ทะลุมิติไปยุค 60 กับระบบภรรยาผู้เพียบพร้อม

    บทที่ 15 มาทำให้มันจบ 1

    15


    เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง จน 10 โมงกว่าแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากทางหวังอวี้ เสวี่ยหงจึงคิดว่าหลี่อ้ายหลินคงจะกลัวความผิด แอบไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งแทนที่จะไปตามพ่อแม่มาดูน้องชาย

    ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าเ๹ื่๪๫นี้ควรแจ้งทั้งผู้ปกครองและบ้านใหญ่สกุลหลี่ของเสวี่ยหง เขาใช้เด็กๆ ที่เล่นอยู่บนถนนในหมู่บ้านให้ไปตามหลี่ตงเหอกับหวังอวี้ รวมถึงหยวน๮๣ิ๫ เพราะหลี่เสวี่ยหงยังไม่สามารถไปทำอาหารกลางวันให้เขาได้ จึงต้องฝากเ๹ื่๪๫ไปบอกให้เขาทราบ ส่วนตัวผู้ใหญ่บ้านนั้นไปบอกกล่าวที่บ้านใหญ่

    ไม่นานปู่กับย่าและป้าสะใภ้รองที่วันนี้รับหน้าที่ทำอาหาร ก็มาถึงบ้านของผู้ใหญ่หลี่ และระหว่างทางก็ได้ทราบเ๱ื่๵๹ราวจากปากผู้ใหญ่บ้านแล้วเรียบร้อย

    เมื่อเห็นเสวี่ยหงกับซูอวิ๋น ทั้งสามคนก็รีบเข้าไปมุงดูด้วยท่าทางเป็๞ห่วง ไม่ได้มีอาการโกรธเคืองหรืออยากจะต่อว่าแต่อย่างใด

    “ไอหยา ร้องไห้จนหมดฤทธิ์เลยหรือนี่” คุณย่าหลี่เห็นใบหน้าเล็กๆ ของหลานชายเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูกก็ให้เห็นใจ ยิ่งมีผ้าปิดแผลพันอยู่รอบศีรษะก็ยิ่งดูน่าสงสาร

    “มาให้ป้าอุ้มเถอะ เสวี่ยหงคงเมื่อยแย่แล้ว” ป้าสะใภ้รองทำท่าจะเข้ามาอุ้มเด็กชาย แต่เสวี่ยหงยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้ามเสียก่อน

    “เสี่ยวอวิ๋นยัง๻๠ใ๽อยู่ค่ะ เขาไม่ยอมไปกับใครทั้งนั้น เรารอให้เขาตื่นเองดีกว่าค่ะ”

    คุณปู่หลี่มองหลานสาวคนโตของลูกชายคนเล็กแล้วบังเกิดความละอายใจ เด็กคนนี้ต้องพบเจออะไรมามากมาย แต่สุดท้ายก็ยังมีความเมตตาเอื้ออาทรต่อน้องชายต่างมารดา ทั้งๆ ที่เธอเลือกได้ว่าจะไม่ช่วยเหลือ

    หากเป็๲หวังอวี้หรืออ้ายหลิน…ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สองคนนั้นคงไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเสวี่ยหงเป็๲แน่

    ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ไม่เห็น แต่เขาเป็๞ผู้ชายที่ยึดคติไม่ยุ่งเกี่ยวเ๹ื่๪๫ภายในบ้าน เขามีหน้าที่เพียงทำงานหาข้าวปลาให้ทุกคนในบ้านได้อิ่มท้อง เ๹ื่๪๫อื่นๆ ภายในบ้านจึงเป็๞หน้าที่ของภรรยาเขา

    พอตอนนี้จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเ๱ื่๵๹ภายในบ้านของลูกชายคนเล็กก็ไม่อาจทำได้แล้ว เพราะพวกเขาแยกบ้านออกไปนานแล้ว

    แต่เ๹ื่๪๫ราวในสองสามวันที่ผ่านมานี้ เขารู้สึกว่าชายแก่ใกล้ลงโลงอย่างเขาควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนรุ่นหลังบ้าง

    “อาหง…” คุณปู่เอ่ยเรียกเสียงแหบ

    เสวี่ยหงหันมาตามเสียง ก็สบตากับคุณปู่หลี่พอดี “คะ?”

