“เอินเอ๋อร์เป็อะไรมากหรือไม่ลูก หรือว่ายังปวดหัวอยู่”
หลี่หลิงฟางอดจะเอ่ยถามไม่ได้
ลู่เอินเข้าใจดีว่าที่มารดาถามตนเช่นนั้นหมายถึงอะไร นางคนเดิมไม่รู้อะไร ในหัวมีแต่เื่กินกับใช้เงิน ยังดีที่อย่างน้อยความรู้เื่เงินไม่เป็รองใคร เนื่องจากนางชอบใช้จ่ายเงินมาก ความรู้เื่เงินย่อมต้องมากตามไปด้วย
“ท่านแม่ ข้าโง่งมมากใช่หรือไม่ คนอื่นจึงหลอกข้าไปให้คนทำร้าย ไม่ใช่พวกเราคือครอบครัวเดียวกันหรอกหรือ เมื่อก่อนน้องสาวบ้านรองก็ดีกับข้ามาก แล้วทำไม...” ลู่เอินแสร้งทำโง่งมไม่เข้าใจ
“โธ่ ลูกแม่” หลิงฟางกอดบุตรสาวเอาไว้ “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว พอบิดาเ้าจากไปพวกเขาก็ไม่นับเราเป็ญาติอีก เรากับเขาไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ต่อไปอยู่ให้ห่างพวกเขาไว้นะลูก”
“เ้าค่ะท่านแม่ ต่อไปข้าจะไม่เป็คนโง่งมอีก ข้าจะไม่ยอมให้ใครหลอกได้” ลู่เอินพูดพร้อมประกายแข็งกร้าวพาดผ่านดวงตา
แม้ชาตินี้บิดาอายุสั้นตายไปก่อน แต่นางยังมีพี่ชายกับมารดา อีกไม่นานก็จะมีน้องชายหรือน้องสาวอีกคน นางไม่ได้ตัวคนเดียวเช่นชาติก่อน ใครก็อย่าหวังจะทำร้ายพวกเขา
“ได้ ดีแล้ว ๆ ทั้งหมดเป็เพราะแม่รักเ้าเกินไป ทำให้เ้ามีนิสัยซื่อตรงไม่ทันคนอื่น เ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว”
หลี่หลิงฟางโทษว่าทุกอย่างเป็ความผิดของนางเอง ไม่กล่าวโทษบุตรสาวแม้แต่ครึ่งคำ เป็ตนที่คิดง่ายเกินไป
หลี่หลิงฟางเป็บุตรสาวชาวนา บิดามารดาทำไร่ไถนาปลูกผักเลี้ยงสัตว์เช่นคนชนบททั่วไปอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอีกสองเมืองถัดจากเมืองนี้ มีพี่ชายอยู่คนหนึ่งอายุมากกว่านางไม่กี่ปี บ้านเดิมไม่ถือว่ายากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย แค่ฐานะดีกว่าคนในหมู่บ้านเพียงเล็กน้อย พอกินอยู่ไม่อดอยากก็เท่านั้น
นางบังเอิญเจอกับสามีในเมืองขณะอีกฝ่ายมาส่งสินค้า แล้วก็เกิดตกหลุมรักกัน ลู่คงมาสู่ขอตบแต่งนางอย่างถูกต้องแล้วรับมาอยู่ด้วย ทั้งสองถูกบ้านใหญ่กับบ้านรองเอาเปรียบอยู่บ่อยครั้ง ด้วยสามีเป็คนรักครอบครัวและขี้เกรงใจ ประกอบกับหลี่หลิงฟางเองก็ไม่อยากให้เกิดเื่จึงปล่อยผ่านหลายครั้ง หากมากเกินไปก็มีพ่อแม่สามีคอยไกล่เกลี่ยให้บ้าง แต่พอพวกท่านจากไปเมื่อสี่ห้าปีก่อน พวกเขาก็เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ นางกับสามีก็อดทนเรื่อยมา
บุตรชายบุตรสาวล้วนเลี้ยงดูอย่างดีเพราะตนเองเคยลำบากมาก่อน ทว่านางที่เป็ชาวบ้านธรรมดาก็สั่งสอนบุตรทั้งสองดังที่ตนเคยได้รับการสั่งสอนมา บุตรชายจึงซื่อสัตย์ มีนิสัยขยันอดทน บุตรสาวก็เลี้ยงดูอย่างรักใคร่จึงไม่ทันคน ทั้งที่นางก็รู้ดีว่าคนในเมืองใหญ่ใจไม่ซื่อเหมือนคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ
หลี่หลิงฟางรับรู้ั้แ่ย้ายมาอยู่กับสามีได้ไม่นาน สามีเป็คนซื่อแล้วหากนางยังไม่ปรับตัวอีกก็นับว่าอยู่ยาก แต่ในจำนวนพี่น้องชายสามคน สามีของนางเป็น้องคนสุดท้อง เขานิสัยดีถึงขนาดนั้น เหตุใดพวกพี่ชายของเขาจึงมีนิสัยเช่นนั้นได้นะ
“หลิงฟาง!”
