เวลาดั่งกระสวยบิน พริบตาเดียวฉู่เหินก็มาเขาเทพสาขาได้เดือนกว่าแล้ว
ระหว่างนี้ฉู่เหินสามารถใช้พลังเนตรปีศาจขั้นต้นได้โดยมีหลีอู๋ซางคอยช่วยเหลือ ทั้งสองมักสนทนาพาทีอยู่ด้วยกันเป็ประจำไม่เพียงแต่เื่กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจเท่านั้น ยังหมายรวมถึงปัญหาอื่นๆในด้านวรยุทธด้วยเช่นกัน ฉู่เหินล้วนขอคำชี้แนะจากเขาทั้งสิ้น
หลีอู๋ซางเองก็เต็มใจจะไขความกระจ่างให้ฉู่เหิน
หลังรู้จักกันมาสักระยะ ฉู่เหินก็หมดสิ้นความหวาดระแวงในท้ายที่สุด
แต่เพราะเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เขาถึงได้แทบไม่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเลย
ข้างทะเลสาบหลังเขา
ฉู่เหินนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินสูงยาวสามเมตรกว่าราวกับนักพรตชราเข้าฌาน
ครืนคราน!
ทันใดนั้น กระแสลมปราณโดยรอบปั่นป่วนผิดปกติ
วินาทีต่อมา กระแสปราณไร้รูปร่างก็ม้วนตลบออกมาจากภายในกายของฉู่เหินพัดพากิ่งไม้ใบหญ้าบนพื้นกระจัดกระจายไปสี่ทิศแปดทาง
“ฟู่...”
ชั่วขณะนั้น ฉู่เหินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา อ้าปากพ่นลมหายใจออก
“ในที่สุดก็บรรลุระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ดแล้ว!”
วิถีฝึกยุทธ คือฝึกกายเป็อันดับแรก เปิดชีพจรเข้าเส้นทางสายยุทธภายหลังเชื่อมพลังหยวน ควบแหล่งพลังสร้างเมล็ดพันธุ์ เหาะเหินแหวกอากาศ...
ไม่ว่าจอมยุทธคนใดก็ต้องมีพื้นฐานจากการหล่อหลอมกายและปราณทั้งสิ้น
รอจนร่างกายแข็งแกร่งได้ระดับหนึ่งแล้วถึงจะสามารถบุกเบิกชีพจรยุทธสำคัญในกายได้ร่างกายคนมีชีพจรยุทธสำคัญเก้าเส้น ทุกครั้งที่บุกเบิกได้เส้นหนึ่งพลังหยวนแท้ในร่างจะยิ่งแข็งแกร่งทบเท่าทวี
บุกเบิกชีพจรยุทธเส้นแรกสำเร็จจะก้าวเข้า ‘ระดับเปิดชีพจร’
ระดับเปิดชีพจรมีทั้งหมดเก้าขั้นเมื่อเปิดชีพจรสำคัญครบเก้าก็คือระดับเปิดชีพจรขั้นเก้า
ยามนั้น พลังหยวนแท้จะไหลเวียนในชีพจรทั้งเก้าอย่างลื่นไหลไร้อุปสรรคย่อมจะทะลวงขั้นที่สูงกว่าได้ ‘ระดับเชื่อมหยวน’...
บุกเบิกชีพจรหลักดูช่างง่ายดาย แต่กลับยากเย็นยิ่งยวดระดับเปิดชีพจรต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างช้าๆ หากระหว่างกระบวนการนี้เกิดพลาดพลั้งขึ้นมาเส้นลมปราณอาจขาดสะบั้นได้รับาเ็ไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านี้ฉู่เหินมีตบะอยู่ที่ระดับเปิดชีพจรขั้นหกสูงสุดนับเป็หัวกะทิโดดเด่นเหนือคนรุ่นเดียวกันในเมืองหลินเหยียนได้แน่แท้
ส่วนหัวหอกสี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอย่างหลิ่วเซียวนั้นยังแกร่งขึ้นอีกขั้นคือตบะระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด
ผนวกกับ ‘กายยุทธพลังราชสีห์’ ที่เขาจึงได้รับสมญาว่าเป็อัจฉริยะวัยหนุ่มอันดับหนึ่งแห่งหัวเมืองของปีนี้
...
