เมื่อรู้ว่าต้องทำอะไรแล้ว เจียงฟางหลานก็สำรวจสถานที่ ถึงแม้เขาจะได้รับความทรงจำจากระบบมาแล้ว แต่ได้เห็นด้วยตาก็ดีกว่ามานั่งนึก เพราะความทรงจำที่ได้มา ก็เหมือนเขามองภาพวิดีโอของคนอื่น มันไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ ระบบถ่ายทอดความทรงจำให้เขา จากการเอาปีกเล็กๆ สองปีกนั่นมาจับศีรษะของเขา แล้วความทรงจำก็ไหลมาเหมือนเขื่อนแตก
ตอนนี้ที่ๆ เขาอยู่ เป็ห้องนอนของชายหนุ่มเอง จากภาพที่เห็น ช่าง...เรียกว่าที่ซุกหัวนอนแบบง่ายๆ ดีกว่า ยังดีที่มีเตียงนะ แต่ดูเก่ามากเลย
บ้านหลังนี้ผ่านมาหลายยุคสมัย ดังนั้นจึงถูกปรับเปลี่ยนและขยายไปเยอะ เมื่อก่อนบ้านหลังนี้อยู่กันเป็ครอบครัวใหญ่ พ่อของร่างเดิมมีศักดิ์เป็ลูกชายคนโต จึงได้รับมรดกเป็บ้านหลังนี้ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ส่วนบรรดาพี่สาวทั้งสอง และน้องชายทั้งสอง จะต้องออกจากบ้าน ผู้หญิงก็แต่งงานไปอยู่บ้านสามี ผู้ชายก็ทำงานและมีครอบครัวอยู่ในเมือง
แม้บ้านจะดูเก่าไปสักหน่อย แต่ก็ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ หากสร้างเป็แบบโมเดิร์นคงจะแปลกตาไม่น้อย และด้วยเนื้อที่ที่ถูกขยายมาหลายต่อหลายครั้ง ทำให้บ้านหลังนี้มีเนื้อที่กว้างประมาณ 10 เอเคอร์ (ประมาณ 25 ไร่) ซึ่งถือว่ามีเนื้อที่เยอะกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ มาก ชาวบ้านส่วนใหญ่มีเนื้อที่เพียง 1-2 เอเคอร์ (2.5-5 ไร่) แต่เพราะบรรพบุรุษของเจียงฟางหลานมีลูกมาก และส่วนใหญ่เป็ผู้หญิง เมื่อเติบโตก็ไปแต่งงานกับคนในหมู่บ้าน ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้รวมเนื้อที่เ่าั้เข้ามาด้วย บ้างก็มีชาวบ้านคนอื่นๆ มาขายให้เพราะ้าย้ายออกไปอยู่ในเมือง ที่ดินมากมายของตระกูลเจียงมีที่มาเช่นนี้เอง
หมู่บ้านที่เขาอยู่ชื่อหมู่บ้านต้าซาน (ูเาลูกใหญ่) ตั้งตามทิวทัศน์ที่เป็ูเาลูกใหญ่หลายลูกโอบล้อมหมู่บ้านไว้ ูเาลูกใหญ่ที่สุดอยู่ทางด้านหลังหมู่บ้าน ชื่อว่าต้าหลงซาน (ูเาัใหญ่) ส่วนูเาลูกอื่นก็เล็กลงมา เรียกว่าอีเสี่ยวซาน เอ้อร์เสี่ยวซาน หมู่บ้านมีทางเข้าออกทางเดียว แต่เดิมก็เดินทางไปนอกหมู่บ้านลำบาก แต่เดี๋ยวนี้มีการทำถนนเข้ามาแล้ว เพราะมีนายทุนหลายคนเข้ามาทำรีสอร์ตสไตล์ธรรมชาติ ไล่ขอซื้อที่ชาวบ้านไปก็ไม่น้อย
