บทที่ 10
เหล่าเซียน
“ว่ามาไป๋หลี่ ไฉนเ้าต้องทำร้ายเขาจนล้มไม่เป็ท่าอย่างนั้น”
ยังไม่ทันที่จิ่วเหรินจะทำความเคารพเซียนาุโ ก็ต้องก้มหน้าหลบสายตาหลายคู่ที่กำลังมองมา ไป๋หลี่เพียงแค่ถอนหายใจเล็กน้อย นางทำท่าทางราวกับว่าเื่เมื่อครู่นั้นไร้สาระ
“ก็เซียนผู้นั้นกล่าววาจาร้ายต่อสหายข้านี่นา”
“ถึงแบบนั้นเ้าก็ไม่ควรลงไม้ลงมือ”
“ข้าลงไม้ลงมือรุนแรงที่ไหนกัน ก็แค่สั่งสอนให้สตินึกคิดกลับคืนมาเท่านั้น” ไป๋หลี่ยืนกรานว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องเหมาะสม
“ไป๋หลี่!”
“เอ่อ ท่านเซียนาุโ ข้านั้นต้องขออภัยแทนสหายของข้าด้วย” จิ่วเหรินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์นั้นเริ่มไม่ดีเอาเสียแล้ว
“เ้าไม่ต้องพูด เพราะข้ายังไม่ได้ถามเ้า”
“...”
“ท่านเสี่ยวชุน ที่ท่านกำลังไล่ต้อนข้าตอนนี้ เพียงเพราะเซียนที่ข้ายันโครมหงายท้องไป เป็หลานชายของท่านใช่ไหม?”
“ไป๋หลี่!”
อีกครั้งที่เซียนาุโเรียกชื่อของไป๋หลี่ด้วยน้ำเสียงกดต่ำซ้ำสอง จิ่วเหรินกระตุกชายอาภรณ์ของสหายให้ใจเย็นลง สายตาที่เซียนาุโนามว่าเสี่ยวชุนมองมานั้นดูน่ากลัวเหลือเกิน
“ทั้งสองใจเย็นก่อนเถิด”
“ท่านอาจารย์!”
ไป๋หลี่คว้าแขนของจิ่วเหรินวิ่งไปหาเซียนเฒ่าที่กำลังเดินเข้ามา ท่าทางใจดีและมีแสงแห่งความเมตตาอย่างมากล้น
“ศิษย์ของท่านทำร้ายเซียนาเ็”
“เอาน่าเสี่ยวชุน”
“หึ! ถือว่าท่านบากหน้ามาขอร้องข้าถึงที่ จะยอมปล่อยผ่านสักครั้ง” เซียนาุโเสี่ยวชุนกล่าวจบก็เดินกลับออกไปทันที มีเซียนรับใช้นับสิบเดินตามเป็พรวน จิ่วเหรินมองตามจนสุดสายตา และเห็นว่าเขาเพียงปรายตามองหลานชายที่นั่งอยู่กับพื้น ก่อนจะเดินจากไป
“ท่านอาจารย์ นี่คือ จิ่วเหริน นางเป็สหายของข้าเอง”
“จิ่วเหรินขอคาราวะ”
“อืมๆ”
เซียนเฒ่าลูบเคราสีขาวยาวถึงอก ดวงตานั้นก็เพ่งพิจารณาจิ่วเหรินอย่างถี่ถ้วน
“อีกไม่นานผนึกพลังเทพของเ้าจะแตกออก พลังเทพของเ้าประหลาดนัก”
“!!!”
