มืดสนิท…
ความว่างเปล่าที่กว้างไร้ขอบเขต ไม่มีกลิ่นฟอร์มาลีน ไม่มีเสียงลมหายใจของฆาตกร ไม่มีความเ็ปจากมือที่บีบคอ
เหลือเพียงรินที่ลอยอยู่ในความเยือกเย็นซึ่งไม่มีชื่อเรียก พร้อมกับความแค้นที่ยังลุกโชนอยู่ในใจ
เธอพยายามขยับ พยายามกรีดร้อง แต่ทุกความพยายามต่างไร้ผล ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงที่หนักอึ้งว่า เธอไม่มีร่างกายอีกต่อไป มีเพียงความโกรธที่ยังคงลุกไหม้ และไม่มีทีท่าว่าจะดับ
“ตื่นเถิด รินรดา”
เสียงนั้นทุ้มและราบเรียบจนน่าขนลุก เปลวไฟสีครามพุ่งขึ้นจากความว่างเปล่า ไม่มีความร้อนแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นะเืที่แผ่ออกมาพร้อมกัน
ในแสงนั้น รินมองเห็นชายร่างสูงในชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าหล่อคมซีดขาวราวกับไม่เคยมีเืไหลผ่าน และดวงตาสีดำสนิทที่ไม่มีตาขาว ลึกและว่างเปล่าจนเธอไม่กล้าสบตานานเกินสองวินาที
“คุณเป็ใคร ที่นี่ที่ไหน” รินเอ่ยถาม แล้วตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้ใช้ปากพูด เธอไม่มีปาก ไม่มีร่างกาย ไม่มีอะไรเลยนอกจากความรู้สึกที่ยังคงอยู่อย่างดื้อรั้น
“มิติรอยต่อระหว่างความเป็ความตาย และข้าคือผู้ดูแลดวงิญญา หรือที่พวกมนุษย์อย่างเ้าเรียกว่ายมทูต” ชายชุดดำตอบพร้อมเปิดสมุดปกหนังสีดำโบราณที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เขากวาดสายตามองสมุดอย่างไม่รีบร้อน “รินรดา วิมลทอง อายุ 26 ปี จิตรกรสาว ดวงชะตาขาดก่อนอายุขัยจริงด้วยสาเหตุ... ถูกฆาตกรรม”
คำนั้นปลุกทุกสิ่งที่รินพยายามกดทับเอาไว้ ภาพถุงมือหนังสีดำ รอยยิ้มบิดเบี้ยวของวิน แสงไฟขาวในห้องใต้ดิน ภาพพวกนั้นฉายซ้ำในกระแสจิตราวกับใครกำลังกดปุ่มย้อนกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มันฆ่าฉัน!” ิญญาของรินสั่นไหวด้วยความแค้นจนพื้นที่รอบข้างเกิดระลอกคลื่น
“วินฆ่าฉัน ฆ่านัทด้วย! คุณเป็ยมทูตใช่ไหม ทำไมไม่ลากตัวมันลงนรก! มันทำงานศิลปะจากเืคน แล้วคุณยังจะยืนพลิกสมุดอยู่เฉยๆ ได้อีกเหรอ!?”
ยมทูตปัดมือเบาๆ ความคลุ้มคลั่งของรินสงบลงในทันทีราวถูกดับสวิตช์ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
“ปรโลกรับรู้กรรมของกวินทร์ดี แต่กฎของมิติห้ามแทรกแซงอายุขัยมนุษย์ เขายังมีเวลาลอยนวลอยู่ในโลก และหน้ากากที่เขาสวมก็หนาเกินกว่ากฎหมายมนุษย์จะเอื้อมถึงในตอนนี้” ยมทูตกล่าวราวอธิบายเื่ดินฟ้าอากาศ ไม่มีน้ำหนักทางอารมณ์แม้แต่น้อย
รินกัดฟัน “แล้วฉันต้องตายฟรีงั้นเหรอ!? นัทกับฉันต้องนอนตายในห้องใต้ดิน แต่ตัวมันยังได้จัดโต๊ะอาหาร รินไวน์ และวนหาเหยื่อคนต่อไปได้หน้าตาเฉย!”
