ฮวงจุ้ย เกมส์ กล คนแปรชี่

    ตอนที่.33

    กรงเหล็กถูกง้างออกจนเกิดเป็นช่องเล็กๆ พอดีตัว เหมาะสำหรับคนร่างเล็กๆ อย่างเช่น แพรวา ปอย ดาว ภาวิณี และ ซินแสหวังสามารถลอดผ่านออกไปได้ ซึ่งในทันทีที่บุรุษชราออกมาได้ เขาก็รีบจ้ำอ้าวไปที่ขึ้นรถและขับหนีหายไปทันที สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับเหล่าคนที่ช่วยเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะกับทีมงานต้มตุ๋นของเขาที่ยังคงติดอยู่ภายในห้องที่ส่งเสียงสบถสาปแช่งตลอดเวลาขณะที่ยังคงช่วยงัดกรงเหล็กนั้นต่อไปอย่างทุลักทุเล แต่ครั้นเมื่อกรงถูกแหกง้างออกมาจนกว้างพอที่เหล่าบุรุษร่างใหญ่จะออกมาได้ ลูกศิษย์ซินแสหวังซึ่งเป็นคนแรกที่ออกมาได้ก็จ้ำอ้าวหนีหายตามไปในทันทีเช่นกัน ไม่แตกต่างจากการกระทำของผู้เป็นอาจารย์ที่ตนพึ่งจะด่าไปหยกๆ เลยแม้แต่น้อย

    แต่ทว่าดูเหมือนว่ากรงเหล็กจะถึงขีดจำกัดการง้างของมันแล้ว ซึ่งนั้นมันทำให้บุรุษชรามหาเศรษฐีทั้งสองที่ร่างกายค่อนข้างจะอ้วนใหญ่ไม่สามารถออกมาได้

    “ได้…แค่นี้…แหละ….” วิษณุนั่งแผ่ลงกับพื้นด้วยอาการหอบเหนื่อย “คง….ต้องตัด…อย่างเดียว…”

    “มีอะไรที่พอจะใช้ตัดได้ไหม” ภาวิณีหันไปถามเอกในทันที

    “ไม่มี…” เอกตอบ มองดูภาวิณีก่อนจะเหลือบมองไปยังบุรุษชราในห้องด้วยท่าทีแค้นเคือง

    “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องไปหามาจากข้างนอก” คุนเสนอ “หรือไม่ให้คนข้างนอกเอาเข้ามาให้”

    “ไม่มีสัญญาณเลย” ดาวเอ่ยขึ้น “โทรหาใครไม่ได้เลย”

    “ทางนี้ก็ด้วย” ปอยว่าตามมา “คงต้องออกไปเอา หรือ ไปขอให้ชาวบ้านแถวนี้มาช่วยแล้วละ”

    “ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้น!” สถาปนิกไพศาลตะโกนเสียงก้อง ในมือถือวัตถุสีดำขลับ ซึ่งมันทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นมันต่างก็ต้องตัวแข็งทื่อไปตามๆ กัน “คิดไม่ถึงเลยที่ฉันจะต้องมาใช้วิธีตายที่ง่ายดายแบบนี้กับคนอย่างพวกแก!” เขาส่ายปืนในมือไปมาช้าๆ ตรงไปยังกลุ่มคนที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นตรงหน้า “ผิดแผนอีกจนได้”

    “ใจเย็นๆ…ก่อนซิครับ…คุณไพศาล…” วิษณุยกมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ทำใจดีสู้เสือเอ่ยคำพูดออกไปอย่างติดๆ ขัดๆ “วางปืน…แล้ว…ค่อยๆ พูด…ค่อยๆ จากัน…ไม่ดีกว่าหรือครับ…อยากได้อะไร…ก็บอกกัน….ดีๆ….”

    เกิดเสียงปัง! ดังกึกก้องกัมปนาทขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดของเหล่าสุภาพสตรี และ เสียงตะโกนของบุรุษผู้ใช้มันยิงขู่ขึ้นฟ้า โดยที่เหล่าคนตรงหน้าต่างก็นั่งลงไปอย่างไม่รู้สึกตนเอง

    “หุบปาก…ก็บอกไปแล้วไงว่าต้องการให้พวกแกตาย!” สถาปนิกไพศาลประกาศเสียงกร้าว “เอาละ…มาเริ่มที่คนแรกกันเลยดีกว่า….!”

