บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 5

    ในป่าตีนเขาไป๋หลงซาน หลี่ซื่อที่มาเพื่อล่าสัตว์ที่นี่แต่ปัจจุบันกลับต้องมารักษาบาดแผลให้กับชายวัยกลางคนผู้บาดเจ็บแทน ซึ่งด้วยความชำนาญของชายหนุ่มรวมทั้งแผลที่ไม่ได้เกิดที่จุดสำคัญ ทำให้ตอนนี้ชายผู้อ่อนล้าเริ่มที่จะฟื้นคืน และสามารถพูดคุยได้“เนื้อตากแห้งของเจ้านี่อร่อยดีจริงๆนะหลี่ซื่อ ข้าไม่นึกว่าของแบบนี้จะรสชาติดีถึงเพียงนี้ ฮ่าๆๆ” ชายวัยกลางคนตอนนี้กำลังทานเสบียงของหลี่ซื่ออย่างเอร็ดอร่อย อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากอาการบาดเจ็บก็เป็นได้“จอมยุทธหวงท่านค่อยๆกินก็ได้ ข้ายังมีอีกเยอะ” ชายหนุ่มปรามคนตรงหน้าเพราะไม่อยากให้อาหารติดคอ“ไม่เป็นไรแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ข้าหวงเลี่ยงไม่เอาเปรียบเจ้าหรอกนะ ที่สำคัญเจ้ายังเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ บุญคุณครั้งนี้ข้าย่อมต้องตอบแทนอย่างแน่นอน น้องชายหลี่ซื่อ” ชายผู้ไว้หนวดเคราหยุดกิน แล้วกล่าวตอบด้วยความสำนึกจากใจจริง“การได้ช่วยชีวิตคนเป็นสิ่งที่ปุถุชนทุกคนควรกระทำอยู่แล้ว ท่านอย่าได้จริงจังมากเกินไปเลย” หลี่ซื่อตอบกลับในขณะที่กำลังเก็บสัมภาระให้เข้าที่“เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ จะให้จริงจังได้อย่างไรกัน ลูกผู้ชายมีคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ คนดีๆเช่นเจ้าข้าย่อมต้องสนับสนุนอยู่แล้ว” หวงเลี่ยงยืนยันหนักแน่นที่จะตอบแทนบุญคุณชายหนุ่ม“ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้นข้าก็ขอบคุณล่วงหน้า” หลี่ซื่อประสานมือคาราวะจากใจเช่นกัน นานมากแล้วที่บ่าวรับใช้เช่นเขาจะมีผู้เห็นคุณค่าความสำคัญ ในขณะที่ชายทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงกลุ่มคนเดินฝ่าดงพงหญ้าใกล้เข้ามา นั่นจึงทำให้พวกเขาต้องตื่นตัวทันที เพราะจากคำบอกเล่าของหวงเลี่ยงทำให้หลี่ซื่อได้รู้ว่าจอมยุทธผู้นี้ได้ออกไล่ล่ากลุ่มโจร และพลัดหลงกับเพื่อน สุดท้ายกลับถูกโจรรุมทำร้าย แต่ก็สามารถหนีมาได้ด้วยฝีมืออันสูงส่ง“นั่นใคร!” หวงเลี่ยงตะโกนถามเสียงดัง ในขณะที่มือของเขาก็กำหอกไม้ของหลี่ซื่อไว้แน่น เพื่อใช้เป็นอาวุธ ส่วนชายหนุ่มผิวคล้ำนั้นเตรียมง้างสายธนูรอไว้แล้วเช่นกัน“ข้าหม่าตงเฟิงขอรับ เจ้าสำนักหวง!” เสียงตะโกนตอบกลับมาจากหลังเนินดินที่บดบังตัวพวกเขาอยู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้จอมยุทธวัยกลางคนโล่งอกหลังจากได้ยินเสียงตอบรับของชายคนหนึ่ง“เฮ้อ! โชคดีไป ข้านึกว่าพวกโจรเสียอีก” หวงเลี่ยงตอบกลับอย่างสบายใจ และเพียงครู่เดียวชายวัยกลางคนร่างใหญ่หนวดเครารุงรัง แบกดาบง้าวเล่มโตไว้บนไหล่ พร้อมด้วยเหล่าจอมยุทธอีกสี่คนก็กระโดดขึ้นไปปรากฏตัวที่บนเนินดินพร้อมกัน อย่างกับฉากเปิดตัวขบวนการห้าสียังไงยังงั้น ต่างกันตรงที่ว่าไม่มีระเบิดควันสี