ยามนี้ ฉู่เหินบุกเบิกชีพจรยุทธที่เจ็ดได้สำเร็จแล้วระดับขั้นไม่พ่ายหลิ่วเซียว
“หากเป็ไปตามที่ข้าคำนวณไว้ก่อนหน้านี้ ข้าควรจะใช้เวลาอีกสองเดือนจึงจะเข้าระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ดได้กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจแกร่งกล้าดังคาด!”
ฉู่เหินพึมพำแ่เบากับตนเอง พลันแววเยือกหนาวก็ฉายชัดในดวงตา
“หลิ่วเซียว อีกไม่นานข้าจะสะสางบัญชีแค้นพร้อมดอกเบี้ยกับเ้า!”
...
ฉู่เหินสงบอารมณ์ที่แปรปรวนในใจลง เขาไม่ได้พักผ่อนแต่เริ่มเคลื่อนพลังหยวนแท้ในร่าง ฝึกควบคุมพลังเนตรปีศาจต่อไป
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนจะถึงกำหนดการทดสอบศิษย์ใหม่ของ ‘สำนักวายุจักรพรรดิ’ หนึ่งในห้าสำนักขั้นสูงของเมืองหลวง
เวลาต่อจากนี้ไป ฉู่เหินต้องรีบกุมพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจไว้ให้ได้โดยเร็ว
ตึงตึง!
ไม่นานนักฉู่เหินก็ติดต่อถึงพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจในห้วงคะนึงคิดของตนได้
ฉู่เหินเริ่มติดต่อกับพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจอย่างระมัดระวังเทียบกับยามแรกเริ่มที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างแล้ว ฉู่เหินในยามนี้สามารถหลอมรวมพลังสายเืเนตรปีศาจกับพลังหยวนแท้ของตนได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
แต่ทว่า ตอนฉู่เหินเพิ่งเรียกพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจได้ไม่นานพลานุภาพสะท้านฟ้าซัดสาดดุจคลื่นทะเลก็ถาโถมเข้าใส่ ชั่วพริบตามิติเื้ัเนตรปีศาจก็เกิดเป็ฟ้าดินโกลาหล ดวงดาวพร่างพรายเต็มห้วงนภา
โลกโกลาหลกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุดเผยตัวเลือนรางท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้นร่างลวงตาสีดำใหญ่ั์กำเนิดขึ้นใต้ฟากฟ้าแห่งทะเลดาวโกลาหล
“กายสีดำพิลึกนี่อีกแล้ว...”
ฉู่เหินตื่นตะลึงในใจ คราวนี้เขาััได้ชัดเจนว่ากายสีดำนี้แตกต่างจากพลังเนตรปีศาจอย่างเห็นได้ชัด
‘ต้องเป็พลังอีกรูปแบบหนึ่งแน่!’
‘หรือกายข้าจะมีขีดจำกัดสายเืแตกต่างสองอย่างจริงๆ?’
ฉู่เหินทั้งใทั้งสงสัย หลังใคร่ครวญแล้วจึงลองไปหยั่งเชิงร่างสีดำนั้นเหมือนเช่นตอนติดต่อกับพลังเนตรปีศาจ
ตูมตาม!
วินาทีที่ฉู่เหินััร่างสีดำนั้นเองพลังอันรุนแรงเหลือร้ายก็ล้นเอ่อขึ้นมาทั่วสรรพางค์พลังหยวนแท้ในกายฉู่เหินไหลบ่าสู่ทั่วทุกรูขุมขนเหมือนน้ำท่วมยามเขื่อนแตก
พลังแปลกประหลาดไม่เพียงหลอมรวมเข้ากับพลังหยวนแท้เท่านั้นยังไม่กระทบกระทั่งกับกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจอีกต่างหาก
...
ทว่า ฉู่เหินก็พบอย่างรวดเร็วว่ามันไม่ได้ง่ายดายเช่นที่เขาจินตนาการ
พลังร่างสีดำพิลึกพิลั่นกับพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจเต็มเปี่ยมอยู่ในร่างฉู่เหินรู้สึกเพียงเส้นปราณพิเศษทั้งเจ็ดบวมเป่งและเ็ปพลังสองอย่างประสานกันเหมือนจะบดขยี้ร่างกายให้แหลกเละ
“ไม่ไหว...”
