มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 อาวุธวิเศษเลือกเจ้าของ

            เมื่อค้อนดาวตกกระแทกเข้าหาตนอีกครั้งเจียงเฉิงเยว่ยกดาบขึ้นสกัดกั้น เดิมทีอีกฝ่ายจงใจโจมตีหลอกล่อค้อนดาวตกแว้งกัดมือซ้ายของเขาเหมือนงูวิญญาณที่มีชีวิตหัวใจของเจียงเฉิงเยว่จมดิ่งลง ทำได้เพียงยกมือไปสกัดกั้นต้องการใช้แขนรับการโจมตีเพื่อป้องกันจุดสำคัญบนหน้าอกไม่ให้บาดเจ็บ

            อย่างไรก็ตามยังไม่ทันที่ค้อนดาวตกจะแว้งกัดเขา จู่ๆ กลับมีแสงสีเงินสว่างวาบหลังจากเสียงคำรามดังสนั่นที่แขนเสื้อของเขามีบางอย่างพุ่งขึ้นมาด้วยเงาร่างราวกับมังกรเกรี้ยวเหวี่ยงค้อนดาวตกออกไปมันพุ่งไปหาจ้าวเฮยอย่างโหดเหี้ยม

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง

           จ้าวเฮยร้องตะโกนและพลิกตัวหลบหนี

           หลังจากวิกฤตคลี่คลาย แสงสีเงินนั้นบินกลับมาที่ข้างมือของเจียงเฉิงเยว่ควบแน่นเป็นร่างที่แท้จริง เจียงเฉิงเยว่จึงเข้าใจขึ้นมา เขายื่นมือออกไปรับมันแสงสีเงินควบแน่นเป็นดาบอ่อนเล่มหนึ่งพร้อมเปล่งแสงประกายเย็นยะเยือก

           ตัวเขาเองนิ่งค้างไปเป็นเวลานานก่อนระบายยิ้มออกมา เขาโยนดาบวิญญาณธรรมดาทิ้งไปถือดาบอ่อนเล่มนี้ ช่างเปรียบเสมือนความช่วยเหลือจาก ‘เทพ’ เสียจริงจัดการทุบตีจ้าวเฮยจนยับเยิน

            ‘ปัง’

           เจียงเฉิงเยว่ยืนอยู่บนยอดหลังคาสูงจากนั้นเตะจ้าวเฮยลงไปพลางกวัดแกว่งดาบอ่อนในมือปลายดาบสั่นแผ่วเบาราวกับระฆังเงิน ช่างไพเราะยิ่งนักเขายืนอย่างภาคภูมิมองไปที่กลุ่มคนด้วยรอยยิ้ม นับได้ว่าเป็นการระบายความแค้นเขาเลิกคิ้วกล่าว “มีใครอยากจะขึ้นมาอีกหรือไม่?”

            ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันพลังวิญญาณอาวุธวิเศษที่ถูกฝากไว้โดยเซียนจวินแห่งสวรรค์มีพลังวิญญาณในตนเองมรรคาเต๋าของมันไม่ได้ตื้นเขิน กล่าวในแง่ของประสบการณ์การต่อสู้ความคล่องแคล่วและการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ฉิงชางจวินก็มีชื่อเสียงมานานเผชิญกับวิญญาณชั่วร้ายเล็กๆ ตนหนึ่งจึงอยู่ในระดับที่บดขยี้ได้โดยธรรมชาติที่เสียเปรียบก่อนหน้านี้เพียงเพราะพลังวิญญาณที่บ่มเพาะล้วนถูกตี้จวินริบไปทำให้พลังวิญญาณไม่เพียงพอ หากมีดาบเซียนเล่มนี้ในมือจึงชดเชยความอ่อนแอนี้ได้พอดีนับได้ว่าเป็นการเวนคืนที่ดินบางส่วน[1]

           กลุ่มคนเงียบงันไปสักพักหนึ่ง เหล่าภูตผีผู้ฝึกฝนมนุษย์และปีศาจต่างมองไปรอบด้านของตนเอง ไม่ส่งเสียงเป็นเวลานาน

            ทันใดนั้นเสียงหวานใสและไพเราะเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น “ข้าเอง”

