“ท่านลุงเฝิงข้ามิได้ช่ำชองเกี่ยวกับการตกปลาจริงๆ ทั้งหมดเป็นเพราะโชคต่างหากหากท่านอยากตกปลาจริงๆ มิสู้ไปขอร้องชาวประมงดีกว่า พวกเขาน่าจะเชี่ยวชาญการตกปลามากกว่าข้าเสียอีก”
“ชะ! เจ้าเด็กนี่คิดจะหลอกข้าหรืออย่างไร! พวกนั้นข้าเคยไปถามมาแล้วมีผู้ใดบ้างตกปลาได้ในครั้งเดียวเช่นเจ้ากัน!”
ใช่แล้ว เฝิงเจิ้งชูทั้งเลื่อมใสและริษยาลั่วจิ่งเฉินเวลาพูดจาจึงค่อนข้างประชดประชันเสียดสี
คราวนี้ลั่วจิ่งเฉินยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิมหากเขามีพรสวรรค์ด้านนี้ก็ดีไป แต่เขาไม่มีจริงๆ สิ่งบอกได้ เขาก็บอกไปหมดแล้ว
จิ่งเฉินไม่สนใจเฝิงเจิ้งชูอีกต่อไปจากนั้นก็หยิบบันทึกที่เพิ่งได้มาเมื่อสองวันก่อนออกมา ก่อนจะดื่มด่ำไปกับมัน จนถึงขั้นแม้เฝิงเจิ้งชูจะตะโกนโหวกเหวกโวยวายอย่างไรเสียงนั้นก็หาได้เข้าหูจิ่งเฉินไม่
ชีเหนียงกับลั่วจิ่งซีหันมามองหน้ากันในลานบ้านก่อนจะหันกลับไปมองผู้เฒ่าที่เดินไปมาอย่างโมโหส่วนลูกชายของตนกลับถือตำราในมือและพลิกไปมาอย่างสบายใจ
จนบ่าวรับใช้สังเกตเห็นผู้มาใหม่ทั้งสองจึงรีบเตือนนายท่านของตน
“นายท่าน! นายท่าน! มีคนมาระวังภาพลักษณ์ด้วยขอรับ!”
เฝิงเจิ้งชูจึงเงยหน้าขึ้นมามองชีเหนียงกับลั่วจิ่งซีเขามาขอความรู้ที่นี่หลายวันแล้ว หากแต่ไม่เคยเห็นว่าที่บ้านนี้มีผู้อื่นเลยด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าลั่วชีเหนียงคือแขกผู้หนึ่ง พอคิดว่าลั่วจิ่งเฉินนั้นกำลังอยู่ในวัยเติบโตอีกทั้งยังเป็นบัณฑิตผู้เล่าเรียน จึงนึกว่าสตรีนางนี้คือคนที่จะมาทาบทามหมั้นหมายลั่วจิ่งเฉิน
เขากลอกตาหนึ่งรอบใครใช้ให้เจ้าหนุ่มไม่สนใจเขา ดูสิว่าเขาจะเอาคืนอย่างไร
“พวกเจ้าคือใครกัน?” เฝิงเจิ้งชูรีบจัดแจงสีหน้าให้สุขุมใจเย็นนั่งบนเก้าอี้หินราวกับเป็นเจ้าบ้าน
ชีเหนียงไม่รู้ว่าคนผู้นี้หมายความเช่นไรจึงเงยหน้าขึ้นถามกลับ “แล้วท่านคือผู้ใด?”
“ข้าน่ะหรือ!” เฝิงเจิ้งชูลากเสียงยาว “ข้าคือปู่ของเจ้าเด็กนี่พวกเจ้ามีอะไรก็ว่ามา”
“ปู่?”