และเสียงดังตูมตามเท่านั้น“ท่านยังคงปลอดภัยดีสินะขอรับ เมื่อครู่ที่เราพลัดหลงกันข้าว่าต้องเป็นแผนการของพวกมันแน่ๆ” หม่าตงเฟิงเดินอาดๆตรงเข้ามาหาทั้งสอง ถ้าหวงเลี่ยงไม่บอกไปก่อนว่าคนตรงหน้าเป็นจอมยุทธฝ่ายธรรมะ หลี่ซื่อคงนึกว่าชายร่างใหญ่นั่นต้องเป็นโจรแน่ๆ“ก็เกือบตายไปแล้วเหมือนกัน ดีที่ได้น้องชายผู้นี้ช่วยชีวิตเอาไว้” หวงเลี่ยงเปิดเสื้อคลุมตัวนอกออกเผยให้เห็นคราบเลือดจากรอยมีดแทงอย่างชัดเจน“ว่ายังไงนะ! แล้วท่านลุกขึ้นมาแบบนี้แผลจะไม่เปิดหรือ!” ชายร่างใหญ่รีบวิ่งเข้ามาดูอาการสหายในทันที แววตา และน้ำเสียงของหม่าตงเฟิงดูมีความเป็นห่วงอย่างมาก“พอเลยๆ ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก แผลไม่โดนจุดสำคัญ แถมวิชาการทำแผลของน้องชายหลี่ซื่อนั้นเยี่ยมยอดนัก ข้าแทบไม่เจ็บแผลแล้วด้วยซ้ำ” นอกจากปรามสหายที่ตื่นตกใจมากเกินไปแล้ว หวงเลี่ยงยังชื่นชมผู้มีพระคุณออกกหน้าออกตา“ข้าเป็นแค่ชาวบ้าน ไม่ใช่หมอนะขอรับ ถือเป็นโชคดีของท่านมากกว่าที่แผลไม่โดนจุดสำคัญ” หลี่ซื่อผู้ถ่อมตนไม่อาจรับคำชื่นชมเกินจริงนี้ แต่สำหรับเหล่าจอมยุทธที่ต้องผ่านศึกการต่อสู้มากมายแล้ว การพบผู้ที่สามารถรักษาบาดแผลได้อย่างดีนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ยิ่งเป็นคนที่มีบุญคุณช่วยชีวิตสหายของตน ยิ่งเป็นที่น่ายกย่อง“โอ้! ข้าต้องขอบคุณสหายน้อยที่ช่วยเหลือเจ้าสำนักหวง เขาเป็นผู้นำเหล่าจอมยุทธออกล่ากองโจรไฮ่หลาง รวมทั้งยังเป็นเจ้าสำนักศิลาเหลือง ถ้าขาดเขาไปไม่เพียงแต่กลุ่มปราบโจรของพวกเราเท่านั้น ยังเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของยุทธภพอีกด้วย น้ำใจของเจ้าในครั้งนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก” คำชื่นชมอันยืดยาวอลังการจากหม่าตงเฟิง มันทำให้ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้างตะลึงกับความเวอร์เกินพอดีนี้“พวกเราล้วนเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ย่อมต้องช่วยเหลือซึ่งกัน และกันอยู่แล้วขอรับ ว่าแต่ข้าไม่ทราบเลยว่าจอมยุทธหวงเป็นเจ้าสำนักศิลาเหลือง ส่วนเรื่องตามล่าโจรอะไรนั่นข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย” หลี่ซื่อรีบเปลี่ยนเรื่องทันที ก่อนที่จอมยุทธคนอื่นๆจะเข้ามาอวยกันไม่หยุดแบบเมื่อครู่นี้ ในขณะที่ชายวัยกลางคนทั้งสองหลังจากได้ฟังชายหนุ่มกล่าวถาม พวกเขาต้องรวบรวมคำพูดสักครู่เพื่อจะกล่าวออกมาให้เหมาะสม แต่กลายเป็นว่าจอมยุทธชุดขาวผู้สวมหมวกฟางที่มีผ้าสีดำคลุมอยู่เป็นผู้ตอบคำถามนั้นแทน“ที่น้องชายไม่รู้ว่าเจ้าสำนักหวงเป็นเจ้าสำนักศิลาเหลืองก็ไม่แปลก เพราะท่านมารวมกลุ่มกับพวกเราด้วยตัวคนเดียว ไม่มีศิษย์ในสำนักตามมาด้วย จึงไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงตัวตนของท่าน ส่วนเรื่องกองโจรไฮ่หลางนั้นทางเจ้าเมืองหยุนไห่ก็ได้เป็นผู้ขอร้องให้เจ้าสำนักหวงช่วยรวบรวมจอมยุทธด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่น และไม่ให้สายข่าวของพวกโจรรู้ตัว ” จอมยุทธชุดขาวอธิบายมาโดยละเอียด“อ้อ...