ยมทูตจ้องมองิญญาที่ร้อนดั่งเปลวเพลิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ั์ตาสีดำกระพริบวูบเดียว
เขาหยุดสักครู่ “ความแค้นของเ้ารุนแรงจนปั่นป่วนระบบมิติ… ข้ามีข้อเสนอ”
เขาโบกมือ ภาพปรากฏขึ้นกลางอากาศราวจอภาพยนตร์ รถสปอร์ตหรูพังยับเยินบนถนนกรุงเทพฯ ยามดึก ด้านในมีร่างของหญิงสาวในชุดแบรนด์เนมเนื้อดีนอนนิ่ง ใบหน้าสวยคมดูทรงอำนาจ แต่ไร้สัญญาณชีพโดยสิ้นเชิง
“นี่คือ นิชา วรโชติธนัชชนันท์ ไฮโซสาวผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสังคมชั้นสูง เธอเพิ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อครู่ ดวงิญญาของนิชาไปสู่ภพอื่นแล้ว แต่ร่างนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้… ข้าจะให้เ้าสวมร่างนั้น กลับไปเป็นิชา และทวงความยุติธรรมด้วยตัวเอง”
“สวมร่าง… ให้ฉันกลับไปในร่างของคนอื่นเหรอคะ” รินย้ำคำช้าๆ
“แต่ทุกอย่างมีราคาและเงื่อนไข” ยมทูตโน้มตัวลงมาหาิญญาของเธอ แววตาสีดำไร้อารมณ์ แต่ความกดดันแผ่ซ่านจนขนลุก
ยมทูตพูดต่อว่า “ข้อแรก เ้ามีเวลาเพียง 99 วันเท่านั้นในร่างของนิชา เมื่อครบกำหนด ร่างนั้นจะหมดอายุการใช้งาน ข้อสอง เ้าห้ามลงมือฆ่ากวินทร์ด้วยมือตัวเองเด็ดขาด เพราะถ้าทำ ิญญาของเ้าจะกลายเป็อสูรกายและดิ่งสู่นรกขุมลึกที่สุดทันที ไม่มีวันหวนคืน”
“แล้วฉันต้องทำอะไร?”
“ทำให้เขาสารภาพบาปทั้งหมดจากปากของเขาเอง ด้วยความสมัครใจ แล้วปล่อยให้กฎหมายของโลกมนุษย์เป็ผู้พิพากษา”
“99 วัน กับการกระชากหน้ากากฆาตกรที่ฉลาดและรอบคอบระดับนั้น…” รินหยุดคิด
วินไม่ใช่คนโง่ เขาซ่อนห้องใต้ดินมาสามปีโดยที่เธอไม่รู้ เขาสวมหน้ากากนักธุรกิจชั้นดี หมอใจบุญต่อหน้าทุกคน การจะให้เขาสารภาพเองนั้นฟังดูเป็ไปไม่ได้เลย
“เพราะฉะนั้น ข้าจึงมอบพลังส่วนหนึ่งของปรโลกติดตัวเ้าไปด้วย” ยมทูตยกนิ้วชี้ขึ้น แสงน้ำเงินครามควบแน่นเป็หยดน้ำค้างเรืองแสงลอยอยู่ปลายนิ้ว
“มันคือ Kiss of Illusion จุมพิตลวงตา ทุกครั้งที่ริมฝีปากของเ้าประทับลงบนกายของใคร พลังนี้จะดึงดวงจิตของคนนั้นดิ่งสู่ภาพหลอนที่สะท้อนจากบาปและความกลัวในใจของคนคนนั้นเอง มันจะทลายเกราะป้องกันทางจิตใจ เปิดเผยความจริงที่เขาพยายามซ่อนเร้น และทำให้เขาพูดในสิ่งที่ไม่เคยตั้งใจจะพูด”