ลั่วจิ่งซีอุทานเสียงหลงชีเหนียงเองก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แต่ไม่ได้แสดงออกเหมือนลั่วจิ่งซี
“ตะโกนอะไรกันเจ้าหนุ่มขวานผ่าซากคนนี้นี่ รูปร่างใหญ่ไม่พอ ยังเสียงดังอีกต่างหากหากเจ้าทำให้ผู้เฒ่าอย่างข้าตกใจจนเป็นอะไรไป ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
เนื่องจากลั่วจิ่งซีพเนจรอยู่ภายนอกมานานผิวพรรณจึงค่อนข้างแตกต่างกับลั่วจิ่งเฉิน แม้ว่าทั้งสองจะมีดวงตาชั้นเดียวเหมือนกันแต่เฝิงเจิ้งชูก็ไม่อาจเชื่อมโยงทั้งสองให้เกี่ยวพันกันได้
หลังจากตำหนิลั่วจิ่งซีเสร็จก็หันไปมองชีเหนียงแม่นางคนนี้ใช้ได้ ไม่โหวกเหวกโวยวาย
“บอกมาตกลงพวกเจ้ามาทำอะไรกันแน่?” แม้เฝิงเจิ้งชูจะถามเช่นนั้นแต่หางตาก็ยังรอดูความสนุกสนาน ทำเอาชีเหนียงไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี
ดีที่มีบ่าวอ่านความคิดของนายท่านออกจึงช่วยพูดแทน
“คุณชายน้อยของเราตอนนี้อายุสิบหกและยังเป็นซิ่วฉาย นายท่านของข้าบอกแล้วว่า เรื่องการหมั้นหมายของคุณชายน้อยถึงอย่างไรก็ต้องรอจนสอบได้อันดับแล้วค่อยว่ากัน พวกท่านกลับไปก่อนดีกว่า”
บ่าวรับใช้พูดได้ตรงใจเฝิงเจิ้งชูนักจึงส่งสายตาชื่นชมให้บ่าวรับใช้
ในที่สุดชีเหนียงถึงเพิ่งเข้าใจคนผู้นี้คิดว่านางคือแม่สื่อ นางจึงรีบอธิบาย “มิใช่ข้าไม่ได้มาดูตัว…”
“ไม่ได้มาดูตัวเช่นนั้นหรือเจ้าเป็นเด็กสาว แต่ไม่รู้จักสำรวมตัว มีอย่างที่ไหน เป็นสตรีแต่กลับวิ่งโร่มาสู่ขอบุรุษถึงที่ดีที่เจ้ายังรู้จักหลบเลี่ยงคำครหา พาน้องชายมาด้วย มิเช่นนั้น ฮึ่ม! ข้าคงให้คนไล่เจ้าออกไปนานแล้ว!”
แม้ชีเหนียงจะดูแลตนเองอย่างดีแต่ทรงผมของนางก็บ่งบอกได้ว่านางคือสตรีที่ออกเรือนแล้ว แล้วเหตุใดผู้เฒ่าท่านนี้ถึงมองว่านางคือเด็กสาว?คำพูดถัดมาของเฝิงเจิ้งชูถึงกับทำให้ชีเหนียงทนไม่ไหวจนแทบกระอักเลือด
“เด็กสาวคนอื่นอยู่ในวัยบานสะพรั่งมีคุณค่าการชื่นชมเด็กหนุ่มถือเป็นเรื่องถูกต้องสมเหตุสมผล แต่เจ้าแก่จนเป็นแม่คนได้แล้วเกรงว่าคงไม่เหมาะที่จะมาชื่นชอบเด็กหนุ่มกระมัง? ดูไม่ไร้ยางอายไปหน่อยหรือ!”
เฝิงเจิ้งชูมีหรือจะรู้ว่าลั่วชีเหนียงคือเด็กสาวหรือสตรีออกเรือนแล้วแต่บ่าวรับใช้กลับช่างสังเกตนัก เมื่อเห็นทรงผมของชีเหนียง จึงแอบเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อไม่ให้ตนเองดูไร้ความรู้เกินไป จึงรีบกล่าวเสริม
ลั่วจิ่งซีที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจขึ้นมาทันทีจึงจ้องไปที่เฝิงเจิ้งชูเขม็ง “ผู้เฒ่าอย่างท่านช่างไม่น่าเคารพ! อะไรคือไร้ยางอายอะไรคือแก่จนเป็นแม่คนได้! มาอยู่บ้านคนอื่นแท้ๆ ยังมีหน้ามาพูดเช่นนี้อีกหรือ?”
เฝิงเจิ้งชูเองก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดจึงลุกขึ้น “เอ๊ะ ไอ้เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ซื่อบื้อนี่เจ้าคิดจะทำร้ายข้าหรือ?”
“หากข้าทำร้ายท่านแล้วอย่างไร? ท่านมาอยู่บ้านผู้อื่นแกล้งเป็นปู่ผู้อื่น แล้วยังมาด่าแม่ผู้อื่นฉอดๆ! แต่จะไม่ให้ผู้อื่นสู้กลับจะได้อย่างไร!”
เฝิงเจิ้งชูมองดูเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ง้างมือจะทำร้ายตนเองจริงๆพลันตบโต๊ะหินเสียงดังจนทำให้มือเขาชา
อดทนไว้! ข้าจะแพ้ไม่ได้!
“ตบโต๊ะใครตบไม่เป็นบ้าง!” ลั่วจิ่งซีเองก็ตบลงไปที่โต๊ะอย่างแรงจนโต๊ะหินหักออกจากกัน
เขามองเฝิงเจิ้งชูอย่างได้ใจมาสิ จะแข่งอีกหรือ?
