เมื่อวันแรกของ ป.4 เริ่มต้นขึ้น ผมก็ไม่ได้เบิกบานอย่างที่มันควรจะเป็ ผมโอ้เอ้จนเสียตำแหน่งตำนานนักเรียนคนแรกของโรงเรียนไป
ั้แ่ทะเลาะกับพ่อ พ่อก็เอาแต่พูดเื่ที่จะให้ผมเรียนแค่ ป.6 กรอกหูผมไม่หยุดหย่อน ผมโกรธจนไม่อยากพูดด้วย และมักจะออกจากบ้านสายกว่าปกติเพราะผมหลบอยู่ในห้อง รอจนกว่าพ่อจะออกไปสวนซะก่อน ทำให้ผมไปถึงโรงเรียนสายมาก พอผมเดินเข้าไปในห้องเรียนใหม่ ห้องเรียนถูกทำความสะอาดไปเรียบร้อยแล้วและโต๊ะก็ถูกจัดไว้เหมือนกับตอนที่พวกเราอยู่ ป.3 ผมไม่แน่ใจว่าจะต้องนั่งกลุ่มไหนเลยยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้อง ผมพยายามมองหาที่นั่งที่พอจะเหลือไว้ให้คนสุดท้ายอย่างผม ไอ้หนึ่งยืนคุยอยู่กับพวกผู้หญิง หนึ่งในนั้นก็มีนุ่นอยู่ด้วย พอมันเห็นผมเข้า มันก็สไลด์เท้ากับพื้นไม้ที่ยังมันวาวมาหาผม“ทำไมมาช้า กูมาั้แ่เช้าไม่เห็น นึกว่ามึงจะไม่มาวันนี้”
ผมไม่อยากตอบเพราะยังเคืองมันอยู่ ผมกำลังจะแสดงสีหน้าหยาบ ๆ ใส่มันก็พอดีกับที่มันพูดเื่ที่ทำให้ความโชคดีของผมกลับมาซะก่อน
“มาเร็ว กูจองที่ไว้ให้แล้ว” มันจูงมือผมไปเหมือนเราเป็พวกหวานแหวว
“นั่งโต๊ะหน้าเลยเหรอ” ผมถามมัน เพราะกลุ่มโต๊ะที่มันพาไปเป็โต๊ะด้านในสุดแถวหน้า
“เออ นี่โต๊ะมึง” มันตบลงบนโต๊ะจากนั้นมันก็ชี้ไปยังอีกโต๊ะซึ่งอยู่ตรงข้ามกับผม
“นั่นโต๊ะนุ่น”
ผมมองมันสายตาเลิกลั่ก แทบจะยิ้มออกมาแต่ผมเม้มริมฝีปากเอาไว้
“ขอบใจ”
วิชาแรก ผมกับนุ่นก็ได้นั่งเผชิญหน้ากันอย่างเป็ทางการ ผมไม่มองนุ่นตรง ๆ หรอกแต่ผมรู้ว่านุ่นกำลังมองผมอยู่ ผมรู้ด้วยหางตาของผม
“วันนี้ทำไมมาช้า” ผมเหลือบมองนุ่นเพื่อเป็การยืนยันกับตัวเองว่านุ่นกำลังถามผมอยู่จริง ๆ นุ่นจ้องหน้าผม แบบที่เอาเถอะ ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องหวาดกลัว คำพูดที่เป็มิตรแต่สายตาเฉียบคมของนุ่นทำให้ผมทั้งใจเต้นและขนลุกไปพร้อม ๆ กัน
“ตื่นสาย”
“หายเจ็บแล้วเหรอที่ล้มจักรยาน”
“ไม่ได้เจ็บ”
“อ้าว ก็เห็นร้องซะมากมาย ไม่ได้เจ็บแล้วร้องทำไม”
“เจ็บ ๆ แต่หายแล้ว”
“นุ่น สวัสดีวันขึ้น ป.4” ไอ้อ้นเดินมาหยุดข้าง ๆ ผม แล้วก้มตัวลงเท้าคางกับโต๊ะของผม จ้องนุ่นตาหวาน นุ่นไม่ตอบแต่ทำหน้าเหมือนจะอ้วกใส่ไอ้อ้น
“วันก่อนไปเล่นตรงทุ่งนาหลังบ้านนุ่นด้วยนะ”
นุ่นมองไปทางอื่นพร้อมถอนหายใจเสียงดัง
“มึงกลับโต๊ะไปเลยไป มาค้ำโต๊ะกูอยู่ทำไม” ผมแกล้งทำเป็รำคาญมัน
“แป๊บเดียว ๆ”
“นุ่น…..”