ยมทูตดีดหยดแสงนั้นเข้ากลางอกิญญาของริน ความเย็นเยียบแล่นพล่านทั่วกระแสจิต สลักลึกที่ริมฝีปากเหมือนรอยประทับที่ลบไม่ออก
ยมทูตเตือน “แต่จำไว้ด้วย ทุกครั้งที่ใช้พลังนี้ มันจะกัดกินชีวิตของร่างนิชา 99 วันของเ้าอาจสั้นลงหากไม่ระวัง ใช้มันเมื่อจำเป็จริงๆ เท่านั้น และเมื่อครบกำหนดแล้วกวินทร์ยังไม่สารภาพ…” เขาไม่พูดต่อ แต่ความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย ิญญาของรินจะจมอยู่ในความแค้นไปตลอดกาล
รินกำหมัดแน่น แววตาเปลี่ยน ความกลัวและความสงสัยละลายหายไป เหลือเพียงสิ่งเดียวที่คมชัดกว่าทุกสิ่ง นั่นคือเป้าหมาย
“ฉันตกลง 99 วัน ฉันจะกระชากหน้ากากมันให้ได้”
ยมทูตมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ราวกับกำลังเผยรอยยิ้ม
“ขอให้โชคดีกับหน้ากากใบใหม่... นิชา”
เปลวไฟสีน้ำเงินะเิออก กลืนกินิญญาของรินดิ่งร่วงลงสู่หลุมอากาศที่ไม่มีก้นบึ้ง ความเ็ปแล่นริ้วเข้าสู่ประสาทรับรู้ทีละจุด ทีละชั้นเหมือนร่างกายกำลังถูกประกอบขึ้นใหม่ในเวลาเดียวกัน ตามมาด้วยเสียงเครื่องวัดคลื่นหัวใจที่ดังขึ้นเร็วและถี่ และเสียงะโของทีมแพทย์ที่ฟังดูตื่นตระหนกกว่าที่ควร
“คนไข้ฟื้นแล้วครับ! คลื่นหัวใจกลับมาเองเลย ไม่น่าเชื่อ!”
รินลืมตาขึ้น
เพดานสีขาวของห้องไอซียู แสงนีออนเย็นตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแทรกจมูก ความเจ็บแปลบที่ซี่โครงและศีรษะยืนยันว่าเธอมีร่างกายอีกครั้ง มีปอด มีหัวใจ และมีลมหายใจ
เธอค่อยๆ หันหัวไปที่กระจกเหล็กข้างเตียง
ใบหน้าในนั้นไม่ใช่รินรดา มันคือหญิงสาวที่เธอไม่เคยรู้จัก แต่จำได้จากภาพที่ยมทูตแสดงให้ดู ใบหน้าสวยคมดูมีอำนาจ โหนกแก้มสูง ริมฝีปากแน่น แม้จะหน้าบวมและห้อยสายน้ำเกลือ ก็ยังดูเหมือนคนที่ไม่ยอมรับคำสั่งจากใคร
รินขยับริมฝีปาก แปลกและคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน เธอรู้สึกถึงพลังที่แฝงอยู่ที่นั่น เย็นและคมราวมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าไหม จุมพิตลวงตา รอคอยอยู่ พร้อมใช้งาน พร้อมล่า
รินกำมือแน่นบนผ้าปูเตียง แล้วยิ้มครั้งแรกนับั้แ่คืนวันครบรอบ มันไม่ใช่รอยยิ้มของรินรดา จิตรกรสาวผู้อ่อนหวาน มันคือรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร และจะไม่หยุดจนกว่าจะทำมันสำเร็จ
99 วัน กวินทร์
นับหนึ่งได้เลย