เสียงทะเลาะกันจนโต๊ะหินแตกดึงให้ลั่วจิ่งเฉินกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“อาซี!” ลั่วจิ่งเฉินมองเห็นลั่วจิ่งซีก็ตะโกนเรียกด้วยความดีใจ “เจ้ามาแล้วหรือ!”
พอหันไปเจอลั่วชีเหนียงก็หันกลับมามองใบหน้าสับสนของเฝิงเจิ้งชู “ท่านแม่ท่านเป็นอะไรไป? เหตุใดสีหน้าจึงย่ำแย่เพียงนี้?”
คำเรียกขานว่า‘ท่านแม่’ ทำให้เฝิงเจิ้งชูรู้สึกอับอายขึ้นมาทันทีที่ผ่านมาตนเองแสดงละครตลกให้พวกเขาดูเช่นนั้นหรือ
“จะให้ท่านแม่มีสีหน้าดีเช่นไร! ท่านใหญ่ท่านไปเอาคนพวกนี้มาจากไหนกัน พอเอ่ยปากก็บอกว่าเป็นปู่ของพวกเราแล้วยังบอกว่าท่านแม่คือแม่สื่อมาดูตัวท่าน นี่ยังไม่พอถึงขั้นคิดว่าท่านแม่คือสตรีที่ชื่นชอบท่าน อีกทั้งยังเอ่ยคำยังหยาบคายไม่น่าฟังมากมายช่างน่าโมโหนัก!”
ลั่วจิ่งซีโมโหและฟ้องความผิดของเฝิงเจิ้งชูกับลั่วจิ่งเฉินแต่พอหันกลับไปก็เห็นแต่ลานบ้านว่างเปล่า เฝิงเจิ้งชูกับบ่าวหนีไปแล้ว
……
“นายท่าน! นายท่าน ช้าหน่อยขอรับ! ผู้น้อยวิ่งตามไม่ทันแล้วขอรับ!” บ่าวรับใช้ตะโกนบอกขณะไล่ตามมา
“เสียงเบาหน่อยเดี๋ยวมีใครได้ยินเข้า!”
เฝิงเจิ้งชูตะโกนบอกให้บ่าวรับใช้เสียงเบาแต่ตัวเองกลับตะโกนออกมาเสียงดังกว่าผู้ใด
มองดูสองคนที่วิ่งตามกันออกจากบ้านไปชีเหนียงก็รู้สึกว่าอารมณ์ที่คั่งค้างอยู่เมื่อครู่ได้หายไปแล้ว ผู้เฒ่าคนนั้นช่างเหมือนเด็กน้อยจริงๆเมื่อครู่คิดว่าต้องจงใจเป็นแน่!
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจก็คือผู้เฒ่าคนนี้กลับเอาเรื่องแต่งงานของลั่วจิ่งเฉินมาล้อเล่น ในสายตาของชีเหนียงนั้นการแต่งงานควรเป็นเรื่องน่ายินดีที่มาจากคนสองคนที่มีใจตรงกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นได้
นอกจากนี้พี่น้องสกุลลั่วก็เหมือนจะมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานไม่น้อย สาเหตุก็มาจากชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวของตนดังนั้นนางจึงไม่ต้องการให้เอาเรื่องแต่งงานมาล้อเล่น
ลั่วจิ่งเฉินเมื่อได้ยินว่าลุงเฝิงเอาเรื่องแต่งงานมาล้อเล่นแม้จะรู้แก่ใจว่าเขาคือผู้เฒ่าที่ทำตัวเหมือนเด็กก็ตาม ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยตรงจุดนี้ความคิดของเขากับลั่วชีเหนียงตรงกันพอดี
“เขาเป็นเพียงคนแก่ที่ชื่นชอบตกปลาก็เท่านั้นพวกท่านกลับมาตรงจังหวะพอดี มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะถูกเขาตอแยไปถึงเมื่อไหร่” ลั่วจิ่งเฉินบอกเล่าเรื่องระหว่างตนกับผู้เฒ่าอย่างเรียบง่ายชีเหนียงก็เข้าใจทันที
แต่ลั่วจิ่งซีกลับจดจำเรื่องราวครั้งนี้ไว้ในใจเขาตั้งมั่นจะแวะไปทะเลสาบที่ลั่วจิ่งเฉินเล่าถึงวันละสามหน
……
เฝิงเจิ้งชูที่กำลังนั่งตกปลาอยู่ไม่นานนักก็เริ่มด่าทอต่อว่าที่ปลาไม่ติดเบ็ดสักที
หลายวันมานี้เฝิงเจิ้งชูไม่กล้าไปหาลั่วจิ่งเฉินเพราะเรื่องน่าอับอายที่ตนสร้างไว้จึงได้แต่มาตกปลาตามลำพัง
-----