           เจียงเฉิงเยว่มองตามเสียงไปกลับเห็นเงาร่างราวกับน้ำพริ้วไหวบินขึ้นจากกลุ่มคนชายเสื้อปลิวไสวคล้ายกับเซียน เป็นหลิ่ววั่งซู คุณชายอวี้หลิวที่เคยพบก่อนหน้านี้

            เป็นไปดังคาดเขาถือพัดคลี่กระดูกหยก ยกกำปั้นทำความเคารพ “เหยียนชิว หลิ่ววั่งซูมาขอคำแนะนำขอปรมาจารย์โปรดชี้แนะ” ไอปีศาจของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งจนไม่อาจปกปิดได้ซึ่งทำให้ผู้ฝึกฝนธรรมดาในที่แห่งนี้ต่างตกตะลึง พากันลิ้นจุกปาก

           เจียงเฉิงเยว่ยกมุมปาก เผชิญหน้ากับ ‘คุณชายอวี้หลิว’ ผู้มีชื่อเสียงเพียงชั่วขณะก็ปลดปล่อยความลุ่มหลงในการต่อสู้อดไม่ได้ที่จะคว้าโอกาสนี้แล้วถือดาบพุ่งเข้าไปคนทั้งสองต่อสู้จากหลังคาหนึ่งไปยังอีกหลังคาหนึ่งผ่านไปหลายสิบกระบวนท่าติดกันยังยากที่จะแยกออกว่าใครเหนือกว่าและทุกคนที่อยู่ใต้ระเบียงต่างเฝ้าดูอย่างใจจดใจจ่อ

           แม้ว่าพลังวิญญาณของอาวุธวิเศษที่หลี่อวิ๋นหังทิ้งไว้นั้นลึกล้ำอย่างไม่อาจหยั่งถึงทว่าสุดท้ายแล้วเจียงเฉิงเยว่ไม่ใช่เจ้าของ จึงไม่มีทางใช้งานอย่างการเรียกก็มาสะบัดก็หายไปเช่นนั้นอย่างที่ทำกับโม่หลง ความจริงแล้วเขาไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยมือเพราะรู้ว่าความสามารถปัจจุบันของตนเองจะไม่กลับมาอย่างสิ้นเชิงดังนั้นจึงใช้เพียงกระบวนท่าธรรมดาในการต่อสู้กับคุณชายอวี้หลิวผู้นั้น

           ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคุณชายอวี้หลิวผู้นั้นแตกต่างจากจ้าวเฮยนักเช่นเดียวกับเจียงเฉิงเยว่ที่กระบวนท่ามาถึงจุดสำคัญแม้แต่แรงกดดันไอปีศาจที่แข็งกร้าวของตนเองยังไม่ได้ใช้

            เพราะอย่างนั้นแม้ว่าการต่อสู้ของทั้งสองคนจะดูน่าตื่นเต้นและงดงามทว่าความจริงแล้วหากมีผู้ที่สามารถเข้าใจได้สักนิดย่อมรู้ว่าความจริงแล้วสองคนนี้เพียงเล่นกลอุบาย

            ขณะต่อสู้คุณชายอวี้หลิวผู้นั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม“นักพรตน้อย...ดาบเล่มนี้ไม่ใช่อาวุธวิเศษของท่านใช่หรือไม่?”

           เจียงเฉิงเยว่กำลังบินไปลงที่สันหลังคาด้านข้าง เขาตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะ“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร?”

           คุณชายอวี้หลิวไล่ตามมาแล้วบอก “นักพรตน้อย...ได้รับอาวุธวิเศษนี้จากที่ใดกัน?”

            เจียงเฉิงเยว่ยกดาบขึ้นสกัดการโจมตีจากนั้นถอยหลังหนึ่งก้าว “เกี่ยวข้องอะไรกับคุณชายอวี้หลิวด้วย?”

           หลิ่ววั่งซูหัวเราะเสียงดัง “นักพรตน้อยรู้ว่าข้าเป็นใครแต่ข้าน้อยกลับไม่ทราบนามของนักพรตน้อย ไม่ยุติธรรมเท่าไรกระมัง?”