“ไม่ต้องใไป ท่านอาจารย์ของข้าเชี่ยวชาญเื่พลังทวยเทพ” ไป๋หลี่รีบอธิบายให้จิ่วเหรินสบายใจ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของสหายตอนนี้มีความกังวล
“ครั้งนี้เ้าทำให้เสี่ยวชุนเพ่งเล็งอีกแล้ว”
“ขออภัยท่านอาจารย์”
ไป๋หลี่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม สิ่งที่นางได้เรียนรู้จากเซียนเฒ่าผู้นี้ คือขอให้นางอยู่อย่างสงบและไม่มีปัญหากับเซียนาุโเสี่ยวชุน
“หากไม่มีเหตุอันใด เ้าก็หลบเลี่ยงการพบเจอกับเขาเสีย”
เซียนเฒ่ากล่าวจบก็เดินจากไปยังที่ของตน ส่วนไป๋หลี่นั้นพาจิ่วเหรินกลับมาที่พัก ภายในห้องนอนนั้นทั้งสี่ทิ้งตัวลงอย่างโล่งอก ซูลี่ยังคงเงียบและไม่ยอมพูดจา ส่วนหย่งฉีนั้นนั่งอยู่ข้างสหายของตนและคอยลูบหลังปลอบโยน
“ไม่เป็อะไรนะซูลี่”
“เซียนผู้นี้แหละเ้าค่ะพี่จิ่ว ที่เขาเคยบอกว่าข้านั้นอัปลักษณ์”
“!!!”
“แต่ท่านไม่ต้องเป็กังวล ข้าใช้เสน่ห์ภูติเล่นงานเขาไป ทำให้ท่านไป๋หลี่ยันโครมหงายท้อง” หย่งฉีเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ที่เซียนผู้นั้นเอาแต่พร่ำเพ้อถึงความงามของไป๋หลี่และจิ่วเหริน ก็เป็เพราะเสน่ห์ภูตินั่นเอง
“ทำดีมากหย่งฉี”
“พอเลยไป๋หลี่ เ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีกนานเลยนะ เมื่อครู่อาจารย์ของเ้าก็บอกว่าอย่ามีปัญหากับพวกเขา”
“ข้าไม่กลัว”
“ขออภัยท่านไป๋หลี่นะเ้าคะ ข้านั้นทำให้ท่านต้องมีปัญหา” ซูลี่โค้งคำนับขอโทษด้วยความเสียใจ ทว่าไป๋หลี่กลับโบกมือของตนไปมา
“มันว่าเ้า ข้าจัดการมันก็สมควรแล้ว! อย่ากังวลอะไรไปเลย ข้าน่ะแข็งแกร่งไม่หวั่นสักนิด”
“ไป๋หลี่”
“เอาน่าจิ่วเหริน เื่กังวลของข้ากับเ้ามันต่างกัน สนใจเื่ของเ้าก่อนดีไหม?”
จิ่วเหรินพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง พอมาถึงที่นี่ก็มีเื่ ชีวิตของจิ่วเหรินในชาตินี้คงผูกติดการมีเื่ตลอดชีวิตเป็แน่
“ข้าพอรู้จักเซียนอยู่ผู้หนึ่ง เขาเชี่ยวชาญเื่เคล็ดวิชามาก”
“หือ!”
จิ่วเหรินตาโตอย่างคนมีความหวัง รีบเอ่ยให้สหายพาไปพบเซียนผู้นั้นโดยเร็ว
“แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเขาจะยอมออกมาพบหรือเปล่า ฟังจากที่ท่านอาจารย์เล่าคือเขา ไม่ออกมาพบเจอกับผู้ใดเลยนานนับพันปี”
“เราไม่สู้ลองกันสักตั้งก่อนหรือไป๋หลี่”
“เช่นนั้นก็คงต้องเป็คืนนี้จิ่วเหริน ที่นี่จะเดินไปมาตามใจชอบมิได้ ทุกที่มักมีภัยเสมอ” ไป๋หลี่กระซิบกระซาบเสียงเบาราวกับกลัวใครได้ยิน เห็นหัวคิ้วของจิ่วเหรินขมวดเล็กน้อย
“ลือกันว่าเซียนาุโเสี่ยวชุนนั้นมีสหายเป็เผ่าปีศาจ”
“!!!”
“แต่ก็แค่ข่าวลือน่ะ ส่วนตัวแล้วข้ายังไม่เห็นว่าเขากระทำการชั่วร้ายอื่นใด นอกจากความทิฐิและจองหองอวดดีถือว่าตนเป็เซียนาุโ”
ยิ่งได้ฟังจิ่วเหรินก็ยิ่งรู้สึกตัวเล็กลงไปทุกที ไม่ว่าจะเป็เทพ เซียน หรือสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ล้วนยังคงวนเวียนอยู่ในอารมณ์และกิเลสของตน ต่างก็มีนิสัยที่แตกต่างยากจะแบ่งแยก
“เคล็ดวิชาของเ้าเป็เื่ที่อันตรายมาก วิหคสีชาดนั้นแม้แต่เซียนบางคนก็อยาก”
“หะ!”