“นั่งให้เรียบร้อย” เสียงครูเสมอะโเข้ามาก่อนที่ตัวแกจะปรากฏ ไอ้อ้นรีบวิ่งกลับไปที่ของมัน โชคดีของมันไปนะไม่อย่างนั้นอีกนิดเดียวผมจะต่อยหน้ามันให้แล้ว
ครูเสมอสอนวิชาคณิตศาสตร์พวกเรามาั้แ่ ป.3 ผมชอบแกนะ แกไม่จู้จี้ แกพูดแต่เื่มีสาระและแสนดีกว่าครูผู้ชายทั้งโรงเรียน
“นั่งหน้าแบบนี้ เทอมนี้ต้องได้มากกว่าเกรดหนึ่งนะดิน” แกพูดกับผมเป็คนแรก เด็กคนอื่น ๆ พากันหัวเราะแต่นุ่นนั่งนิ่ง ก้มหน้าพลิกหนังสือเรียนเล่มใหม่เพื่อเตรียมตัวเรียนอย่างเดียว
“ครับ”
“นั่งใกล้คนเก่งด้วย ถามนุ่นเขานะ” คราวนี้แหละที่นุ่นเงยหน้ามองผม ผมยิ้มแต่นุ่นเฉย ๆ หลังจากนั้นตลอดชั่วโมงเรียน ผมก็จำไม่ได้เลยว่าผมได้เรียนอะไรไปบ้าง เพราะพอผมเริ่มจะมีสมาธิจดจ่อกับกระดานดำ เท้าของนุ่นก็ยืดมาแตะโดนเท้าของผม และมันก็เหมือนถูกไฟช็อต ผมร้อนวาบั้แ่ขาขึ้นมาถึงหัวใจ ตัวแข็งทื่อ แต่หางตาก็มองเห็นว่านุ่นยกมือขึ้นนิดหน่อยแล้วพูดเบา ๆ ว่า ” ขอโทษ ๆ” ผมไม่รู้ว่านุ่นขอโทษที่แตะตัวผมหรือขอโทษที่ทำให้ผมใจเต้นตูมตามจนเรียนไม่รู้เื่กันแน่
หลังจากเปิดเรียนไปได้หนึ่งสัปดาห์ ครูไพลินซึ่งสอนภาษาไทยก็เข้ามาในห้องพร้อมประกาศว่าวันงานแข่งขันทางวิชาการของจังหวัดจะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า แต่ก่อนผมไม่เคยสนใจงานพวกนี้หรอก ผมรู้แค่ว่านักเรียนบางคนจะถูกจัดให้เข้าร่วมการแข่งขันตามที่ครูคัดเลือก และนุ่นมักจะเป็หนึ่งคนที่ต้องเข้าร่วมแข่งขันทุกปี ตัวแทนของโรงเรียนจะต้องไปแข่งที่โรงเรียนใหญ่ซึ่งทางจังหวัดเลือกให้จัดงาน โรงเรียนเราไม่เคยได้รับเลือกเพราะเป็แค่โรงเรียนวัดเล็ก ๆ พวกเราคนที่ไม่เคยถูกคัดไปแข่ง เลยไม่เคยมีโอกาสได้เห็นว่าไอ้การแข่งขันวิชาการนั้นมันเป็อย่างไร แต่ปีนั้นผมต้องสนใจมันจนหูผึ่งเพราะผมคือหนึ่งคนที่ถูกคัดเลือก ผมงงเป็ไก่ตาแตกเพราะผมไม่ได้มีความสามารถอะไร ครูไพลินบอกว่าปีนี้ภาษาไทยเขาให้ไปสองคน นุ่นคือหนึ่งคนซึ่งเป็ขาประจำและอีกคนคือผม ไอ้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ บี้เท้าผมซะแรงจนสติผมกลับคืนมา
