‘เหวินจงเป็อะไรของเขากัน นั่งหน้ามุ่ยมาตลอดทาง พอมาถึงบ้านก็เดินเข้าห้องตัวเองไปเสียดื้อ ๆ แต่ที่น่าแปลกก็คือ...ทำไมเหวินจงถึงได้ให้หุนทุ่นกับฉันกัน...เป็ห่วงงั้นเหรอ ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเท่าไหร่แฮะ’ เมธาเดินกอดอกครุ่นคิดในใจจนมาถึงห้องโถง
เหวินฮ่วนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ไม้พอเห็นเมธาเดินเข้ามาในห้อง ก็กล่าวเสียงทุ้มขึ้น “อวี้หลิน เ้ามาหาข้ามีอะไรงั้นหรือ”
เมธาย่อตัวคำนับเล็กน้อยแล้วกล่าว “คารวะท่านพ่อ ที่ข้ามาหาท่านก็เพื่อมาขออนุญาตไปเยี่ยมบิดาของข้าในวันพรุ่งนี้เ้าค่ะ นับั้แ่ที่ข้าแต่งงานข้ายังไม่ได้กลับไปเยี่ยมบิดาเลยสักครั้งเ้าค่ะ”
เหวินฮ่วนกล่าวพร้อมกับคลี่ยิ้ม “เ้าคงจะคิดถึงอวี้เทียนบิดาของเ้าสินะ ข้าเข้าใจ งั้นข้าอนุญาตให้เ้าไปเยี่ยมอวี้เทียนได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เหวินจงไปเป็เพื่อนกับเ้า”
“มิเป็ไรเ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพี่เหวินจงคงวุ่นกับงานเขียนบัญชีมิอาจไปกับข้าได้ ข้าสามารถไปเองคนเดียวได้เ้าค่ะ ส่วนวันที่ข้าจะกลับมานั้นไม่แน่ชัดเท่าไหร่นัก แต่ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุดเ้าค่ะ”
“อืม” เหวินฮ่วนพยักหน้ารับเมธาด้วยความเข้าใจหัวอกของคนเป็ลูกที่คิดถึงครอบครัวของตนเอง
วันที่เก้า ยามเช้ามืด
เมธาเดินออกมาจากเรือนพร้อมกับเสี่ยวหยางที่ถือโคมไฟนำทางให้ผู้เป็นาย
เมื่อเดินออกจากประตูหน้าบ้าน เมธาก็ได้ยินเสียงของม้าร้องดังขึ้นอยู่มุมเรือน เขาจึงเดินตามเสียงไปพร้อมกับเสี่ยวหยางจนไปเจออวี้หลินที่กำลังยืนรอพวกเขาอยู่หน้ารถม้า
“ท่านพี่ทางนี้” อวี้หลินเรียกเมธาเสียงเบาพร้อมกับโบกมือเรียกเขา
พอเมธาเดินมาถึงรถม้าเขาก็รีบขึ้นไปโดยเร็ว ไม่นานนักรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านสกุลเหวินไป
‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม รถม้าก็เคลื่อนตัวมาถึงหน้าเรือนหลังเก่า
หลังจากที่ลงจากรถม้าขึ้นเรือนแล้วอวี้หลินก็ยื่นห่อผ้าสีขาวมาทางเมธา “ชุดของท่านพี่เ้าค่ะ”
“อืม ขอบใจ”
เมธาเดินเข้าไปในห้องแล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากระจกที่คุ้นเคย พอเขาถอดชุดกระโปรงยาวออกก็เผยให้เห็นร่างกายที่ดูมีเนื้อมีหนังมากกว่าแต่ก่อน
เมธาลูบคลำหน้าท้องกับต้นแขนของตนอย่างครุ่นคิดไปพักหนึ่งก็หยิบเสื้อผ้าในห่อผ้าออกมาสวม
เมื่อเมธาสวมชุดคลุมยาวสีครามและสวมรองเท้าสีดำหุ้มข้อเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินไปเปิดประตูออกจากห้อง
“ท่านพี่ ข้าจะพาท่านไปหาท่านพ่อเ้าค่ะ” อวี้หลินที่ยืนรอเมธาอยู่หน้าห้องก็เดินมาจับแขนของเขา แล้วพาเดินไปยังห้องที่อยู่มุมสุดของบ้าน
พอเมธาเดินเข้าไปในห้องเขาก็เห็นชายวัยกลางคนนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นอย่างช้า ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียง
“ท่านพ่อ...” เมธากล่าวเรียกคนบนเตียงเสียงเบาพร้อมกับเคลื่อนมือไปจับมือที่หยาบกร้านของอวี้เทียนไว้
อวี้เทียนไอออกมาเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ หันหน้ามาทางอวี้ิพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า “อวี้ิ...นั่นลูกจริง ๆ ด้วย...พ่อเป็ห่วงเ้าเหลือเกิน”
“ข้าอยู่ที่นี่แล้วท่านพ่อ”
“ในวันที่เ้าแต่งงานพ่อได้ส่งสัญญาณเรียกเ้าแล้วแต่เ้ากลับมิออกมา พ่อเป็ห่วงเ้านัก แต่เพราะอาการป่วยของพ่อกำเริบจึงมิอาจอยู่รอเ้าต่อได้”
‘สัญญาณที่ว่าคงเป็เสียงนกร้องในตอนนั้นสินะ’ เมธาคิดในใจ
“หนีหรือไม่หนีนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ท่านพ่อมิต้องเป็ห่วง ข้าอยู่ที่นั่นได้”
อวี้เทียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว “หากเป็อย่างที่ลูกกล่าวพ่อก็สบายใจ...อวี้ิ ลูกกลับมาครานี้ดูเหมือนใบหน้าของเ้าจะดูมีสีสันไม่ซีดเซียวดั่งเช่นแต่ก่อน อีกทั้งเ้าก็ดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้น”
“ท่านพ่อ ข้าหายป่วยแล้ว” เมธากล่าวพร้อมกับคลี่ยิ้ม
“ขอบคุณ์ที่เมตตาให้ลูกข้าได้หายจากความทรมานสักที...แค่ก ๆ”
พอเมธาเห็นอวี้เทียนไอออกมาอย่างหนักเขาก็รีบหยิบชามยาร้อนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาแล้วพยุงตัวอวี้เทียนขึ้นจากเตียง ก่อนจะนำยาให้อวี้เทียนดื่มทันใด
‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀
รุ่งเช้าของวันที่สิบสอง
เมธาดูแลอวี้เทียนมาได้สองวันเขาก็พลันคิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองจนรู้สึกจุกอยู่ในอกขึ้นมา ตอนที่เขามีโอกาสอยู่กับพ่อกับแม่ เขาก็เอาแต่ทำงานอยู่ในเมือง หลังจากที่ไปเยี่ยมพ่อกับแม่พร้อมฟงในครั้งนั้นเขาก็ไม่เคยกลับมาดูแลพ่อกับแม่ของตนเองเลยสักครั้ง
ดังนั้น อวี้เทียนผู้ที่เป็พ่อของเมธาในตอนนี้ถึงแม้จะไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเขาก็ตาม แต่เขาจะเป็คนดูแลพ่อคนนี้ ทดแทนที่เขาไม่เคยกลับไปดูแลพ่อกับแม่ของตน หลังจากที่เมธาให้ยาอวี้เทียนเรียบร้อยแล้วก็ลงจากเรือนไปเดินสำรวจหลังบ้าน
ด้านหลังบ้านนี้มีสวนที่กว้างขวาง มีต้นส้มหลายต้นที่ถูกปลูกเรียงกันอย่างเป็ระเบียบสวยงาม แต่กระนั้นต้นส้มทุกต้นกลับเหี่ยวเฉาจนน่าใจหาย
เมื่อเมธาเห็นสวนส้มเขาก็พลันหวนนึกถึงความหลังในวัยเด็กที่ตนเคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว
พ่อของเขามักจะพาเขามาเล่นที่สวนส้มและเก็บส้มด้วยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนแม่ของเขาก็จะคอยทำน้ำส้มรสหวานใส่น้ำแข็งลอยแก้วมาให้ดื่มยามที่เล่นกับพ่อจนเหนื่อยอยู่เสมอ เป็บรรยากาศที่อบอุ่นยิ่งนัก แต่หากคิดอยากจะกลับไปหาท่านทั้งสองในตอนนี้ก็คงสายไปเสียแล้ว…
ขณะที่เมธากำลังเดินคิดด้วยความเศร้าอยู่นั้น สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นต้นส้มต้นหนึ่งที่ยังคงมีใบสีเขียวอยู่
เมธาเดินไปหยิบถังไม้มาตักน้ำในบ่อที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนแล้วมารดต้นส้มนั้นให้ชุ่มน้ำ
“คุณหนูกำลังทำอะไรอยู่รึเ้าคะ” เสี่ยวหยางที่เดินมาหลังบ้านถามเมธาด้วยความสงสัย
“ข้ากำลังรดน้ำให้ต้นส้มต้นนี้อยู่น่ะ ข้าเห็นต้นอื่นเหี่ยวเฉากันหมด แต่ต้นนี้ยังคงมีใบสีเขียวอยู่ ข้าเลยรดน้ำให้ต้นมันชุ่มชื้นสักหน่อย เผื่ออนาคตมันจะได้มีผลออกมา และก็เสี่ยวหยาง...ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่บ้านสกุลเหวินกันแล้วนะ”
“อ้อ! ข้าลืมเ้าค่ะ ข้าพูดแต่คำว่าคุณหนูจนติดปากไปเสียแล้วเ้าค่ะคุณชาย ฮ่า ๆ” เสี่ยวหยางยิ้มให้เมธาอย่างเขินอายเล็กน้อย
เมธาวางถังไม้ลงบนพื้นแล้วกล่าว “เสี่ยวหยาง นับั้แ่วันนี้ที่เราอยู่ที่นี่ ข้าฝากเ้ารดน้ำและดูแลต้นส้มต้นนี้ได้หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะ” เสี่ยวหยางยิ้มรับ
เมื่อถึงยามค่ำ ตะวันลับฟ้า
เมธาที่อยู่ในห้องยืนส่องกระจกสำรวจดูเรือนร่างของตนพร้อมทั้งคิดในใจ
‘อวี้ิผู้นี้หาใช่คนผอมแห้งั้แ่เกิด เพียงแค่เขาป่วยมีโรคประจำตัวจึงทานข้าวไม่ค่อยได้ ร่างกายจึงได้ผอมไปโดยปริยายเช่นนี้ แต่ถ้าหากฉันมีเวลาว่างออกกำลังกายบ้างสักหน่อย ร่างกายของอวี้ิคงจะกลับมาแข็งแรงกระมัง’
‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀
วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ยี่สิบห้า ในวันที่ฟ้าหมองหม่นเป็สีเทา อาการป่วยของอวี้เทียนนั้นไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย มีแต่จะทรุดลงเรื่อย ๆ
เมธาและอวี้หลินนั่งอยู่ข้างเตียงเฝ้าผู้เป็บิดาด้วยแววตาเศร้าหมอง ด้วยรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อจากนี้นั้นมิอาจฝืนกฎของธรรมชาติได้
อวี้เทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “อวี้ิ อวี้หลิน พ่อมีเื่ที่อยากจะขอโทษ...พ่อโกหกลูกมาโดยตลอด แท้ที่จริงแล้วพ่อนั้นป่วยมีโรคประจำตัวมานานแล้ว แต่พ่อไม่เคยบอกเ้า เพราะพ่อกลัวเ้าเป็ห่วงพ่อ นับั้แ่ที่แม่เ้าจากไป พ่อก็เป็เสาหลักของครอบครัวเพียงคนเดียว ดังนั้นแล้ว พ่อจึงมิอาจนิ่งอยู่เฉยได้ พ่อพยายามทำงานหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวอย่างสุดความสามารถ แต่บัดนี้พ่อคงจะอยู่ดูแลเ้าต่อไม่ได้แล้ว...”
อวี้เทียนเคลื่อนมือที่ไร้เรี่ยวแรงไปกุมมือของอวี้หลินไว้ “พ่อดีใจที่ลูกได้อยู่กับคนที่ลูกรัก ขอให้ครอบครัวของลูกมีแต่ความสุข” พอกล่าวจบอวี้เทียนก็หยิบถุงผ้าเก่าชิ้นหนึ่งขึ้นมายื่นให้เมธา
“อวี้ิ นี่เป็เมล็ดพันธุ์ส้มที่พ่ออยากให้เ้าเก็บไว้ให้ดี หากวันหนึ่งเ้าประสบปัญหาที่มิอาจรับมือได้ จงเดินทางไปยังทิศตะวันออกเพื่อไปหาลุงของเ้า...พ่อไม่มีอะไรให้เ้ามากนักนอกจากที่ดินของบ้านหลังนี้และกล่าวอวยพรให้กับเ้า ขอให้ลูกประสบความสำเร็จในเื่ที่ปรารถนา ขอให้ลูกได้พบกับคนที่ลูกรักและอยู่ดูแลกันตลอดไป...”