“อย่างที่ข้าบอกเ้าจิ่วเหริน เ้าไม่ควรเผยตนมากนัก ข้าจะหาทางปิดผนึกพลังเทพของเ้า”
เสียงย่ำเท้าผ่านหน้าห้องของไป๋หลี่ไป ที่พักของนางนั้นนอกจากเซียนรับใช้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดอื่นอีกที่จะล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณนี้ได้ และนางมั่นใจมากว่าเซียนรับใช้จะไม่มาวุ่นวายเมื่อนางมีแขก
“หึ!” ไป๋หลี่กระตุกยิ้มที่มุมปาก หันไปพยักหน้ากับหย่งฉีที่จดจ้องอยู่ก่อนแล้ว พลันร่างแมวสาวก็แปรเปลี่ยนเป็แสงสีม่วงอ่อนลอยไปกับสายลม
“นั่นอะไร?”
“เป็ความสามารถพิเศษของหย่งฉี ข้าคิดว่าซูลี่ก็มีแต่อาจจะคนละแบบกัน”
รอเพียงครู่เดียวหย่งฉีก็กลับเข้ามา และคืนร่างเป็แมวสาวดังเดิมยืนกระซิบอยู่ข้างหูของไป๋หลี่ ก่อนที่หย่งฉีจะกลับไปนั่งข้างซูลี่ดังเดิม
“อะไรหรือไป๋หลี่?”
“เป็เซียนรับใช้ของเสี่ยวชุนจริงอย่างที่ข้าคิด”
“เขา้าสิ่งใดกัน!” จิ่วเหรินมีความกังวลใจไม่น้อยเกี่ยวกับความปลอดภัยของไป๋หลี่
“ก็คง้าบางสิ่งบางอย่างที่เผ่าปีศาจ้า เสี่ยวชุนเป็พวกละโมบอยู่แล้ว อีกอย่างเขาไม่เคยไว้ใจเซียนที่มาจากเผ่าเทพ ราวกับคนมีอะไรปักหลังอยู่อย่างนั้นแหละ”
การคาดเดาของไป๋หลี่นั้นผิดหรือถูกไม่อาจบอกได้ ทว่านางบอกจิ่วเหรินให้กลับไปอยู่กับท่านซ่งจื้อในวันรุ่งก่อนตะวันขึ้น และอย่ากลับมาพบเจอนางที่นี่อีก
“หลังจากข้าพาเ้าไปพบกับเซียนผู้นั้นแล้ว เ้าก็จงอยู่กับท่านซ่งจื้อ หากมีสิ่งใดข้าจะไปหาเ้าเอง เข้าใจหรือไม่?”
“ข้ากลัวไป๋หลี่ ข้ากลัวไปหมดแล้วตอนนี้”
“ไม่ต้องกลัว ข้าปกป้องเ้าแทนซือเหยียนได้อยู่แล้ว เ้าอย่าลืมสิว่าข้าคือธิดาของเทพาเชียวนะ กองทัพนับหมื่นแสนข้าก็ต่อสู้มาแล้ว”
“สัญญานะว่าเ้าจะไม่มีอันตราย เ้าจะไม่ทอดทิ้งข้าไป”
ไป๋หลี่พยักหน้าพลางอ้าแขนรับสหายที่อยู่ด้วยกันมาแต่เล็ก นอกจากจิ่วเหรินแล้วไป๋หลี่เองก็ไม่ได้มีสหายอื่นใดที่สนิทสนมรู้ใจเท่ากับจิ่วเหริน วิหคสีชาดที่มีความยากลำบากในการใช้ชีวิต
ทั้งสี่นั่งรอจนกว่าฟ้าจะมืด เสียงพูดคุยดังออกมาด้านนอกอย่างมีความสุข โดยมีสายตาที่คอยจับจ้องมองอยู่ราวกับว่า ้าคลายข้อสงสัยบางอย่างในตัวเซียนสาวสหายของไป๋หลี่
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด