บทที่ 1 เดินทางพันลี้เพื่อช่วยพ่อ
เมืองหลินอัน มีหมอเทวดาสองคน คนหนึ่งคือเหอเจ๋อ อีกคนคือแม่ของเหอเจ๋อ
ทุกคนในเมืองหลินอัน ต่างความเคารพนับถือแม่ลูกคู่นี้เป็อย่างมาก
มีเพียงเหอเจ๋อเท่านั้นที่รู้ว่า นอกจากวิชาแพทย์ที่เก่งกาจแล้ว แม่ของเขายังรู้วิชากังฟูอีกด้วย
ั้แ่เหอเจ๋อเข้าเรียนอนุบาล ทุกคืนเขาจะถูกแม่ผู้โหดร้ายพาไปฝึกฝนอย่างโเี้ทารุณที่เนินเขาด้านหลัง
ชีวิตแบบนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงสิบแปดปี
ในคืนที่เหอเจ๋อรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตและตัดสินใจจะหนีออกจากบ้าน แม่ของเขาก็เรียกเขาไปที่ห้องกะทันหัน
แม่ของเหอเจ๋อบอกกับเขาว่า ‘พ่อแกกำลังจะตาย แกต้องไปช่วยเขา’
เหอเจ๋อรู้สึกใมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ชายคนไหนกล้าพอที่จะมีความสัมพันธ์กับแม่ของเขา
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ เหอเจ๋อคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็เด็กกำพร้าที่ถูกผู้หญิงคนนี้เก็บมาเลี้ยง
หลังจากคิดอยู่สักพัก เหอเจ๋อก็ได้ถามไปประโยคหนึ่งว่า “ทำไมแม่ไม่ไปช่วยเองล่ะ?”
ซึ่งผู้เป็มารดาบังเกิดเกล้าของเขาก็ตอบมาเรียบ ๆ ว่า “ฉันกลัวว่าถ้าฉันเจอเขา ฉันจะทุบเขาจนตาย”
ดังนั้นวันรุ่งขึ้น เหอเจ๋อจึงนั่งรถบัสมาที่เมืองกว่างหนานซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
ขณะนี้ ตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งของเมืองกว่างหนาน
เหอเจ๋อที่อยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ รู้สึกคับข้องใจไม่น้อย เพราะั้แ่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ เขายังไม่เคยพบหน้าคนที่เรียกว่า ‘พ่อ’ เลย
เหอเจ๋อแทบจะไม่รู้จักพ่อของเขาเลย แม่ของเขาเพียงแค่บอกว่าชื่อพ่อคือเหอหย่งฝู ปัจจุบันกำลังรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในเมืองกว่างหนาน
สำหรับพ่อคนนี้ เหอเจ๋อรู้สึกขอบคุณเขามาก เพราะพ่อได้ทำสิ่งสำคัญสองประการในชีวิตของเขา ประการแรกคือทำให้เขาเกิดมา และประการที่สองคือช่วยให้เขาหลุดพ้นจากชีวิตที่ทุกข์ทรมานมายี่สิบปี
จากสองสิ่งนี้ เหอเจ๋อจึงรู้สึกว่าเขาต้องยอมรับพ่อ และต้องช่วยพ่อให้ปลอดภัย เขาคิดแบบนั้น แล้วก็ก้าวเข้าไปในโรงพยาบาล
เหอเจ๋อยืนอยู่ในโถงใหญ่ของโรงพยาบาลรัฐเมืองกว่างหนาน ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายออกมา เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นแต่พยาบาลสาวน่ารักเต็มไปหมด
ลองดูโรงพยาบาลในเมืองใหญ่สิ พนักงานมีเยอะแยะ นึกถึงคลินิกโทรม ๆ ของที่บ้านเราสิ… เฮ้อ คราวนี้กลับไปต้องให้แม่จ้างพยาบาลสาว ๆ มาสักสองสามคนซะแล้ว ไม่ใช่เพื่อบริการคนไข้ แต่เพื่อความสุขของลูกชายคนนี้ต่างหาก… ไม่อย่างนั้นอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาคงต้องแต่งงานกับชุ่ยฮวาหญิงสาวที่ท้ายหมู่บ้านจริง ๆ?