ยังไม่ทันที่พวกนางจะได้ปรึกษาหารืออะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกอยู่หน้าบ้าน สองแม่ลูกมองหน้ากันก่อนมารดาจะลุกออกไปด้านนอก
ลู่เอินมองพี่ชายอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวเบา ๆ ว่า ‘พี่ใหญ่ท่านรอข้าก่อน ต่อให้ต้องไปตามหมอจากต่างเมือง ข้าก็จะหาทางรักษาขาของท่านให้ได้’
จากนั้นก็รีบเดินตามมารดาออกไป
“มีอะไรหรือป้าฝาง” ป้าฝางคือแม่ค้าในตลาดที่รู้จักกับหลี่หลิงฟางดี
“มีคนมาถามหาพวกเ้าแน่ะ ตอนแรกพวกเขามาถามหาจวนสกุลลู่ แต่พอข้าถามก็ได้ความว่าพวกเขามีธุระกับพวกเ้าบ้านสาม ข้าไม่รู้ว่าพวกเขามีธุระอะไร แต่คิดว่าพามาหาพวกเ้าที่นี่ย่อมดีกว่าให้ไปที่นั่น” ป้าฝางบอก
หลี่หลิงฟางมองไปยังคนกลุ่มนั้นแล้วเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ๆ ข้าแค่กลัวว่าหากพวกเขา้าเจอพวกเ้าแล้วไปพบที่จวนสกุลลู่ พวกบ้านนั้นจะคิดเื่ไม่ดีได้” ป้าฝางกระซิบบอก “เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ”
“เ้าค่ะ”
“ท่านคือฮูหยินสามสกุลลู่” ชายคนหนึ่งในคนกลุ่มนั้นถามขึ้น
หลี่หลิงฟางมีท่าทีระแวงก่อนถามกลับไปว่า “พวกท่านคือ...”