“ทำไม ดินงงอะไร”
“ไม่ครับครู” ผมรีบส่ายหน้า
“ตอนเย็นเลิกเรียนแล้วอย่าเพิ่งกลับนะ ไปคุยกับครูที่ห้องก่อน นุ่นด้วย”
ผมก้มหน้ามองหนังสือภาษาไทยเหมือนกำลังจะตั้งใจเรียน แต่เปล่าเลย ผมกำลังคิดว่าจะยิ้มหรือจะร้องไห้ดีต่างหาก
ผมกลับถึงบ้านช้ากว่าปกติแต่ไม่มีใครสนใจถามผมสักคำ จริง ๆ แล้วผมอยากให้มีใครถามบ้างเพื่อที่ผมจะได้บอกว่าผมได้เป็ตัวแทนโรงเรียน แต่ไม่มีใครถามเลยไม่มีใครได้รู้ ผมได้แต่นั่งทบทวนคำพูดของครูไพลินอยู่เพียงลำพัง ผมต้องแข่งขันทักษะด้านการเขียนก็คือเขียนตามคำบอกที่กรรมการบอกให้เขียน ทักษะการพูดก็คือการพูดเื่ที่กรรมการกำหนด ทักษะการอ่านก็คือท่องทำนองเสนาะ และอีกอย่างคืออะไรผมจำไม่ได้ แค่นี้ผมก็จะร้องไห้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยนี่ก็นำความโชคดีมาให้ผมเพราะผมกับนุ่นต้องอยู่ฝึกซ้อมด้วยกันตอนพักกลางวัน ตอนชั่วโมงภาษาไทย และตอนเย็นก่อนกลับบ้าน ผมคงจะได้ใช้เวลาแทบทุกชั่วโมงกับนุ่นอย่างที่ผมเคยหวังไว้ แต่ก็นั่นแหละ ผมได้แต่นึกอยากให้ตัวเองกลายเป็คนที่เก่งขึ้นภายในเดี๋ยวนั้นเสียจริง ๆ เพราะผมกลัวว่าจะต้องอายนุ่นที่ทำอะไรได้ไม่ดีเลย
“มัวนั่งเหม่ออะไรอยู่” น้ำเสียงเลวร้ายที่ผมไม่อยากได้ยิน ะโมาจากกองหญ้าข้างบ้าน
“ไปเอาไม้ขีดไฟมา แล้วจัดการหญ้ากองนี้ซะทีก่อนที่ฝนจะตกใหญ่”
ผมอยากจะเมินหน้าพ่อไปให้ไกล ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่อยากทะเลาะกันอีก ไม่อยากทำให้ย่าต้องมาคอยห้าม ผมเลยเดินไปหยิบไม้ขีดไฟตามคำสั่งก่อนจะเป็เื่เป็ราว
ผมจัดการหญ้าแห้ง ๆ กองใหญ่ตรงหน้าให้ติดไฟแล้วนั่งมองมัน ผมชอบกลิ่นควันไฟ ชอบสีของไฟ และชอบบรรยากาศที่นั่งคนเดียวข้างกองไฟ ผมรู้สึกเพลินตอนที่มองมัน คอยเขี่ยให้หญ้าถูกเผาไปเรื่อยจนหมดและไปขนอีกกองมาสุมเพิ่ม ใกล้มืดแล้วแต่ยังไม่มีใครเรียกผมไปกินข้าว ผมนั่งอยู่ที่เดิมแต่คอยเอี่ยวตัวมองไปทางหลังบ้านว่ามีใครเดินอยู่ในครัวหรือทำกับข้าวอยู่บ้างไหม