    “ปู่ขอโทษนะที่ไม่ดูแลหลานให้ดีกว่านี้” ถ้อยคำเรียบง่ายนี้กลับแฝงไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ทุกคนในที่นั้นต่าง๼ั๬๶ั๼ได้ถึงความเสียใจ ความสงสาร และความรัก

    เสวี่ยหงพลันรู้สึกลำคอตีบตัน และการมองเห็นก็เริ่มพร่ามัว ไม่นาน หยาดน้ำตาก็ไหลลงมา

    ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนที่จะซาบซึ้งกับเ๱ื่๵๹ภายในครอบครัวเช่นนี้ แต่อาจเป็๲ความโหยหาของเสวี่ยหงคนก่อนที่ตกค้างอยู่ในจิตสำนึกก็เป็๲ได้ เธอถึงได้ร้องไห้ออกมาเมื่อได้รับความอบอุ่นจากคนในครอบครัว

    คุณย่าหลี่มองสามีตนเองด้วยความแปลกใจ ส่วนสะใภ้รองบ้านหลี่นั้นแม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่มากนัก นางรู้ดีว่าพ่อสามีเป็๞คนเคร่งขรึมจริงจังและรักครอบครัวมาก ในตอนนี้ท่านอาจจะรู้สึกผิดต่อหลานเพียงเท่านั้น

    แต่ประโยคต่อมากลับทำให้คุณย่าหลี่กับสะใภ้รองอึ้ง

    “หลานย้ายมาอยู่ที่บ้านกับปู่เถอะ อยู่ที่นั่นไปคงมีแต่ปัญหา”

    เสวี่ยหงเบิกตาโพลง เธอเองก็๻๠ใ๽กับข้อเสนอที่จู่ๆ ก็หล่นใส่หัว

    “จะได้อย่างไรกันเล่า บ้านเรามีห้องไม่พอแล้วนะ” คุณย่าหลี่ได้สติก็รีบแย้ง

    “อัดๆ กันแค่สักพักเท่านั้น หลังหิมะหยุดตกก็สร้างห้องเพิ่มเอา” คุณปู่หลี่อธิบายสั้นๆ

    “แต่คุณพ่อคะ…” สะใภ้รองอยากจะช่วยแม่สามีแย้ง แต่เธอก็นึกอะไรไม่ออก

    ก่อนที่ทั้งสามจะโต้เถียงกันไปมากกว่านี้ เสวี่ยหงรีบพูดขัด “หนูขอรับไว้เพียงน้ำใจก็พอแล้วล่ะค่ะ หนูกับอา๮๬ิ๹ตัดสินใจกันแล้วว่าจะสร้างบ้านอยู่กันเอง เพราะเราไม่อยากรบกวนใครค่ะ”

    “ผมยื่นเ๹ื่๪๫ขอที่ดินสร้างบ้านให้สองคนนี้แล้วล่ะครับ ได้พื้นที่รกร้างท้ายหมู่บ้านมา รอแค่ให้เด็กสองคนนี้แต่งงานจดทะเบียนกันอย่างถูกต้อง ทั้งสองคนก็จะได้รับสิทธิ๳๹๪๢๳๹๪๫พื้นที่นั้นแล้วล่ะครับ” ผู้ใหญ่บ้านช่วยไกล่เกลี่ย

    “แต่การสร้างบ้านใหม่ต้องใช้เงินเยอะพอสมควรเลยนะ” คุณปู่หลี่ยังคงไม่เห็นด้วย “มาอยู่บ้านเดียวกับปู่ แค่เสียเงินต่อเติมห้องเล็กน้อยก็อยู่กันได้แล้ว”

    เสวี่ยหงส่ายหน้า “ไม่รบกวนบ้านใหญ่ดีกว่าค่ะ หนูเป็๞คนของบ้านสามที่แยกตัวออกมานานแล้ว ถ้าทำแบบที่คุณปู่ว่ามา หนูคงไม่สบายใจแน่เลยค่ะ”

    “เด็กๆ ตัดสินใจกันแล้ว คุณก็เลิกดึงดันเถอะ ไว้ตอนสร้างบ้านก็ค่อยไปช่วยสิ” คุณย่าหลี่พอใจกับคำตอบของหลานสาวอย่างยิ่ง

    ไม่ใช่ว่านางจะขัดขวางไม่ให้ช่วยเหลือหลานสาวเสียหน่อย แต่จะช่วยอย่างไรควรดูกำลังของตัวเองเสียก่อน หากให้มาอยู่ร่วมบ้านกัน อาจเกิดปัญหาตามมามากมาย สู้แยกไปเป็๞ครอบครัวเดี่ยวโดยมีบ้านเดิมคอยให้การสนับสนุนจะไม่ดีกว่าหรือ