“ขออภัยที่เสียมารยาท พวกเราเป็คนของคุณชายน้อยขอรับ”
“คุณชายน้อย”
“ขอรับ คุณชายน้อยของเราเป็คู่หมั้นของคุณหนูลู่ คุณชายรู้ข้อความในจดหมายแล้วจึงส่งพวกเรามา” ชายผู้นั้นยังคงพูดอย่างไหลลื่น
หลี่หลิงฟางกลับขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้ส่งจดหมายให้คุณชายของพวกท่าน แต่ส่งให้ฮูหยินนี่เ้าค่ะ”
“ฮูหยินกับท่านโหวไม่ว่างขอรับ คุณชายน้อยเลยรับเื่เอาไว้แทน”
หลี่หลิงฟางกวาดตามองในกลุ่มคนแล้วถามว่า “คุณชายน้อยไม่ได้มาด้วยหรือ”
เขายังคงยิ้มและตอบว่า “ไม่ขอรับ คุณชายน้อยเพียงส่งพวกเรามาเท่านั้น อย่างไร...เราเข้าไปคุยกันข้างในดีหรือไม่”
หลี่หลิงฟางมองรอบ ๆ เห็นคนเริ่มมุงดูก็พยักหน้า เชิญพวกเขาเข้ามาในบ้านเช่าของนาง แต่ในเรือนแคบมากดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงยืนรอด้านนอก มีเพียงชายคนที่คุยกับนางเมื่อครู่และเด็กหนุ่มร่างกายผอมกะหร่องเดินตามเข้าไปเท่านั้น
บ้านเช่าราคาถูกหลังนี้มีเพียงหนึ่งห้อง ดังนั้นเมื่อพวกเขาเข้ามาก็จะเห็นลู่เหวินนอนาเ็อยู่
ลู่เหวินได้รับการรักษาไปแล้วหนึ่งรอบตอนถูกหามมาใหม่ ๆ แต่ยังไม่ได้รับการรักษากระดูก สภาพของเขาจึงยังดูไม่ดี ลู่เอินเดินไปเลื่อนผ้าขึ้นห่มให้พี่ชายจนถึงคอ แล้วไปหาเก้าอี้มาให้แขกนั่งอย่างเป็ธรรมชาติ
“นั่งก่อนเ้าค่ะ” หลี่หลิงฟางเอ่ยเชื้อเชิญ
ทั้งบ้านมีเก้าอี้เพียงสามตัวตามจำนวนคนอาศัย ลู่เอินยกเก้าอี้ให้แขกสองตัว แล้วให้มารดานั่งอีกตัว ส่วนตนเองก็ยืนด้านหลังของมารดา เด็กหนุ่มผอมกะหร่องส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็ไร เขาเป็บ่าวไม่กล้านั่งเสมอเ้านาย ให้นางเอากลับไปนั่งเถอะ
ลู่เอินยิ้มขอบคุณแล้วยกเก้าอี้มานั่ง ร่างกายชาตินี้ของนางอ้วนมาก ยืนนานหน่อยก็รู้สึกปวดเอวปวดขาแล้ว
“นั่นคือ...” ปิงเหอมองเด็กหนุ่มบนเตียงเป็เชิงถาม
นั่นคงไม่ใช่คุณชายลู่หรอกกระมัง
“นั่นคือบุตรชายของบ้านเรา ลู่เหวินเ้าค่ะ” หลี่หลิงฟางบอกแล้วก้มหน้าเม้มปากอย่างคับแค้นใจ
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
“จะอะไรเสียอีก คนพาลตามรังควานไม่เลิกราเ้าค่ะ!” ยิ่งนึกก็ยิ่งแค้น “บุตรของข้าทั้งสองคนถูกคนรุมตี บุตรชายาเ็สาหัส บุตรสาวสลบเพิ่งได้สติ”
ปิงเหอพยักหน้าเข้าใจ ก็พอรู้อยู่บ้างว่าสกุลลู่เกิดเื่ไม่สงบ แต่ไม่คิดว่ารุนแรงถึงขนาดลงไม้ลงมือกันเช่นนี้
“ฮูหยินสาม ข้าน้อยปิงเหอมาที่นี่ตามคำสั่งคุณชาย ฮูหยินเป็คนส่งจดหมายพร้อมหยกพกไปที่จวนโหวใช่หรือไม่ขอรับ ไม่ทราบว่าคุณหนูลู่ นาง เอ่อ...”
“ข้าเป็คนส่งไปเองเ้าค่ะ ข้าหลี่หลิงฟางภรรยาของลู่คง อย่าเรียกข้าว่าฮูหยินสามเลย พวกเราถูกขับออกจากตระกูลลู่แล้ว ส่วนนี่คือบุตรสาวของข้า ลู่เอินเ้าค่ะ” หลี่หลิงฟางแนะนำบุตรสาว
ปิงเหอมองอีกฝ่ายจนตาแทบถลน สตรีอวบอ้วนนางนี้น่ะหรือลู่เอินที่เป็คู่หมั้นของคุณชายจวนโหว ปิงเหออดจะเหลือบมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้