‘เจียงฟางหลานคนนี้เป็ลูกชายคนเดียวของเจียงฟางหลง ผู้รับมรดกอย่างชอบธรรมจากหัวหน้าตระกูล และเจียงฟางหลานผู้เป็ลูกชายคนเดียวก็ได้รับมรดกต่อจากพ่ออย่างชอบธรรมตอนอายุ 20และได้ขึ้นเป็หัวหน้าตระกูลเจียงตอนอายุ 22 เป่าเปาสาธยายเื่ราวให้ฟัง
“อายุแค่22ปี แต่ได้เป็ถึงหัวหน้าตระกูล ก็เพราะแม่ที่ป่วยหนักแต่ไม่มีเงินไปรักษา สุดท้ายก็ตาย พ่อก็ตรอมใจตายตามภายในเวลาหนึ่งปี...” เจียงฟางหลานเอ่ยถึงเื่ราวในความทรงจำ
สรุปก็คือแม้จะดูเป็ตระกูลใหญ่ แต่ก็แค่จำนวนคน ไม่รวมถึงเื่เงินทอง ซึ่งถือว่าจนมาก... ยากจนขนาดที่ชายหนุ่มต้องทำงานงกๆ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ค่ารักษาของแม่ ดีที่คุณหมอที่รักษาเป็ญาติคนหนึ่งจึงออกเงินให้ก่อนแล้วให้เขาผ่อนจ่ายได้
ถึงจะได้เงินเดือนแค่ 7000YC กินอยู่ประหยัดสุดๆ แถมยังแชร์ห้องพักกับเพื่อน ก็พอเหลือส่งคุณลุงหมอเดือนละ 5000YC ไหวอยู่ แต่ก็ไม่สามารถส่งจำนวนนี้ได้ เพราะบางทีญาติพี่น้องบางคนก็โทรมาขอเงิน ใช้ข้ออ้างสารพัด เช่น เพราะเขาเป็หัวหน้าตระกูล มีหน้าที่ดูแลสมาชิกคนอื่นๆ หรือไม่ก็พูดถึงเื่ให้ขายที่ดินซะ จะได้มีเงินย้ายเข้าในตัวเมือง ซื้อบ้านซื้อที่ดินในเมืองดีกว่า มีคนมาติดต่อขอซื้อที่ดินตระกูลเจียงเพื่อทำรีสอร์ต
ถึงแม้เจียงฟางหลานจะลำบากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะขายบ้านที่เขารับมรดกมาจากพ่อ เขาจึงต้องทำงานเพิ่มในวันหยุด ทำโอทีทุกคืนเพื่อหวังโบนัสในสิ้นปีที่จะมาถึง แต่สุดท้ายวันสิ้นปีเขากลับเกิดสติแตกมีเื่จนถูกไล่ออกรับวันปีใหม่...
ห้องนอนของเขาเป็ห้องขนาดไม่ใหญ่นัก มีเตียง มีโต๊ะกระจก ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ และโต๊ะนั่งที่เก้าอี้ตัวเดียวในห้องขาหักไปแล้ว... เขาหวนนึกถึงความทรงจำที่ได้รับมา ร่างนี้เพิ่งกลับมาจากในเมืองเมื่อวาน หอบผ้าหอบกระเป๋ากลับมาด้วยความโมโห เมื่อถูกไล่ออกก็ร่ำลาเพื่อนแล้วจากมาทันที มาถึงบ้านก็เหนื่อยจนเผลอหลับไป ตื่นมาก็เป็เจียงฟางหลานคนใหม่เรียบร้อย...อืม ถือว่าตายได้หรือเปล่านะ?