    สิ้นเสียงพูด เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ทิศทางของปลายกระบอกปืนในมือเข้านั้นชี้ตรงไปยังบุรุษชราที่อยู่ภายในห้องกรงขัง

    ร่างที่ถูกกระสุนปืนสะดุ้งเฮือกขณะที่ทรุดร่างลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น สองมือกุมช่วงท้องที่บัดนี้มีของเหลวสีแดงค่อยๆ ซึมไหลออกมา

    “ภาคินณ์….!” ธานิน มหาเศรษฐีผู้เป็นบิดาร้องตะโกนอย่างเจ็บปวด พยายามยืนมือออกมาจากลูกกรงเพื่อจะใช้สัมผัสกับบุตรชายเพียงคนเดียวของตน “แกจะมาบังทำไม….ไอ้ลูกบ้า…ไอ้ลูกเวรเอ๊ย!”

    ว่าพลางน้ำตาสายหนึ่งก็ไหลรินออกมาจากสองดวงตาที่จับจ้องมองร่างและใบหน้าของลูกชายอย่างเจ็บปวดทรมาน

    “ก็พ่อเป็นพ่อหนูนี่หนา” ภาคินณ์พยายามฝืนยิ้ม ขณะที่ร่างกายสั่นเทา เหงื่อกาฬผุดออกมาทั่วทั้งใบหน้าที่เริ่มขาวซีด “ถึงพ่อจะไม่รักที่หนูเป็นแบบนี้ แต่หนูก็รักพ่อนะ”

    “ไอ้ลูกบ้า…!” ธานินพูดเสียงสั่นขณะที่ยังร้องไห้ไม่หยุด “ใครบอกว่าฉันไม่รักแก…ที่ฉันทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อแก…แต่แค่ฉันอยากให้แกมีหลานไว้ให้ฉันสืบสกุลสักคนเท่านั้นเอง…ถ้าไม่มีแกฉันจะทำทุกอย่างนี้ไปเพื่ออะไรกันละ!”

    “เพื่อตัวแกเองไง!” สถาปนิกไพศาลสวนคำขึ้น ก่อนจะเกิดเสียงปัง! ดังสนั่นขึ้นอีกหนึ่งครั้ง

    ร่างที่ถูกลูกกระสุนฝั่งลงไปค่อยๆ ทรุดลง พร้อมกับเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล

    “ไม่….!” บุรุษผู้ถือปืนในมือร้องลั่น ขณะที่นั่งลงประคองร่างสตรีตรงหน้าอย่างลนลาน “เดือน…ไม่นะ…ไม่นะ ไม่ๆๆๆ หมอ ฉันจะรีบพาเธอไปหาหมอเดี๋ยวนี้แหละ!”

    ในเสี้ยววินาทีที่สถาปนิกไพศาลลั่นไก จู่ๆ น้าเดือนก็โผล่พรวดออกมาปัดปลายกระบอกปืน แต่อนิจจามันกลับยิงเข้าสู่ร่างของเธอทันทีเช่นกัน ก่อนที่เธอจะนอนอิดระโหยโรยแรงอยู่ภายในวงแขนของสถาปนิกไปศาล ขณะที่คนที่เหลือต่างก็รู้สึกช๊อกไปตามๆ กัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะปอย ที่ร้องขึ้นสุดเสียงก่อนจะพุ่งร่างตรงไปยังสตรีตรงหน้า แต่ก็ถูกคุนคว้าดึงตัวไว้เสียก่อน

    “ใจเย็นๆ ก่อน” คุนกัดฟันกรอด ขณะที่พยายามดึงรั้งร่างของปอยเอาไว้ “มันมีปืน อันตราย…!”

    “แต่นั้นน้าเดือนนะ!” ปอยพยายามดิ้นรนขัดขืนจากพันธนาการของคุน “นั้นคือน้าฉันนะ!”

    “ฉันรู้…” คุนค้าน “แต่เธอต้องใจเย็นๆ ก่อน”

    ขณะนั้นเองวิษณุก็ตะโกนเสียงดังไปยังสถาปนิกไพศาล ที่น้ำตาไหลพราก ก้มมองดูสตรีในอ้อมแขนสลับกับกลุ่มคนตรงหน้า

    “ใจเย็นๆ ก่อนดีไหมครับคุนไพศาล” วิษณุยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ “มีอะไรก็ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันดีไหมครับ อีกอย่างตอนนี้…เรามาช่วยกันพาคนเจ็บไปหาหมอกันก่อนดีไหมครับ”

    “ไม่…!” สถาปนิกไพศาลตะโกนเสียงก้อง “พวกแกทั้งหมดจะต้องตายอยู่ที่นี้!”