           เจียงเฉิงเยว่หมุนตัวแล้วเปลี่ยนสถานที่ หลิ่ววั่งซูไล่ตามมาขณะที่ทั้งสองคนแลกกระบวนท่าต่างพูดคุยอย่างเฉยเมยไปพลาง

           เจียงเฉิงเยว่กล่าว “นามของข้าน้อยช่างต่ำต้อยไม่อาจตีตนเสมอคุณชายอวี้หลิว...คุณชายอวี้หลิวมีคำกำชับใดก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเถิด”เขาดูออกว่าคนผู้นี้ไม่ได้ต้องการจะต่อสู้กับเขาจริง

            หลิ่ววั่งซูเอ่ย“เดิมทีมาหานักพรตน้อยด้วยเรื่องอื่น...แต่ตอนนี้ข้าลืมไปแล้วนักพรตน้อยลองขายดาบในมือให้ข้าเถิด”

           เจียงเฉิงเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ฝันไปเถอะ!”

           หลิ่ววั่งซูไม่โกรธ กลับยกยิ้ม “ข้าน้อยเพียงคิดเผื่อท่านเท่านั้น...”

            เจียงเฉิงเยว่“โอ้ เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณท่านหรือไม่?”

           หลิ่ววั่งซูเตือนอย่างจิตใจดี “อาวุธวิเศษนี้มีสติปัญญาจิตสำนึกและพลังวิญญาณในตัวมันเอง ไม่ได้เป็นอาวุธวิญญาณประเภทที่มีชีวิตร่วมกันแต่เป็นอาวุธวิญญาณเลือกเจ้าของ...ไม่ใช่สิ่งที่นักพรตน้อยจะควบคุมได้เวลาผ่านไปนานเช่นนี้แล้ว เกรงว่ามันจะแว้งกัดนักพรตน้อย”

           เจียงเฉิงเยว่กัดฟัน เขาสัมผัสความรู้สึกในจิตใจได้ครู่หนึ่งจากนั้นแอบด่าหลิ่ววั่งซูอย่างลับๆ ก่อนโต้กลับ“แม้ว่าข้าน้อยจะควบคุมมันไม่ได้...ขออภัยที่ข้าน้อยต้องพูดตามตรงคุณชายอวี้หลิวเองก็ไม่สามารถควบคุมมันได้เช่นกัน!แล้วคุณชายต้องการจะใช้มันอย่างไร?”

           ทำไมเขาจะไม่เข้าใจอาวุธวิเศษนี้ยามที่ตนเองพบเจออันตรายและมันพุ่งไปหาจ้าวเฮยในชั่วพริบตาเมื่อครู่อาวุธวิเศษนี้เป็นประเภทเลือกเจ้าของหลี่อวิ๋นหังซึ่งอยู่ไกลออกไปที่แดนสวรรค์ไม่ได้อยู่รอบกายกล่าวได้ว่าเจ้าของของมันไม่สามารถมอบพลังวิญญาณให้ได้ ทว่ามันกลับมีพลังวิญญาณของตนเองนอกจากนี้ พลังวิญญาณยังอุดมสมบูรณ์และบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งมันกลายร่างเป็นดาบอ่อนเล่มนี้เพื่อให้เจียงเฉิงเยว่ใช้มันชั่วคราวย่อมเป็นความสมัครใจของตัวมันเองไม่ได้มาจากความปรารถนาของเจียงเฉิงเยว่ เพราะฉิงชางจวินไม่อาจควบคุมมันได้เลย!เขาจึงไม่กล้าปล่อยมือแม้แต่นิดเดียวใครจะรู้ว่ามันจะยินยอมบินกลับมาให้เขาใช้งานต่อหรือไม่

           อาวุธวิเศษที่เลือกเจ้าของได้เอง...ฉะนั้นเจ้าของที่ถูกเลือกอย่างไรก็คือหลี่อวิ๋นหัง

           เจียงเฉิงเยว่กำดาบเล่มนั้นไปยังหลิ่ววั่งซูด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งและรุนแรงราวกับระบายความโกรธแค้น จะไม่มีความแค้นเลยได้อย่างไร? หากคิดอย่างละเอียดแล้วถั่วน้อยที่เขาเคยคิดว่าสามารถปกป้องไปชั่วชีวิตได้ ณตอนนี้การบ่มเพาะมากถึงเช่นนี้อย่างคาดไม่ถึง! ไม่ทิ้งห่างจากตนเองเกินไปหน่อยหรือ?

           เขาไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วตนเองควรภูมิใจและตื่นเต้นในฐานะ ‘เสด็จพี่’ควรอิจฉาและหดหู่ใจ หรือว่าควรหวาดผวาและสูญเสียแม้ว่ายามที่เขาแสร้งเป็นองค์รัชทายาทผู้อ่อนแอ เขาเคยถูกหลี่อวิ๋นหัง ‘ปกป้อง’มาก่อน ทว่าในยามนั้นเขาไม่ใช่องค์รัชทายาทผู้อ่อนแอตัวจริง และยามนี้...เขาเหลือเพียงความรู้สึกต่ำต้อยอยู่เต็มหัวใจเท่านั้น

           ฉิงชางจวินหน้าแดงด้วยความอับอายและขุ่นเคืองหลิ่ววั่งซูที่ไม่มีตาผู้นี้ยังจงใจแทงใจดำเขาอีก!

            “โอ้...”หลิ่ววั่งซูเองก็ไม่รู้ว่าถ้อยคำไหนของตนเองที่แหย่รังแตนเข้าคนที่อยู่ตรงข้ามเปลี่ยนจากการต่อสู้หลอกๆ เป็นของจริงเสียแล้วทั้งกวัดแกว่งเย็นยะเยือกเป็นขั้นเป็นตอน ราวกับว่าต้องการยืนยันอะไรบางอย่างเขาทำได้เพียงเก็บความคิดล้อเล่นเข้าไป จากนั้นพัดคลี่กระดูกหยกจึงบินร่ายรำแรงกดดันของไอปีศาจถูกปลดปล่อยออกมา ในกลุ่มผู้ชมด้านล่างผู้ฝึกฝนธรรมดาที่มีการบ่มเพาะต่ำต้อยถึงกับถูกระงับจนไม่อาจเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันนี้

           แม้ว่าเวลานี้พลังวิญญาณของเจียงเฉิงเยว่จะต่ำทว่าวิญญาณได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ สุดท้ายแล้วอย่างไรก็เป็นราชาผีแน่นอนว่าไม่ได้รับความตื่นตระหนกจากแรงกดดันของฝ่ายตรงข้ามเขายกดาบของหลี่อวิ๋นหังขึ้น ต่อสู้กับอีกฝ่ายจนเกิดประกายไฟปลิวว่อนไปทั่วทุกแห่งแสงรัศมีเปล่งประกายตอนนี้ในใจเขากำลังกระวนกระวายที่เผลอให้อีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวยกดาบในมือของเขาขึ้นแล้วกดร่างเข้าหาเจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง กลิ้งตัวหลบอย่างยากลำบาก จากนั้นยื่นมือออกไปเรียกเป็นดังที่คาด ดาบอ่อนเล่มนั้นไม่ตอบสนอง ย่อมไร้ซึ่งวิธีอื่นแล้ว เขาจึงทำได้เพียงหันไปเรียกดาบวิญญาณธรรมดาซึ่งสำนักป้าเทียนมอบให้ที่เพิ่งถูกโยนทิ้งไปทว่าอีกฝ่ายจะให้เวลาและโอกาสนี้กับเขาได้อย่างไรจึงพุ่งมาข้างหน้าเพื่อกักขังเขาไว้คมมีดของพัดกระดูกที่อยู่บนพัดคลี่กระดูกหยกถูกยื่นออกมาปะทะตรงหน้าเขา

           เจียงเฉิงเยว่หอบหายใจเล็กน้อยทว่าหลิ่ววั่งซูกลับนิ่งค้างไปชั่วครู่ในวินาทีสุดท้าย ทั่วทั้งร่างแข็งทื่อพัดคลี่ในมืออยู่ห่างจากหว่างคิ้วประมาณไม่เกินหนึ่งนิ้วแข็งค้างอยู่กลางอากาศ

            เวลานี้ดาบเซียนเล่มนั้นที่หลี่อวิ๋นหังทิ้งไว้บินกลับมาอย่างเชื่องช้าควบแน่นอยู่ข้างกายของเจียงเฉิงเยว่ราวกับกลุ่มคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกำลังดูการแสดงอันงดงาม

           เจียงเฉิงเยว่เอียงศีรษะพลางยื่นมือไปทางนั้นมันแข็งตัวอยู่กลางอากาศไม่เคลื่อนไหวเขาไม่มีทางเลือกอื่นจึงถือโอกาสที่หลิ่ววั่งซูผ่อนคลายลงกับการกักขังที่มีต่อเขาเอียงตัวไปด้านข้างเล็กน้อยบังคับเอามันกลับเข้ามาในมือ ทว่าดาบเล่มนั้นมีความคิดเป็นของตนเอง อาจสัมผัสได้ว่าบนร่างของหลิ่ววั่งซูไม่มีจิตสังหารแสงสีเงินกระพริบกลับมาที่แขนเสื้อของเจียงเฉิงเยว่กลายร่างเป็นลายปักมังกรเมฆาที่ประณีตและงดงามอย่างน่าหวาดหวั่น

           หลิ่ววั่งซูส่งเสียงไม่พอใจ เขามองไปที่ลายปักแวบหนึ่ง กล่าวด้วยความอิจฉา“อาวุธเทพเช่นนี้...ไม่เข้าใจเลยจริงเชียวว่าเหตุใดจึงเลือกอยู่กับนักพรตน้อยชั่วคราว”

            โอ้ที่แท้เขายังคงคิดว่าอาวุธวิเศษนี้ยังไม่พบเจ้าของเพียงอยู่กับเจียงเฉิงเยว่ชั่วคราวหรอกหรือ...ความจริงแล้วความเข้าใจเช่นนี้ค่อนข้างมีเหตุผล

           หลิ่ววั่งซูลุกขึ้น ถือโอกาสยื่นมือจะดึงเจียงเฉิงเยว่ขึ้นมาทว่าเจียงเฉิงเยว่กลอกตาแล้วลุกขึ้นด้วยตนเองจากนั้นคุณชายอวี้หลิวประสานมือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ออมมือแล้ว”

           เจียงเฉิงเยว่ส่งเสียงเบา “เพ้ย”

            หลิ่ววั่งซู“ฮ่าๆๆๆ นักพรตน้อยอย่าได้แพ้ไม่เป็นเช่นนี้”

           เจียงเฉิงเยว่กลอกตาจนแทบไปถึงท้ายทอย

           หลิ่ววั่งซูเอ่ยต่อ“การพบกันคือวาสนา...หากวันใดนักพรตตัวน้อยคิดจนทะลุปรุโปร่งแล้วยินดีต้อนรับสู่เหยียนชิวเพื่อมาพบข้า ทำการค้ากับมังกรครามเหยียนชิวนั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ราคายุติธรรมและไม่มีการหลอกลวง”

           เจียงเฉิงเยว่ยิ้มอย่างมีมารยาท พลางประสานมือตอบ“คุณชายหลิ่วคิดมากแล้ว...ผู้ต่ำต้อยตีเสมอผู้สูงศักดิ์ เกรงว่าข้าน้อยจะไม่คู่ควรไม่บังอาจรบกวนหรอก”

            หลิ่ววั่งซูเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง“นักพรตน้อย...พวกเราจะได้พบกันอีก”

           เจียงเฉิงเยว่ยิ้มเยาะที่มุมปาก

           หลังจากหลิ่ววั่งซูลงมาจากหลังคาก็พาผู้ติดตามออกไปอย่างสง่าผ่าเผยภายหลังทุกคนเห็นว่าผู้ฝึกฝนธรรมดผู้นี้พ่ายแพ้แล้วจึงอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกันเจียงเฉิงเยว่กระโดดขึ้นไปบนระเบียงชมกวางเพื่อนำเสี่ยวหูจื่อบินลงมาเพิ่งลงมาถึงข้างกายพวกสำนักป้าเทียนกับอี้จื่ออี ยังไม่ทันได้พูดสักสองประโยคผู้คุมวิญญาณกลุ่มนั้นซึ่งมาจับพ่อค้าที่ค้าขายมนุษย์จนเสร็จสิ้นเดินมาที่ตรงหน้าทุกคนด้วยความลำบากใจอยู่หลายส่วนหลังจากนั้นประสานมือให้แก่เจียงเฉิงเยว่พร้อมกล่าว“นักพรตเต๋าท่านนี้...ท่านเจ้าเมืองมีรับเชิญ”