ผมเห็นย่าตักข้าวให้น้อง ส่วนพ่อตั้งหม้อทำกับแกล้ม ผมนึกในใจว่าอีกเดี๋ยวย่าก็คงจะเรียก ผมสุมไฟไปเรื่อยจนหญ้าหมดไปสามกอง หญ้าพวกนี้ก็ผมนี่แหละที่เป็คนถอนมันตอนวันหยุด แล้วตากแดดทิ้งไว้ให้มันแห้ง จากนั้นก็เผา ข้างบ้านก็จะไม่รก หน้าฝนย่ากลัวงูจะเข้ามาแอบแล้วมองไม่เห็น ผมมองกองไฟที่กำลังมอดและหันไปมองพ่อที่แคร่ซึ่งกำลังยกแก้วเข้าปาก สุดท้ายก็ไม่มีใครเรียกผมไปกินข้าวหรือเรียกให้เข้าบ้านทั้ง ๆ ที่มืดแล้ว ผมจึงลุกขึ้นและเดินตรงไปทางหลังบ้าน ล้างไม้ล้างมือแล้วตักข้าวกินเอง
“อ้าว หิวแล้วเหรอ มัวแต่เล่นกว่าจะได้เข้าบ้านนะ”
“ผมไม่ได้เล่นนะย่า ผมจุดไฟกองหญ้าอยู่”
ย่ามองออกไปยังกองไฟที่ผมเพิ่งจากมา ยังมีเปลวไฟติดอยู่เรือง ๆ ให้ได้เห็น
“อ๋อ งั้นก็รีบกินรีบไปเล่นกับน้อง ย่าจะดูข่าวซะหน่อย”
“ก็ให้น้องนั่งดูกับย่าสิ ผมจะอาบน้ำ”
“ก็ไปอาบเร็ว ๆ ทำอะไรชักช้า วันหลังเลิกเรียนมาแล้วก็ทำให้มันเรียบร้อย อืดอาดอย่างนั้นแหละพ่อเขาถึงไม่อยากให้เรียนต่อ เรียนไปก็ไม่รู้จะได้ความไหม”
ผมกลืนข้าวที่อยู่ในปากไม่ลงอีกเลยเมื่อย่าพูดอย่างนั้น ไม่เคยมีใครขอโทษผมเวลาที่กล่าวหาผมผิด ๆ ไม่เคยมีใครถามว่าที่โรงเรียนเป็ยังไงบ้างแต่กลับยัดเยียดว่าผมไม่ควรเรียนต่อเพราะเรียนไม่ได้เื่ ผมไม่ได้ทำให้น้องเกิดมาและไม่เคยบอกว่าอยากมีน้อง แต่สุดท้ายใคร ๆ ก็พยายามยกน้องให้ผมรับผิดชอบ เื่พวกนี้ทำผมเสียใจได้ทุกวัน ผมถือจานข้าวเดินออกไปนอกบ้าน แต่ผมไม่ได้กินต่อ ผมเทข้าวลงในกองไฟแล้วเดินไปที่บ่อน้ำ วางจานข้าวลงแล้วตักน้ำในตุ่มราดั้แ่หัวลงมาติด ๆ กันหลายครั้ง ผมไม่ได้อยากจะรีบอาบน้ำไปเล่นกับน้องสักนิด
แต่ผมกำลังร้องไห้……..............
“คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอกมั้งที่เหงาและเดียวดายแบบนี้ ในโลกนี้คงมีใครอื่นอีกแหละที่เหมือนผม เพียงแต่ผมไม่เคยออกไปไหนไกลจากบ้านเลยไม่ได้รู้จักพวกเขา แต่สักวันผมคงได้เห็น วันที่ผมโตพอที่จะออกไปมองดูโลกกว้างข้างนอก และคงได้พบเจอคนที่มีความรู้สึกเดียวกันกับผม”