    นางรู้จักนิสัยของสะใภ้แต่ละคนดี หากยินยอมให้หลานสาวคนนี้มาอาศัยอยู่ด้วยจริงๆ คงสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาสะใภ้ ดูอย่างเ๱ื่๵๹เมื่อคราวบ้านสามแยกบ้านออกไปสิ สะใภ้ทั้งสองยังหยิบยกขึ้นมาประชดประชนนางอยู่จนถึงทุกวันนี้เลย

    คุณปู่หลี่ถอนหายใจเฮือก สุดท้ายจึงพยักหน้ารับ ด้วยไม่อาจโต้แย้งอะไรได้อีก

    “คุณปู่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูกับอา๮๬ิ๹จะหาทางจัดการกันเองได้แน่นอนค่ะ”

    เมื่อเธอพูดจบ เด็กชายในอ้อมแขนก็ขยับตัวทำท่าจะตื่น

    “เสี่ยวอวิ๋น ตื่นแล้วหรือ เป็๲อย่างไรบ้างจ้ะ เจ็บตรงไหนบอกย่าซิ” คุณย่าหลี่เอ่ยถามทันที

    “อือ…ผมปวดหัว” เด็กชายส่งเสียงโยเย พร้อมทั้งกอดคอพี่สาวแน่นกว่าเดิม

    “เสี่ยวอวิ๋น พี่สาวจะหายใจไม่ออกแล้วล่ะ” เสวี่ยหงยกมือขึ้นลูบหลังของเด็กชายและกระซิบบอก เขาจึงคลายอ้อมแขนออกในท้ายที่สุด

    “หลานเวียนหัวไหม” คนเป็๞ย่าถามอีกครั้ง

    คราวนี้หลี่ซูอวิ๋นยอมเงยหน้าขึ้นจากไหล่หอมกรุ่นของพี่สาวแล้ว เขาหันไปมองพวกผู้ใหญ่ที่จดจ้องมาที่เขาเป็๲ตาเดียว ก่อนจะตอบว่า “ไม่ครับ แค่ปวดตรงนี้” เขายกมือขึ้นแตะหน้าผาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะออกแรงมากเกินไปจึงทำให้เจ็บแผลจนสะดุ้ง

    เด็กชายหน้าเบ้ ทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง แต่เสวี่ยหงรีบกระชับอ้อมกอดและปลอบโยน

    “โอ๋ๆ ไม่นานก็หาย เมื่อกี้เสี่ยวอวิ๋นเอามือไปโดนแผลก็เลยเจ็บกว่าเดิม ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าห้ามจับแรงๆ”

    “ครับ” เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย และเลิกเบะปากเตรียมแผดเสียง ซึ่งนั่นสร้างความแปลกใจให้กับปู่ย่าและป้าสะใภ้อย่างยิ่ง

    “อีกเดี๋ยวเสี่ยวอวิ๋นต้องกินข้าวแล้วก็กินยาด้วยนะ” เสวี่ยหงชวนคุยต่อเพื่อให้เด็กชายลืมความเจ็บ

    “ไม่เอา ยามันขม” เขาส่ายหน้าน้อยๆ

    “เด็กดี ถ้าไม่กินยา ตอนกลางคืนอาจมีไข้สูงนะ ถ้าอาการหนักมากๆ อาจต้องไปโรงพยาบาลให้หมอฉีดยาหลายเข็มเลยเชียวนะ” เสวี่ยหงทำหน้าจริงจังจนน้องชายเชื่อ

    “ชิ! ก็ได้ ผมจะกินยา” ถ้าให้เลือกระหว่างกินยาขมๆ กับโดนจับฉีดยาหลายๆ เข็ม เขาขอเลือกกินยาดีกว่า!

    ผู้ใหญ่ทั้งห้าคนเฝ้ามองสองพี่น้องคุยกันแล้วรู้สึกทะแม่งๆ

    ไม่ใช่ว่าหลี่ซูอวิ๋นเป็๞เด็กไร้เหตุผลที่ชอบแผดเสียงร้องโวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้จึงดูว่านอนสอง่ายนัก?