เหอเจ๋อคิดไปคิดมาแล้วก็คว้าแขนพยาบาลสาวคนหนึ่งที่ดูน่ารักที่สุดมาถาม “สวัสดีครับ รู้จักเหอหย่งฝูไหมครับ?”
พยาบาลทำท่า ‘ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง’ แล้วพยักหน้าให้กับเหอเจ๋อ
“เขาอยู่ห้องไหนครับ?” เหอเจ๋อรู้สึกว่ามีหวังบ้าง จึงถามทันที
พยาบาลสาวส่ายหน้า “ทางโรงพยาบาลต้องรักษาความลับ คุณเป็นักข่าวใช่ไหมคะ? ไปรอที่โซนนั้นกับพวกเขาได้เลยค่ะ” เธอพูดพร้อมกับชี้ไปที่เก้าอี้รอคิวด้านหลัง ที่นั่นมีนักข่าวมากกว่ายี่สิบคนนั่งอยู่ หลายคนถืออุปกรณ์ถ่ายภาพมาด้วย
นักข่าว? แปลว่าสถานการณ์ของพ่อเขาร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?
เหอเจ๋อได้ยินแม่บอกว่า พ่อไม่ได้ป่วยด้วยโรคธรรมดา แต่ถูกพิษกู่ แม้แต่แม่ของเขาก็ไม่สามารถรักษาพิษชนิดนี้ได้ ทำได้เพียงระงับไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ที่จริงแล้ว เหอเจ๋อมีความคิดหนึ่งที่ไม่กล้าถามออกไป พิษกู่นั้นจริง ๆ ไม่ใช่ว่าแม่ของเขาเป็คนวางยาเหรอ?
ขณะที่เหอเจ๋อกำลังคิดอยู่นั้น มีนักข่าวคนหนึ่งะโขึ้นว่า “จางเหวินฉีมาแล้ว!”
นักข่าวทุกคนที่นั่งรออยู่รอบ ๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกันและกรูกันไปที่ประตูโรงพยาบาล
เมื่อเหอเจ๋อรู้สึกตัว เขาก็สังเกตเห็นว่ามีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเดินผ่านตัวเองไป
จางเหวินฉีสวมแว่นตากรอบทอง ผมยาวดัดเป็ลอนเล็ก อายุยังน้อย แต่แฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดและคล่องแคล่ว
ข้างเธอ มีบอดี้การ์ดชุดดำสองคนเหอเจ๋อสามารถบอกได้เลยว่า สองคนนี้ฝีมือระดับสุดยอดถึงแม้จะอยู่ในหมู่คนธรรมดา
“คุณจาง สถานการณ์คุณเหอเป็อย่างไรบ้างครับ?”
“อาการคุณเหอร้ายแรงแค่ไหน จะส่งผลต่อแผนงานล่าสุดของเหอฟิล์มไหมครับ?”
“คุณเหอ…”
ท่ามกลางการถูกนักข่าวซักถาม คุณจางยังยิ้มแย้มอยู่ตลอด จนกระทั่งพวกเขาถามคำถามเสร็จหมด เธอก็พูดช้า ๆ ว่า “ก่อนอื่น ฉันขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความห่วงใยที่มีต่อคุณเหอ อาการของคุณเหอไม่ร้ายแรงมาก แน่นอนว่าไม่กระทบแผนงานล่าสุดของเหอฟิล์ม ไม่ต้องกังวลค่ะ”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ “ทางเราจะแจ้งสื่อมวลชนให้ทราบเมื่อมีความคืบหน้าใหม่ ขอความกรุณาจากทุกท่านกลับบ้านก่อนและอย่ารบกวนการทำงานของทางโรงพยาบาล”
คำตอบของจางเหวินฉีเป็ทางการมาก ไม่ทำให้ใครตื่นตระหนกหรือนำเอาเนื้อหาไปปั่นข่าวได้ แต่เ้าหนุ่มเจ๋อกลับได้ยินรายละเอียดบางอย่างจากบทสนทนานี้…
‘เหอฟิล์ม ดูเหมือนว่าพ่อของเขาจะเป็เ้าของบริษัทใหญ่?’