ฉู่เหินใเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาในตอนนี้ควบคุมกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจอย่างอิสระไม่ได้ด้วยซ้ำนับประสาอะไรจะไป ‘กวนใจ’ พลังปริศนาอีกขุมหนึ่งเล่า
พลันนั้น ฉู่เหินรีบตัดการเชื่อมต่อกับพลังทั้งสองแล้วถอยกลับสู่สภาวะฝึกสมาธิ
แต่กระนั้น วินาทีที่ตัดขาดพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจได้ พลังประหลาดอีกขุมกลับไม่ยอมถอยร่นตามคำสั่ง
ครืนคราน!
เพียงพริบตา แสงสีดำกลุ่มหนึ่งก็หลั่งไหลออกมาจากกายของฉู่เหิน
ฉู่เหินกำหมัดแน่น เส้นเืที่ข้อมือและคอะเิออกมา กัดฟันแน่นเพื่อบีบบังคับปล่อยพลังสายนี้ออกไป
ตึง!!!
ทันใดนั้น แสงคมปลายสองสายก็กะพริบที่ดวงตาฉู่เหินตามมาด้วยเสียงหนักหน่วงดัง ‘ตู้ม’ โขดหินกว้างสามเมตรใต้กายฉู่เหินแตกละเอียด
ที่น่าใที่สุดคือรอยแตกลึกนั้นร้าวยาวไปถึงดินใต้โขดหินอีกห้าเมตร น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก
...
“นี่มัน?”
ฉู่เหินที่ยังไม่ทันได้สติครบถ้วนต้องมาตะลึงกับภาพตรงหน้าตนเสียแล้ว
‘ฝีมือข้าเมื่อครู่หรือ?’
ฉู่เหินมองโขดหินที่แหลกละเอียดเป็เศษเล็กเศษน้อยนับไม่ถ้วนใต้ร่างพลังทำลายล้างขั้นนี้ ต้องมิใช่สิ่งที่ระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ดจะทำได้
หนำซ้ำพลังนี้ก็ไม่ได้มาจากกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจอีกต่างหาก
“เห็นทีข้าคง จะมีขีดจำกัดสายเืสองอย่างอยู่ในกายจริงๆ...”
เมื่อค้นพบเช่นนี้แล้ว ฉู่เหินทั้งใทั้งดีใจพร้อมทั้งทำอะไรไม่ถูกไปด้วย
เกิดเื่นี้แพร่งพรายออกไปมีหวังสร้างแรงสั่นะเืครั้งใหญ่นำมาซึ่งภัยร้ายถึงชีวิตเป็แน่
หลังตื่นเต้นพอแล้ว ฉู่เหินก็ปรับอารมณ์กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง
เมื่อครู่นี้เองที่เขาคิดจะไปถามหลีอู๋ซางแต่พอคิดดูอีกทีก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปฉู่เหินเพิ่งผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดของชีวิต ทั้งสุขสุดจิตและเศร้าสุดใจมาแล้วโลกนี้ไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเช่นที่จินตนาการ
ฉู่เหินต้องคิดว่าไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับผู้ใดก็ต้องเก็บงำความลับของตนเองไว้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเื่ที่เขามีพลังสายเืสองอย่างในกายนี้คือความลับยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาเท่านั้นที่รู้ได้
ฉู่เหินหรี่ตาเล็กน้อย ร่างสีดำั์ใหญ่เผยตัวในห้วงคะนึง
“จะเป็ลักษณะกายแบบไหนกันแน่หนอ?”
ฉู่เหินพึมพำกับตนเอง พลันก็ตาลุกวาว โพล่งออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจ“ก่อนจะรู้แน่ชัด ขอเรียกเ้าว่า ‘กายโกลาหล’ ไปก่อนแล้วกัน!”
“ยังเหลืออีกเดือนกว่า เมืองหลินเหยียน...”
และแล้วคิ้วคมของฉู่เหินก็นิ่งลง เข้าสู่ห้วงการฝึกวิชาอีกครั้ง
.............................