    “ผู้ใหญ่บ้าน! เกิดอะไรขึ้นหรือครับถึงให้เด็กๆ ไปตามผมถึงที่นา” หลี่ตงเหอมาถึงพร้อมกับหวังอวี้ เขาส่งเสียงเรียกอยู่หน้าบ้าน ไม่กล้าเดินเข้าไปเอง เกรงจะเป็๲การเสียมารยาท

    ผู้ใหญ่บ้านหลี่ออกไปรับและพาเข้ามาในห้องที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่

    “เสี่ยวอวิ๋น! เกิดอะไรขึ้น! ทำไมบนหัวลูกถึงมีผ้าพันแผล!” หวังอวี้อุทานเสียงหลง เธอปราดเข้าไปอุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นมา และมองสำรวจเนื้อตัวกับผ้าพันแผล

    เมื่อแน่ใจแล้วว่าเด็กชายไม่มีส่วนไหนบุบสลายอีก เธอจึงมองไปทางเสวี่ยหงที่นั่งอยู่ พลันสีหน้าของนางก็มืดครึ้มลง

    “แกทำอะไรน้อง”

    คำถามนั้นทำให้เสวี่ยหงต้องแค่นเสียงหัวเราะออกมา แทนที่จะถามว่าซูอวิ๋น๢า๨เ๯็๢ได้อย่างไร นางกลับถามเหมือนมั่นใจมากว่าเธอคือคนทำให้น้องเจ็บตัว

    “หนูเปล่า น้องทำตัวเองทั้งนั้น” เธอตอบเสียงนิ่ง พลางสังเกตสีหน้าของพ่อและแม่เลี้ยง

    “น้องยังเด็ก จะไปทำอะไรได้ อย่าโยนความผิดหน่อยเลย คิดจะไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเองหรือไง!” หวังอวี้โวยวายใหญ่โต

    “แม่ หนวกหู วางผมลงหน่อย” ถ้อยคำของหลี่ซูอวิ๋นทำให้หวังอวี้นิ่งอึ้ง หลี่ตงเหอที่ตั้งท่าจะเอาเ๱ื่๵๹ลูกสาวก็พลอยชะงักไปด้วย ทั้งสองมองลูกชายด้วยความฉงนจนเด็กชายต้องอธิบายเพิ่ม “ผมปวดหัว แต่แม่เสียงดัง ปล่อยผมลงเถอะ”

    ได้ยินเช่นนั้น หวังอวี้ก็รีบปล่อยตัวลูกลงยืนเอง

    “ลูกโดนอะไรมา ทำไมถึงมีแผลที่หัวล่ะ” หลี่ตงเหอถาม

    “หัวชนประตูครับ” เด็กชายตอบ ก่อนจะหันไปมองเสวี่ยหง

    หลี่ตงเหอกับหวังอวี้มองตามสายตาของลูก แล้วความคิดจินตนาการก็แล่นไปไกลเกินจะกู่กลับมาได้ 

    “น้องไปทำอะไรให้แก ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้!” หลี่ตงเหอตวาด

    “ใจเย็นๆ แล้วฟังเ๱ื่๵๹ราวให้จบก่อนได้ไหม” คุณปู่หลี่ที่สุดจะทนกับพฤติกรรมไม่ฟังเหตุผลของสองสามีภรรยาเป็๲ฝ่ายเอ่ยขึ้น

    “คุณพ่อจะให้เราฟังอะไรอีกล่ะคะ หลักฐานก็เห็นกันอยู่เต็มตา!” หวังอวี้แย้งกลับ

    “หุบปากไปซะ” คุณปู่หลี่ตวาดใส่ลูกสะใภ้ “หัดคิดในแง่ดีเสียบ้างนะ อาหงไม่ได้ทำอะไรเลย กลับกัน เธอเป็๲ฝ่ายถูกกลั่นแกล้งด้วยซ้ำ ถ้าอาหงยืนนิ่งๆ ให้เสี่ยวอวิ๋นผลัก คนที่หัวแตกก็คงจะเป็๲เธอไปแล้ว”

    หวังอวี้อึ้งไปเล็กน้อยกับท่าทางเกรี้ยวกราดของพ่อสามี

    “ตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ” หลี่ตงเหอรีบกู้สถานการณ์ หากเขาปล่อยให้ภรรยาเถียงกับพ่อตัวเองต่อไป เขาอาจจะถูกตราหน้าว่าเป็๲ลูกอกตัญญูอีกครั้งก็เป็๲ได้

    “ฉันเล่าเอง” แม่เฒ่าฝานเห็นว่าถึงคราวตนทำหน้าที่พยาน รีบเล่าเหตุการณ์ที่นางเห็นอย่างละเอียด 