พวกนักข่าวรออยู่ตรงนี้ครึ่งค่อนวัน แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อฟังจางเหวินฉีพูดเื่นี้ ดังนั้นจึงล้อมเธอต่อไปและยิงคำถามใส่
อย่างไรก็ตาม บอดีการ์ดกลับก้าวออกมาขวางหน้า ยืดตัวขึ้น ปิดกั้นนักข่าวได้อย่างง่ายดาย ก่อนพวกเขาจะคุ้มกันจางเหวินฉีไปยังบริเวณลิฟต์
ประตูลิฟต์เปิดออก จางเหวินฉีก้าวเข้าไป ส่วนบอดีการ์ดสองคนไม่เข้าไปด้วย แต่ขวางหน้าประตูเอาไว้
สำหรับการกระทำของจางเหวินฉีที่ยึดลิฟต์สาธารณะไว้ใช้คนเดียว เหอเจ๋อรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจางเหวินฉีกับเหอหย่งฝูคืออะไร แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่า ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเหอหย่งฟูอยู่ที่ไหน
ดังนั้น เหอเจ๋อจึงเคลื่อนไหว วิ่งปราดเดียวไปทางลิฟต์
หน้าลิฟต์มีคนพากันยืนรวมตัวกัน มีบอดีการ์ดฝีมือดีขวางอยู่ตรงประตูลิฟต์ เหอเจ๋อจะวิ่งผ่านไปได้หรือไม่?
ยังต้องถามอีกเหรอ แน่นอนว่าไม่ได้สิ
เหอเจ๋อเดินไปด้านหลังกลุ่มนักข่าว มือถือใบรายงานผลตรวจที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ะโว่า “ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อว่าผมเป็โรคเอดส์ พวกคุณหลีกไป ผมจะขึ้นไปถามหมอให้รู้เื่!”
ฝูงชนแตกฮือในพริบตา
เหอเจ๋อฉวยโอกาสเร่งฝีเท้าไปที่หน้าลิฟต์ โยนใบรายงานการตรวจทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ “ดูผิดแล้ว ข้างบนไม่ใช่ชื่อผม ใหมดเลย”
พวกนักข่าวจำเหอเจ๋อได้ พากันโวยวายขึ้นมาทันที มีใครหลอกคนอื่นแบบนี้บ้าง? ไอ้หมอนี่ช่างเป็เพื่อนร่วมอาชีพที่ไร้ยางอายยิ่งกว่าพวกเขาซะอีก!
ตอนนี้เหอเจ๋อเดินมาถึงประตูลิฟต์แล้ว พวกนักข่าวก็ทำอะไรไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของพวกนักข่าว แม้เหอเจ๋อจะผ่านฝูงชนไปได้? ทว่าเขาจะผ่านบอดีการ์ดสองคนนั้นไปได้อย่างไร?
เหอเจ๋อเดินมาถึงหน้าลิฟต์ บอดีการ์ดทั้งสองก็ก้าวออกมาพร้อมกัน ขวางทางเขาไว้
เห็นประตูลิฟต์กำลังจะปิด เหอเจ๋อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
บอดีการ์ดสองคนนี้ขวางเขาไม่ได้หรอก!
เขาเอนตัวไปข้างหน้า ยื่นมือซ้ายออกไปแตะเบา ๆ ที่ซี่โครงของบอดีการ์ดคนหนึ่ง บอดีการ์ดคนนั้นไม่ทันสังเกตเห็นท่าทางของเหอเจ๋อด้วยซ้ำ ก่อนที่สีหน้าของคนคนนั้นจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย สีหน้ากลายเป็บิดเบี้ยวอย่างยากจะควบคุม
เหอเจ๋อฉวยโอกาสจากช่องว่างนี้ พุ่งตัวเข้าไปทางด้านข้าง แทรกเข้าไปในลิฟต์ใน่เสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดสนิท
่เวลานั้น ในใจของเหอเจ๋อมีเพียงความคิดเดียว โชคดีที่เขาผอม!