    แทบจะในทันทีที่จบประโยค พื้นก็พลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงคล้ายแผ่นดินไหว

    “ไพศาล….” เสียงน้าเดือนเอื่อยเอ่ยคำพูดออกมาด้วยอาการหอบเหนื่อย “หยุดจองเวร…จองกรรม...กัน ไม่ได้เหรอ…”

    “ไม่ได้” สถาปนิกไพศาลตอบกลับ ขณะที่ยังคงยกปืนชูค้างไว้ “พวกมันทุกคนที่มีส่วนทำกับฉันสมควรต้องตาย”

    “แล้ว…ฉัน..ละ” น้าเดือนพยายามฝืนพูด “ทำไมนายถึงไม่โกรธฉัน…ทำไมนาย…ถึงปล่อยให้ฉันรอดเพียงคนเดียว…”

    “เพราะฉันรักเธอ” สถาปนิกไพศาลตอบกลับเสียงเครือ “ฉันทำใจฆ่าเธอไม่ได้ แต่ฉันก็รักเธอไม่ได้เหมือนกัน ทั้งกับสิ่งที่ฉันทำไว้กับเธอ…และกับสิ่งที่พ่อเธอทำไว้กับฉัน….”

    “แต่เวรย่อมระงับได้ ด้วยการไม่จองเวรกันนะโยม” ทันใดนั้น เสียงของพระภิกษุชราก็ดังขึ้น ขณะที่ท่านเดินผ่านสถาปนิกไพศาลและน้าเดือนขึ้นไปอยู่ระหว่างกลางกับกลุ่มผู้ประสบเหตุ หันหน้าทางสถาปนิกไพศาล “โยมอาจจะไม่เชื่ออาตมาก็ได้นะ ว่าที่ครอบครัวของโยมเป็นแบบนี้ ก็เป็นเพราะว่าในอดีต ครอบครัวของโยมเองก็เคยได้ไปก่อกรรมทำเวรไว้กับครอบครัวโยมสมเขาไว้ก่อน แล้วครอบครัวโยมสมก็กลับมาจ้องเวรกลับ”

    “ท่านพูดเรื่องอะไร!” สถาปนิกไพศาลหน้าสับสนงงงวยขณะที่เงยหน้าขึ้น “แล้วท่านเป็นใคร มาที่นี่ได้ยังไง ผมล็อกทุกทางเข้าออกไว้หมดแล้วนี่!”

    “อาตมาคือเพื่อนของโยมสม คนที่ร่วมวางดวงบ้านให้กับครอบครัวโยม”

    สถาปนิกไพศาลเบิกดวงตากว้าง กัดฟันกรอดขณะที่ยกปืนในมือขึ้นด้วยอาการสั่นระริก

    “จะ…ทำ…อะไร!” น้าเดือนสะดุ้งวาปเมื่อคิดถึงสิ่งที่สถาปนิกไพศาลกำลังจะทำ “นั้นมันบาปมากนะ…ไพศาล…อย่าทำนะ…”

    “เมื่ออดีตชาติ ครั้งเมื่อเกิดการกู้ชาติของเหล่าเจ้าล้านนา โดยมีเมืองแพร่เป็นต้นหัว และ ตระกูลของโยมก็เข้าร่วมก่อการด้วยในครั้งนั้นด้วย แต่ทว่าบรรพบุรุษของตระกูลโยมก็ได้หักหลังและได้เปิดเผยแผนการทั้งหมด ร่วมถึงรายชื่อผู้ร่วมก่อการ จนทำให้ครอบครัวและวงษาคณนาญาติทั้งหมดเก้าชั่วโคตรของพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ถูกประหารทั้งหมด บางส่วนก็เล็ดลอดหนีไปได้บ้าง ซึ่งนั้นก็คือต้นตระกูลของโยมสมและของอาตมานั้นเอง”

    “บ้าบอ…เลอะเทอะ” สถาปนิกไพศาลยิ้มเย้ยหยัน “คิดว่าเป็นพระเป็นเจ้าแล้วจะพูดอะไรไปเรื่อยแล้วคนจะเชื่องั้นเหรอ”