยวนอี้ก่อนจะหายลงไปในดินเหมือนตอนขึ้นมา ส่วนฉินฟงก็ยืนงงเป็ไก่ตาแตก เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงยังไม่ถูกพาตัวไปปรโลกผู้าุโไท่หยวนทำอะไรลงไป ด้วยความสงสัยและคำถามมากมาย ฉินฟงจึงได้เอ่ยปากถาม
“...มันเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับท่านผู้าุโ ทำไมนางถึงไม่พาตัวข้าไปด้วย ท่านทำสิ่งใดกันแน่”
ไท่หยวนอี้สูดหายใจแล้วมองมองหน้าฉินฟงก่อนจะกล่าวตอบ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่มข้าก็แค่ส่งยันต์สื่อสารไปหาท่านพญายมเพื่อยับยั่งการพาตัวเ้าไปพิพากษาเป็การชั่วคราวเท่านั้นเอง” พอฉินฟงได้ฟังก็ใมาก ผู้าุโไท่หยวนอี้สามารถทำได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ มิน่าล่ะ ยมทูตสาวผู้นั้นถึงได้หัวเสียนัก ที่แท้ก็เป็เพราะแบบนี้เอง แต่ทำไมล่ะ ทำไมผู้าุโไท่หยวนถึงทำแบบนี้
“ไม่ต้องคิดมากไปหรอกพ่อหนุ่ม ข้าแค่รู้สึกผิดต่อเ้าน่ะ ที่ต้องมาตายด้วยคนในพรรคของข้าเช่นนี้ ก็เลยยังไม่ให้เยี้ยเหม่ยพาตัวเ้าไป”
“เป็เช่นนั้นเองหรือขอรับแต่ท่านผู้าุโจะให้ข้าทำเช่นไรต่อ ข้าไม่มีกายเนื้ออีกแล้ว คงเป็ได้แค่ผีเร่รอนไปมาอยู่ในที่แห่งนี้” ฉินฟงพูดออกมาด้วยท่าทางเศร้าสร้อย
“อย่าพึ่งคิดฟุ้งซ่านไปเลยเพ่อหนุ่ม เป็ผีไม่ดีตรงไหนอย่างน้อยๆเ้าก็ไม่ทนทุกข์ทรมาน ไม่ต้องโดนใช้ให้ไปทำเื่ชั่วๆที่ไม่อยากทำ มีอิสระเหมือนข้านี่ไง” ไท่หยวนอี้พูดด้วยท่าทางมีความสุข
“จะเหมือนกันได้อย่างไรล่ะขอรับ ท่านาุโแค่ถอดจิตออกมาจากร่างยังไม่เสียชีวิตแบบข้าสักหน่อยส่วนข้าคงจะเป็แค่ผีเร่ร่อนลอยไปลอยมาไร้จุดหมายไปวันๆ” “เอาน่าๆ บางที่เ้าอาจจะชอบก็ได้ ในพรรคของข้ากว้างใหญ่และมีอะไรน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ลองดูให้ทั่วๆก่อน แล้วเจอกันใหม่ข้าไปล่ะ”
พอไท่หยวนอี้กล่าวจบเขาหายวับไปต่อหน้าต่อตาฉินฟง “อ่ะ อ้าว ผู้อาวุโว…ไท่หยวนอี้ กลับมาก่อนสิขอรับผมยัง….” ฉินฟงพยายามส่งเสียงเรียกแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เขาได้แต่ถอดถอนหายใจและส่ายหัวก่อนจะหันไปมองร่างของตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่อีกครั้ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตข้ากันเนี่ย แทนที่จะตายแล้วไปปรโลกดันต้องมาเป็ผีเร่ร่อนอยู่ในพรรคแห่งนี้ อะไรที่น่าสนใจเช่นนั้นเหรอ…ก็ได้ผู้าุโเช่นนั้นข้าจะลองใช้ชีวิตแบบผีๆเช่นนี้ดูสักครั้ง”
จากนั้นฉินฟงจึงเริ่มออกล่องลอยไปทั่วพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมในฐานะิญญาเพื่อสำรวจตรวจตราดูว่า สิ่งที่น่าสนใจ ในความหมายของ ผู้าุโไท่หยวนอี้คือสิ่งใดกันแน่…
จบบทที่ 1
บทต่อไป เสี้ยวอี้หลาน