เป็นเช่นนี้นี่เอง” เมื่อเข้าใจเรื่องราว หลี่ซื่อก็คาราวะขอบคุณผู้ที่บอกกล่าว“ว่าแต่น้องชาย เจ้าเป็นคนที่สุภาพ รู้มารยาท รวมทั้งยังมีความรู้ด้านการรักษาอยู่ด้วย เจ้าคงจะไม่ใช่พรานป่าทั่วไปใช่หรือไม่” ด้วยประสบการณ์ท่องยุทธภพจอมยุทธชุดขาวจึงกล่าวถามหลี่ซื่อ เมื่อเขาเริ่มสังเกตบางอย่างในตัวชายหนุ่มได้“ถ้าเป็นเรื่องนั้นคงเป็นเพราะว่าข้าเคยเป็นบ่าวรับใช้ของผู้อาวุโสลำดับสี่ แห่งสำนักบัณฑิตผิงจิ้งเต๋อมาก่อนขอรับ” ชายหนุ่มกล่าวตอบไปตามจริง“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง แล้วทุกวันนี้เจ้าเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์อย่างนั้นรึ?” สำนักบัณฑิตชื่อดังที่ล่มสลายภายในคืนเดียวเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วทั้งแคว้นสุ่ยรับรู้เป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวย้อนความถึง แต่สิ่งที่จอมยุทธหมวกฟางอยากรู้คือ คนตรงหน้าใช้ชีวิตต่อจากนั้นอย่างไร“ปัจจุบันข้าเป็นบ่าวรับใช้ของจางซาน เจ้าสำนักหยุนหลงบัณฑิตผู้เป็นศิษย์แห่งผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดแห่งสำนักผิงจิ้งเต๋อขอรับ” ชายหนุ่มบอกไปเพราะไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง แต่หลังจากที่หลี่ซื่อบอกเล่าถึงงานประจำของตน มันก็ทำให้เหล่าจอมยุทธถึงกับประหลาดใจขึ้นมาทันที ด้วยเพราะพวกเขาต่างก็รู้ดีถึงชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนั้น“สำนักหยุนหลงที่ว่านี่ก็คืออาคารเก่าๆที่ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วก็มีเจ้าสำนักไร้ความสามารถนั่นใช่หรือไม่?” คราวนี้เป็นชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีน้ำตาลถามขึ้น“ที่นั่นแหละขอรับคือสำนักหยุนหลง เพียงแต่ว่าจางซานนั้นหาใช่คนที่ไร้ความสามารถ แต่ก่อนเขาก็เป็นบ่าวรับใช้เหมือนกับข้า เนื่องจากเป็นคนฉลาดหัวไวจึงได้ถูกรับเข้าเป็นศิษย์สำนักผิงจิ้งเต๋อ เพียงแต่ว่าศึกษาอยู่ได้ไม่นานสำนักก็ล่มสลาย ในฐานะศิษย์คนสุดท้ายเขาจึงต้องแบกรับคำสั่งเสียของผู้อาวุโสเจ็ดผู้เป็นอาจารย์เอาไว้อย่างหนักแน่น” กล่าวถึงตรงนี้แววตาของหลี่ซื่อก็สลดลง“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ชายหนุ่มผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา แต่ต้องมาแบกรับหน้าที่ของระดับเจ้าสำนักก็คงเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสแน่นอน เอาเป็นว่าพวกข้าที่ได้รู้ความจริงนี้จะช่วยแก้ข่าวเสียหายให้กับพวกเจ้าด้วยก็แล้วกันนะ” หวงเลี่ยงอาสาช่วยเหลือ แม้ว่าจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เขาจะตอบแทนให้กับชายหนุ่มก็ตาม