เขาเดินสำรวจบ้าน ก็พบว่าญาติที่รับเงินไปแล้วบอกจะดูแลบ้านให้ระหว่างที่เขาไม่ได้กลับมาหลายปีนั้นโกหกเขา จากสภาพที่เขาเห็น หลายปีที่ผ่านมาบ้านไม่มีคนเข้ามาดูแลเลย คงเป็เพราะตระกูลเจียงไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร มีเพียงที่ดินที่เป็มรดก แต่สิทธิ์ขาดอยู่ที่เขา ตราบใดที่เขายังไม่ได้ทำมรดกส่งต่อ ก็ยังไม่แน่ว่าใครจะได้
บ้านถูกสร้างเลียนแบบเรือนสี่ประสาน บริเวณตัวบ้านมีขนาดประมาณ1 เอเคอร์ (ประมาณ2.5ไร่) ตัวบ้านล้อมรอบด้วยกำแพงหินถึงสี่ทิศ ด้านหน้ามีทางเข้าออกทางเดียวคือประตูใหญ่ (ทิศใต้) เมื่อเข้าประตูมาจะเป็สวนเล็กๆ จากแผนผังเดิมเรือนทิศใต้คือเรือนบริวาร แต่เนื่องจากตระกูลเจียงยากจน ไม่มีคนใช้ เรือนทิศใต้จึงเป็ห้องเก็บของและห้องรับแขกเล็กๆ ถัดมาเป็ประตูชั้นใน มีไว้กั้นคนนอก เพื่อความเป็ส่วนตัวของคนในครอบครัว
เมื่อผ่านเข้าประตูชั้นในมาจะเป็ลานกว้างประมาณสนามเทนนิสเอาไว้นั่งเล่นพักผ่อน เรือนตะวันตกกับเรือนตะวันออกเป็เรือนของลูกๆ หัวหน้าตระกูล ซึ่งก็มีเพียงห้องนอนและห้องน้ำตามจำนวนคน เรือนหลักเป็เรือนหัวหน้าตระกูล มีห้องโถงไว้นั่งคุยธุระ มีห้องฝั่งซ้ายขวาของเรือน ฝั่งซ้ายเป็ห้องว่าง ส่วนใหญ่จะจะทำเป็ห้องเก็บของ ฝั่งขวาเป็ห้องนอนที่เจียงฟางหลานนอนหลับไปเมื่อคืนนี้
และสุดท้ายเป็เรือนหลังบ้าน เป็ห้องหนังสือและห้องทำงาน ทุกห้องที่กล่าวมา ทุกพื้นที่ของบ้าน มีสภาพทรุดโทรมฝุ่นเกาะเต็มไปหมด ข้าวของเครื่องใช้ชำรุดเสียหาย สนิม ปลวก เรียกว่าพังยับเยิน...เขาไม่ได้บอกใครว่าตนเองกลับมาบ้าน แต่ถึงแม้จะบอก เขาก็บอกไม่ได้ว่าญาติคนนั้นจะรีบมาทำความสะอาดหรือเปล่า?
เจียงฟางหลานใช้สองมือกุมหน้า เหนื่อยใจกับงานที่ต้องรับผิดชอบ ดูท่า การทะลุมิติมาโลกใหม่จะไม่เรียบง่ายเท่าไหร่นักแล้วสิ
“เอาเถอะ ต้องทำความสะอาดสักหน่อยก่อน ค่อยๆ ทำไป ต้องสตรีมอาทิตย์ละสามครั้งใช่ไหม? คงยังเริ่มไม่ได้ตอนนี้หรอก” เขากวาดสายตามองรอบๆ
‘โครกคราก...’ เสียงอะไร? เสียงท้องร้องของเขาเอง// มือกุมท้อง
“ห้องครัวก็ใช้ไม่ได้ ในกระเป๋าเหมือนจะมีของกินอยู่นะ” เจียงฟางหลานนึกถึงของกินในกระเป๋าที่หอบติดมาด้วย
“มีขนมปังกับนม? ก็ยังดีกว่าอดตายนะ” ว่าแล้วก็หยิบขนมปังกับนมเดินกินมาจนถึงเรือนตะวันตก เพราะเขาสังเกตว่ามีประตูอยู่ เป็ประตูออกไปที่สวน
เมื่อเจียงฟางหลานเห็นสวนก็ตะลึงไปครู่ใหญ่ เหมือนเห็นป่าดงดิบขึ้นอยู่ข้างบ้าน หญ้าขึ้นสูงแทบท่วมหัว สาบานว่านี่คือหญ้า? ต้นไม้แผ่กิ่งก้านชนกันสะเปะสะปะ ไร้คนดูแลขาดคนเอาใจใส่ แต่เพราะความเขียวชอุ่ม ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย
“เป่าเปา ถ้าให้ฉันทำคนเดียวมันจะเหนื่อยไปหน่อยไหม? มันเยอะมากเลยนะ ทำคนเดียวไม่ไหวหรอก มีตัวช่วยไหม?” เขาเอ่ยถามระบบ ทำคนเดียวมันก็ทำได้ แต่แค่ทำความสะอาดบ้านทั้งหลังก็ใช้เวลาหลายวันแล้วนะ ถ้าจะให้ถอนหญ้าจัดการสวนอีก ทั้งเดือนก็ไม่เสร็จ...