เมธายื่นมือไปรับถุงผ้าไว้ด้วยมืออันสั่นเทาพร้อมกับน้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตา
“์เมตตาข้านักที่ให้เวลาข้าได้กล่าวร่ำลาสั่งเสียพวกเ้า...สุดท้ายนี้หากพ่อหมดลมหายใจ เ้ามิต้องจัดพิธีอะไรให้มากนัก เพียงนำร่างของพ่อใส่โลงและนำไปฝังอยู่ที่หลังบ้านของเราก็เพียงพอแล้ว...แค่ก ๆ และอวี้ิ...พ่ออยากให้เ้าเป็อวี้ิที่สดใสเช่นนี้ตลอดไป...” สิ้นเสียงแหบพร่าอวี้เทียนก็หายใจรวยรินไปพักหนึ่ง ก่อนที่เปลือกตาทั้งสองข้างของเขาจะค่อย ๆ ปิดลง
“ท่านพ่อ ฮือ ๆ” อวี้หลินสะอื้นไห้ออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูอาบแก้ม สามีของนางที่ยืนเสียใจอยู่ด้านหลังก็เดินมากอดปลอบใจนาง
เมธากำถุงผ้าในมือแน่นพร้อมกับน้ำตาที่ค่อย ๆ หลั่งรินออกจากดวงตาที่ร้อนผ่าว ‘ท่านพ่อ...นับแต่นี้ข้าจะเป็อวี้ิลูกชายของท่านอย่างที่ท่านหวังไว้’
‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀‧:❉:‧ .。.:*・❀
ภายในห้องหนังสือที่เงียบสงัด
เหวินจงนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง กำหนังสือที่ถืออยู่ในมือไว้แน่นพร้อมกับเหม่อลอยคิดอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก หนิงลี่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถือถาดน้ำชามาใบหนึ่ง ก่อนจะเดินมานั่งข้างเหวินจงแล้วบรรจงเทน้ำชาลงในถ้วยชาด้วยความประณีตอย่างที่เคยทำให้เหวินจงทุกวัน
“น้ำชาเ้าค่ะ” หนิงลี่ยื่นถ้วยชาไปทางเหวินจง
“ขอบใจ วางไว้บนโต๊ะก่อน” เหวินจงกล่าวน้ำเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนิงลี่ก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยใบหน้าที่เจื่อนเล็กน้อย นางนั่งนิ่งไปสักพักก็ยื่นผ้าผืนเล็กสีขาวไปทางเหวินจง
“ท่านพี่เหวินจง พักนี้ข้าเห็นท่านพี่เครียดเื่งานนัก ข้าเลยปักผ้ามาให้ท่าน เผื่อท่านพี่เห็นแล้วจะรู้สึกดีขึ้นเ้าค่ะ”
“อืมขอบใจ” เหวินจงรับผ้าจากหนิงลี่มาไว้ในมือโดยไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“...ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านพี่แล้ว ข้าขอตัวก่อนเ้าค่ะ” หนิงลี่ลุกขึ้นยืนแล้วคำนับเหวินจงหนึ่งทีก่อนที่จะเปิดประตูเดินออกจากห้องไป
เหวินจงถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วก้มมองผ้าผืนเล็กสีขาวที่ปักลายดอกโบตั๋นสีแดงด้วยแววตาที่หมองมัว เขาคิดถึงใครบางคนที่มักติดดอกโบตั๋นประดับไว้กับผมยาวสีดำขลับเสมอ
‘ข้าไม่เคยเห็นหญิงสาวคนไหนที่เป็เหมือนอวี้หลินมาก่อน นางดูเป็คนที่เงียบสุขุมยิ่งนัก ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบห้าวันแล้วที่ข้าไม่เห็นหน้านาง หรือว่านางยังคงโกรธข้าเลยเก็บตัวอยู่แต่ในห้องกัน ตอนนั้นข้าคงกล่าวว่าและขึ้นเสียงใส่นางเกินไป...’ เหวินจงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปที่ห้องของอวี้หลินด้วยใจที่ว้าวุ่น
เมื่อเหวินจงเดินมาถึงหน้าห้องที่เงียบเชียบ เขาก็รู้สึกสองจิตสองใจไม่กล้าเปิดประตูเข้าไปในห้อง
ทันใดนั้นก็มีสาวใช้คนหนึ่งกำลังเดินผ่านมา เหวินจงจึงถามนางด้วยน้ำเสียงสุขุม “อวี้หลินอยู่ในห้องหรือไม่”
“นายหญิงไม่อยู่เ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวเสียงเบา
‘นางไปไหนกัน คงไม่ได้ไปหาเหวินจิวซินเ้าขี้เมานั่นหรอกนะ!’ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเหวินจงก็เดินไปที่ห้องของบิดาของตนเพื่อถามความให้แน่ชัด
“ท่านพ่อ ท่านเห็นอวี้หลินหรือไม่”
“อวี้หลินมิได้บอกเ้ารึว่านางกลับไปเยี่ยมบิดาของนาง อีกไม่กี่วันนางก็คงจะกลับมากระมัง”
‘นางกลับไปเยี่ยมบิดาโดยที่ไม่บอกข้าแม้แต่คำเดียวเลยน่ะรึ! ถ้าหากเ้ากลับมาข้าจะเค้นความกับเ้าให้หมดว่าเ้าไปเยี่ยมบิดาหรือไปหาใครกันถึงมิได้บอกข้า!’ เหวินจงคิดในใจด้วยความหงุดหงิด