            ทุกคนตกตะลึง

           เจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีสบตากันแวบหนึ่ง ยกยิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากกล่าว“ข้าเพียงไปชั่วครู่ก็กลับมา” จากนั้นหันไปหาผู้คุมวิญญาณกลุ่มนั้น “เชิญ”

           เมื่อเดินทางตามกลุ่มผู้คุมวิญญาณเป็นระยะทางไกลพอประมาณแล้วปีนขึ้นไปบนหอปราสาทเข้าสู่โถงรับแขกของเจ้าเมืองปี่อั้นเจียงเฉิงเยว่ถูกพาเข้าไปในห้องโถงด้านข้าง ภายใต้ม่านไม้ไผ่มีคนผู้หนึ่งอยู่หลังม่านราวกับรอคอยการมาถึงของเขาเป็นเวลานาน

           ผู้คุมวิญญาณที่มาพร้อมกันแง้มม่านไม้ไผ่ให้เขาซวีอวี่กำลังนั่งคุกเข่าตัวตรงบนเตียงแคร่ไม้ไผ่ ตรงหน้ามีโต๊ะเล็กตัวหนึ่งบนโต๊ะกำลังใช้เตาโคลนแดงขนาดเล็กอย่างเชื่องช้าเพื่อต้มชาเขียวในกาน้ำชาที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ

           ซวีอวี่เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียง สบตากับเจียงเฉิงเยว่มีความน่าเกรงขามและเฉยเมยด้วยฐานะที่เป็นเจ้าเมืองอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย

            “นั่งสิ”เขาส่งสัญญาณไปที่ตำแหน่งที่ว่างข้างโต๊ะเล็ก

           เจียงเฉิงเยว่เดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไปนั่งขัดสมาธิตามที่เขาพูด

           แม้จะไร้มารยาทเช่นนี้ ทว่าซวีอวี่กลับไม่ได้ขุ่นเคืองอีกฝ่ายถือกาดินเผารินชาเขียวให้เขากับตนเอง นิ่งเงียบไปจึงวางกาน้ำชาลงยกถ้วยขึ้นจิบน้ำชารสหวานอึกหนึ่งแล้วถามอย่างเชื่องช้า“ใต้เท้า...เป็นเทพเซียนจากแห่งหนใด? เมื่อมาแล้วไม่ทราบว่าจะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงได้หรือไม่?”

           เจียงเฉิงเยว่ยกยิ้ม จากนั้นศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างทิวทัศน์ของที่นี่ช่างยอดเยี่ยมนักมองจากนอกหน้าต่างจะหันหน้าไปทางระเบียงชมกวางพอดีคาดว่าความครึกครื้นเมื่อครู่เจ้าเมืองผู้นี้คงเห็นรายละเอียดทั้งหมดแล้ว

           เจียงเฉิงเยว่มาที่นี่ในครั้งนี้ก็เพื่อช่วงเวลาสำคัญนี้จะเสียเวลาอีกต่อไปได้อย่างไรเขาหันศีรษะกลับไปมองผู้คุมวิญญาณที่อยู่ด้านหลังตนเอง จากนั้นมองไปที่ซวีอวี่ซวีอวี่เข้าใจความหมายจึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อยไปทางผู้คุมวิญญาณกลุ่มนั้นที่อยู่ด้านหลังกระทั่งเหล่าผู้คุมวิญญาณถอยออกไปตามคำสั่งซวีอวี่จึงร่ายเขตอาคมตรงหน้าเจียงเฉิงเยว่ หันศีรษะมามองแล้วกล่าว“ใต้เท้าวางใจเถิด จะไม่มีใครได้ยินการสนทนาลับนี้ของพวกเรา”

           เจียงเฉิงเยว่ยกยิ้ม พลางหยิบถ้วยชาบนโต๊ะเล็กขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง “จากกันหลายปีบุคลิกของเจ้าเมืองปี่อั้นนี้กลับยิ่งใหญ่ขึ้นเสียจริง”

           ซวีอวี่ถามด้วยความตกตะลึง “สหายเก่าหรือ?”

           ------------------------

            [1]เวนคืนที่ดินบางส่วน เป็นการอุปมา หมายถึง ได้รับภาพลักษณ์หรือเกียรติยศคืน

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388