บทที่ 18
แววตาที่ไม่เหมือนใคร
ฉันก้าวเข้าไปในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลกลางด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่เป็จังหวะ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าฉันแค่ทำหน้าที่นักศึกษาแพทย์มาตรวจเช็กอาการผู้ป่วยตามที่อาจารย์สั่ง แต่ความรู้สึกกลับไม่อาจสงบลงได้ เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวเล็ดรอดมาว่า นายพลเฮ่อจุนเว่ย ตั้งใจจะมาดูอาการผู้าเ็ด้วยตนเอง
และเมื่อบานประตูถูกผลักออก ฉันก็เห็นเขาแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้ม ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างเตียง แผ่นหลังตรงสง่า ราวกับูเาที่ตั้งตระหง่านโดยไม่ต้องเปล่งเสียง
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันชะงักไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์อันสง่างามนั้น หากเป็สายตาคมที่ทอดมองฉันทันทีที่ก้าวเข้ามา...สายตาที่อบอุ่นเกินกว่าจะเป็เพียงการจ้องมองธรรมดา
“...คุณ?” ฉันเผลออุทานเบา ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ริมฝีปากของเขายกยิ้มบาง ราวกับกำลังทบทวนความทรงจำเก่า “ฉันจำได้แล้วหว่าอิง...ใช่หรือไม่? ตอนที่ฉันเคยประจำการแถวหมู่บ้าน เมื่อก่อนเธอเคยช่วยหาสมุนไพรให้นายทหารที่าเ็”
หัวใจฉันกระตุกวูบ ความทรงจำผุดขึ้นมาชัดเจน—ใช่แล้ว ตอนนั้นฉันยังเป็เพียงเด็กสาวที่ชอบติดตามหมอประจำหมู่บ้านไปช่วยเหลือผู้ป่วย วันหนึ่งมีทหารหนุ่มถูกส่งมาพักรักษา ฉันช่วยหาสมุนไพรแก้ไข้ลดบวมตามที่หมอบอก และจำได้เพียงแผ่นหลังของนายทหารที่มาดูแลลูกน้องเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าเขาจะจำเื่เล็กน้อยนี้ได้
“ค่ะ...ฉันไม่คิดว่าคุณจะยังจำได้ ขอบคุณนะคะที่ครั้งก่อนคุณให้คนคุ้มกันฉันมาเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย” ฉันตอบเบา ๆ สายตาหลบเล็กน้อย แต่ในอกกลับอบอุ่นประหลาด
“เื่ที่เกี่ยวกับชีวิตลูกน้องของฉัน ฉันจำได้เสมอ ไม่เป็ไร มันเป็หน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เขาพูดเสียงหนักแน่น แววตามั่นคงและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
---
ฉันเริ่มตรวจชีพจรของผู้าเ็ พลางรายงานผลการรักษาอย่างละเอียด เขายืนฟังเงียบ ๆ แต่ไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน กลับเป็ความเงียบที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนพร้อมจะรับฟังฉันอย่างจริงใจ
“การใช้ยาสมุนไพรผสมกับการรักษาสมัยใหม่ช่วยเร่งการฟื้นฟูได้ค่ะ แต่ต้องคอยตรวจเือย่างสม่ำเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง” ฉันอธิบาย
เขาพยักหน้า ดวงตาฉายประกายสนใจจริง “เธออธิบายได้ชัดเจนกว่านักศึกษาที่ฉันเคยเจอมา”
ฉันเผลอยิ้มบาง ๆ “แค่เพราะฉันอ่านเพิ่มเองค่ะ”
“ไม่ใช่แค่เพราะอ่านเพิ่ม” เขาสวนกลับทันที น้ำเสียงไม่ดังนักแต่มั่นคง “เพราะเธอใส่ใจและมีหัวใจของคนเป็หมอจริง ๆ”
ประโยคนั้นทำให้ปลายนิ้วฉันที่จับชีพจรสั่นเล็กน้อย...ไม่ใช่เพราะความกดดัน แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่นจนยากจะห้าม
---
หลังจดบันทึกเสร็จ ฉันหันไปบอกเขาอย่างสุภาพ “ผู้ป่วยอาการคงที่แล้วค่ะ แต่ต้องระวังเื่ติดเชื้ออีกสักระยะ ฉันจะคอยติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง”
เขามองฉันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดประโยคที่ทำให้ใจฉันสั่น “อย่าฝืนจนเกินไป ร่างกายเธอก็สำคัญ”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยจริง ๆ แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่มักจะจับผิดหรือตั้งคำถามกับฉันเสมอ
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงชั่ววินาที แล้วรีบเบือนสายตากลับ กลัวว่าความรู้สึกในใจจะถูกอ่านออกหมด
---
ทว่าบรรยากาศที่อบอุ่นกลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเสียงหวานที่คุ้นเกินทนดังขึ้นจากหน้าประตู
“หว่านอิง...เธออยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย”
ฉันเงยหน้ามอง เห็นร่างซ่งหว่านหลินเดินเข้ามาพร้อมท่าทางอ่อนแอในแบบที่เธอถนัด ใบหน้าซีดเซียว รอยยิ้มแฝงความน่าสงสาร
“ฉันเป็ห่วงเธอนะ ทำงานหนักขนาดนี้ เดี๋ยวร่างกายก็ไม่ไหวหรอก” เธอพูดเสียงหวานใสเหมือนกำลังปรารถนาดี แต่ทุกถ้อยคำกลับแฝงหนามที่ทำให้คนอื่นมองฉันในแง่ไม่ดี
ฉันยังไม่ทันตอบ เฮ่อจุนเว่ยก็หันไปมองซ่งหว่านหลินเล็กน้อย สายตาของเขาเรียบเฉยอย่างสุภาพ แต่ไร้แววอบอุ่นใด ๆ แตกต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับดิน
“ขอบคุณที่เป็ห่วง แต่เธอไม่ต้องกังวล” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนหันกลับมาหาฉันทันที น้ำเสียงกลับอ่อนลงราวกับคนละคน “หว่านอิง ถ้ามีปัญหาอะไรบอกฉันได้เสมอ”
ฉันนิ่งไป รู้สึกถึงสายตาของผู้คนรอบข้างที่เริ่มเปลี่ยนแปลง พวกเขามองสลับระหว่างฉันกับซ่งหว่านหลิน และคงเริ่มมองออกแล้วว่า...ใครคือ “ของจริง” และใครเป็เพียง “ดอกบัวขาวเสแสร้ง”
ซ่งหว่านหลินยืนนิ่ง ใบหน้าที่เคยยิ้มหวานแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วถอยออกไป
---
เมื่อทุกอย่างสงบลง ฉันเก็บแฟ้มผู้ป่วย เสียงหัวใจยังเต้นแรงไม่เป็จังหวะ ความอบอุ่นที่เขามอบให้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันเคยคาดคิดว่าจะได้รับในชีวิตใหม่นี้
ขณะที่ก้าวออกจากห้องพักฟื้น ฉันได้ยินเสียงทุ้มนุ่มดังตามหลังมาอีกครั้ง
“หว่านอิง...เธอยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลย”
ฉันชะงัก แต่ไม่หันกลับไป แค่ยิ้มบาง ๆ ให้กับตนเองในเงามืด...เพราะรู้แล้
วว่า มีใครบางคนมองเห็น “ฉันที่แท้จริง” ไม่ใช่เพียงภาพลวงตาที่ใครสร้างขึ้นมา