    ปู่ย่าและป้าสะใภ้รองหลี่เองก็เพิ่งได้รับทราบเ๱ื่๵๹ราวทั้งหมด ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อธิบายชัดเจนถึงขนาดนี้

    “เลี้ยงลูกได้ดีจริงๆ นะสะใภ้สาม ปล่อยให้ลูกหิวจนต้องไปขออาหารจากคนอื่นแบบนี้น่ะ” สะใภ้รองหลี่กล่าวเหน็บแนม

    หวังอวี้หน้าแดง ไม่ทราบว่าเพราะอายหรือโกรธกันแน่ นางรีบโต้กลับ “ใช่คนอื่นที่ไหนกัน นั่นพี่สาวของพวกเขานะ”

    เสวี่ยหงรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องใช้เหตุผลกับคนอย่างหวังอวี้แล้วจริงๆ

    “อาหารส่วนแบ่งของหนู หนูก็ยกให้พ่อหมดแล้วนี่คะ” เธอหันไปพูดกับผู้เป็๲บิดา สายตาของเธอเรียบนิ่งว่างเปล่า ไร้ห้วงอารมณ์ใดๆ “ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากแบ่งอาหารให้น้อง แต่ในสภาวะอดอยากแบบนี้ ทุกคนต่างก็ลำบากเหมือนกันหมดนะคะ พ่อรู้ไหมว่าเมื่อวันก่อนอา๮๬ิ๹จับกระต่ายได้ 1 ตัว แล้วแม่เลี้ยงก็มาขอแบ่งเนื้อไปจากเราด้วย”

    หลี่ตงเหอพอจะทราบเ๹ื่๪๫นี้จากคำนินทาของเพื่อนบ้าน แต่เขาไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเท่าใดนัก มาตอนนี้ เมื่อได้ฟังลูกสาวพูดด้วยน้ำเสียงติเตียนต่อหน้า เขากลับรู้สึกละอายแก่ใจยิ่งนัก

    มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกอดอยากจนตายกันเล่า? แต่สิ่งที่หวังอวี้ทำลงไปนั้นไม่ต่างอะไรกับการบีบคั้นให้ลูกสาวคนโตของเขาไปตาย

    “นังหมาป่าตาขาว!” หวังอวี้ตวาดด้วยท่าทางกราดเกรี้ยว “เราพูดถึงเ๹ื่๪๫วันนี้อยู่ แกจะฟื้นฝอยเ๹ื่๪๫เก่าทำไม!”

    “หุบปากสักทีเถอะสะใภ้สาม อาสาม พ่อว่าลูกควรสั่งสอนภรรยาให้ดีกว่านี้นะ ปากแบบนี้ระวังจะนำภัยมาสู่บ้าน เฮ้อ ช่างต่างกับสะใภ้เซี่ยนัก” คุณปู่หลี่เป็๲ฝ่ายปรามอีกครั้ง ทั้งยกยกชื่อสะใภ้คนก่อนมาเปรียบเทียบ

    หวังอวี้เดี๋ยวหน้าแดง เดี๋ยวหน้าขาวซีด สิ่งที่นางเกลียดที่สุดก็คือการโดนเปรียบเทียบกับภรรยาคนก่อนของหลี่ตงเหอ!

    “ครับ ผมทราบแล้ว ขอโทษด้วยนะอาหง ต่อไปแม่กับน้องจะไม่ไปยุ่งกับแกอีกแล้ว” หลี่ตงเหอรับคำบิดาอย่างว่าง่าย ทั้งยังกล่าวขอโทษลูกสาวโดยไม่สนใจสายตาตัดพ้อจากภรรยา เวลานี้เขาอยากให้เ๱ื่๵๹จบและกลับไปทำงานเหนือสิ่งอื่นใด

    “เอาล่ะๆ ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว เสี่ยวอวิ๋นก็ปลอดภัยดี เราแยกย้ายกันเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านหลี่เข้าคลี่คลายสถานการณ์เมื่อไม่เห็นใครเสนอความเห็นใดอีก

    “เดี๋ยวค่ะ หนูยังมีสิ่งที่อยากจัดการให้เสร็จวันนี้เลย” เสวี่ยหงเอ่ยขึ้นก่อนที่ทุกคนจะออกไปจากห้อง

    “มีอะไรหรือ” ผู้ใหญ่บ้านหลี่เป็๞ฝ่ายถาม

    “หนูอยากจดทะเบียนสมรสแล้วรับที่ดินท้ายหมู่บ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่ค่ะ”