‘เป่าเปามีระบบทำความสะอาด แต่ต้องใช้เงินนะครับโฮสต์ ซึ่งตอนนี้โฮสต์ไม่มีเงินเลย โฮสต์ยังเป็คนจนอยู่ เป่าเปาก็จนเหมือนกัน...’ เป่าเปาเอ่ยเสียงเศร้า
“แล้วมันต้องใช้เงินเท่าไหร่?”
‘ใช้แค่ 100ตำลึงครับ’ นั่นมัน 1 เหรียญเงินเลยไม่ใช่เหรอ!!
“ใช้เยอะเหมือนกันนะ...”
“แต่มันก็จำเป็นะ งั้นก็ทำความสะอาดส่วนหนึ่งก่อนก็พอ จะได้สตรีมเร็วๆ” เจียงฟางหลานรีบลงมือทำความสะอาด อันดับแรกเลยก็ต้องทำความสะอาดห้องนอนตนเองก่อน ห้องน้ำของตนเองแล้วก็ห้องครัว เอาแค่นี้ก่อน
...
กว่าเจียงฟางหลานจะทำความสะอาดเสร็จ เวลาก็คล้อยบ่าย เนื่องจากมีของที่ใช้ไม่ได้เยอะมาก เขาต้องเก็บทิ้งเกือบทั้งหมด ผ้าปูเตียง หมอน บ้างก็ขาด บ้างก็ขึ้นรา เมื่อคืนเจียงฟางหลานนอนไปได้ยังไงกัน เขาทิ้งของจนบ้านที่เดิมทีก็โล่งอยู่แล้ว ก็ยิ่งโล่งไปกันใหญ่ แต่ที่เขาทำแบบนี้ ไม่ใช่เขามีเงินเยอะหรอกนะ เงินเขาถูกญาติสูบทุกเดือนๆ จะไปมีเหลือเก็บได้ยังไง ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ไม่กี่ร้อยYCเท่านั้นเอง ถูกไล่ออกกะทันหัน เงินเดือนก็ไม่ได้ แลกกับการที่เื่ไม่ถึงตำรวจ เจียงฟางหลานรู้ดีว่าถ้าเื่ถึงตำรวจ แม้เขาจะถูกกระทำก่อน แต่หลักฐานไม่มี คนที่ชนะก็คงเป็อีกฝ่ายนั่นแหละ
ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาเหลืออยู่ จึงมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ไม่มีแม้แต่ฟูกนอน ห้องน้ำที่น้ำไม่ไหล ไฟที่โดนตัด และครัวที่มีแค่โต๊ะทำครัว แม้แต่มีดกับเขียงก็ถูกเขาโยนทิ้งไปแล้ว หม้อไห กระทะ เขาไม่เห็นั้แ่แรก บางที สาเหตุจริงๆ ที่บ้านดูโล่งขนาดนี้ ก็เพราะข้าวของที่ถูกญาติเอาไปจนหมดล่ะมั้ง?
“จะสตรีมทำอาหารก็ไม่ได้ เพราะไม่มีอุปกรณ์ ไม่ต้องพูดถึงว่าไม่มีวัตถุดิบมาทำด้วย แล้วจะสตรีมอะไรดีเนี่ย ยากเหมือนกันแฮะ” เขาครุ่นคิด ยังไงวันนี้ก็ต้องสตรีมแล้วก็ต้องหาเงินให้ได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตวันพรุ่งนี้อาจจะลำบากมาก
ทำไมเขาถึงไม่ไปซื้ออาหารข้างนอก? ยังมีเงินเหลืออยู่หลายร้อยนี่นา? ก็เพราะในหมู่บ้านมันไม่มีร้านขายของน่ะสิ มีแค่ร้านอาหารเล็กๆ สองสามร้านของชาวบ้าน นอกนั้นก็เป็รีสอร์ตเล็กๆ ปกติชาวบ้านจะออกไปซื้อของในเมืองอาทิตย์ละครั้ง ซื้อของจำเป็ต่างๆ นอกนั้นชาวบ้านก็ปลูกผักเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว หากินไม่ยากหรอก
แต่เขาน่ะยาก เขาไม่มีอะไรเลย จะเดินทางเข้าเมืองทีหนึ่งต้องใช้เงิน100 YC ไปกลับก็ 200YC ซึ่งจะมีรถมานานๆ ครั้ง ถ้าจะไปรถของชาวบ้าน ก็ต้องรอวันที่ชาวบ้านไปซื้อของ แต่ถ้ารอไม่ไหวก็ต้องเพิ่มเงินให้คนขับ หากทำอย่างนั้นเื่ที่เขากลับมาแล้วก็จะเปิดเผยออกไปน่ะสิ
‘แล้วเราจะสตรีมอะไรดีครับโฮสต์? เป่าเปาหิวข้าวมาั้แ่เช้าแล้วนะ’ เป่าเปาบ่น
นี่แกต้องกินด้วยเหรอ?
“แล้วโลกลมปราณมีอะไรที่ต่างจากโลกเราบ้างล่ะ?” ต้องหาข้อมูลก่อน
‘โลกนั้นไม่ค่อยมีอะไรเลยที่เหมือนพวกเรา ยกเว้นเื่สตรีมกับส่งของ อาจจะมีคล้ายๆ บ้างในเื่การฝึกพลัง อ้อ พืชผักในโลกนั้นส่วนใหญ่มีแต่พืชผักผลไม้พลังปราณ ถือว่าเป็ยาสมุนไพร ขึ้นชื่อว่าสมุนไพร แน่นอนว่ารสชาติแย่มาก! ไม่เหมือนผักหวานๆ ของที่นี่เลยสักนิด’ เป่าเปาทำท่าอ้วกยามพูดถึงสมุนไพร
“แตกต่างมากงั้นสิ เอ๊ะ? คล้ายในเื่ฝึกพลัง? หมายความว่ายังไง?” เขาเอะใจกับคำพูดของเป่าเปา
‘ก็คล้ายไงครับ ที่โลกนี้ก็ฝึกพลังปราณได้ แต่ว่าไม่ค่อยพบเห็นเท่าไหร่ เพราะผู้ฝึกตนต้องใช้ทรัพยากรดีๆ เยอะ ซึ่งหายากมาก แตกต่างจากโลกลมปราณที่ทรัพยากรจำพวกสมุนไพรขึ้นเหมือนดอกหญ้า’
“แล้วฉันสามารถฝึกพลังได้ไหม?” เจียงฟางหลานถามอย่างตื่นเต้น
‘ถ้ามีตำรา มีครูฝึก มีทรัพยากร ก็ฝึกได้ครับ แน่นอนว่าถ้าโฮสต์อยากฝึก เป่าเปาช่วยได้’
“จริงเหรอ! แล้วต้องทำยังไงบ้าง?”
‘ก่อนอื่นเลย โฮสต์ต้องมีเงินครับ!’
................................
โฮสต์ต้องมีเงินก่อนนะคะ อิอิ