“หวังว่าเธอจะไม่เป็อะไรนะ”เชาว์กล่าวออกมาอย่างเป็ห่วง นี่คือครั้งแรกที่แคลร์จะเดินทางออกไปไกลขนาดนี้ และยังเป็การเดินทางที่แคลร์จะต้องไปคนเดียวอีกด้วย
“ไม่เป็อะไรหรอกเชาว์ คุณเป็ห่วงลูกมากเกินไปแล้วแคลร์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แถมคุณยังให้ยันต์ในการวาปไปเรียบร้อยแล้วด้วยถ้าเกิดอะไรขึ้นเธอก็คงกับมาหาเราได้ทันทีเพราะงั้นไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”วาเลียจับมือของผู้เป็สามีของเธอ เชาว์มักเป็ห่วงแคลร์จนมากเกินไปเสมอจนบ้างครั้งเขาอาจจะลืมไปว่าแคลร์นั้นมีความสามารถขนาดไหน เธอไม่ใช่เด็กที่พวกเขาจะต้องเป้นห่วงมากขนาดนั้นแล้ว
“อืมเข้าใจแล้วละ ไปเถอะไปทำงานกันและรอแคลร์กลับมา”วาเลียพยักหน้าให้ผู้เป็สามีก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ทางฝั่งของแคลร์
เธอต้องเดินทางไปต่อประมาณ 2 ชม. ที่หน้าผา ของูเา เอ็นเกต หน้าผาที่ค่อนข้างอุดสมบูรณ์ มันแหล่งที่อยู่อาศัยของ นกหลากหลายชนิด และสิ่งมีชีวิตบ้างสายพันธุ์
ว่ากันว่าในอดีตหน้าผาแห่งนี้เคยมีบ้านหลังหนึ่งสร้างอยู่ตรงหน้าผาด้วย โดยที่เขาบอกกันว่าในบ้านหลังนั้นเป็ที่อยู่อาศัยของแม่มดคนหนึ่งที่มีอายุมาหลายร้อยปีแล้ว และเธอนั้นชอบกินเด็กเป็อาหารอย่างมากเนื่องจากพลังชีวิตของพวกเขานั้นบริสุทธิ์เป็อย่างมาก แต่สุดท้ายเธอก็ตายลงจากการต้องสู้กับคนๆหนึ่ง ว่ากันว่าทุกๆ 100 ปีเธอจะฟื้นกับขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนดอกเอเดลไวส์นั้น คือดอกไม้ที่เธอปลูกเอาไว้หน้าบ้านเพื่อรอคนรักของเธอกับมาหาเธอ แต่สุดท้ายคนรักของเธอก็เสียชีวิตลง แต่นั่นมันก็อาจจะเป็แค่เื่เล่าหลอกเด็กเพราะพวกผู้ใหญ่คงไม่้าให้พวกเด็กๆมาเล่นแถวหน้าผาหรอกนะ
แคลร์ถอนหายใจออกมาตอนนี้เธอเดินออกมาได้ประมาณ 30 นาทีแล้วถือว่าค่อนข้างไกลแล้วนะ แคลร์ตัดสินใจนั่งพักสักหน่อยเพราะถ้ารีบเกินไปมันอาจจะเป็อันตรายกับเธอก็ได้
บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างเย็นสบาย ลมพัดมาอ่อนๆทำให้เธอรู้สึกเหมาะแกการพักผ่อนเป็อย่างมาก ระหว่างนั้นเองเองที่ตัวของแคลร์กำลังรู้สึกผ่อนคลายอย่างสุดๆ ก็ได้เกิดเสียงอะไรบ้างอย่างขึ้นที่พุ่มไม้
“ฟึบฟึบ”
“ใครนะ”แคลร์ะโออกมาและมองไปที่พุ่มไม้ พุ่มนั้นเธอเห็นมันขยับไปมาเล็กเบาๆเมื่อเห็นดังนั้นแคลร์จึงตั้งท่าเอาไว้เตรียมร่ายเวทมนต์ เพื่อป้องกันอันตราย
ทันใดนั้นพุ่มไม้ก็ขยับแรงขึ้นเลย เลย เลย จนกระทั้งฟุบ
กระต่ายสีขาวตัวเล็กตัวนึ่งได้ะโออกมาจากพุ่มไม้
“ฟู้ว กระต่ายเองหรอ”แคลร์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ เธอนั้นค่อนข้างโล่งใจที่สิ่งที่ออกมาไม่ใช่มอนเตอร์หรือสัตว์เวทมนต์ไม่อย่างงั้นเธอคงเป็อันตรายแน่นอน
“ว่าไงเ้าตัวเล็ก ไม่เป็อะไรนะ”แคลร์เดินไปที่กระต่ายตัวนั้นก่อนที่จะนั่งย่องๆและรูปหัวเล่นกับกระต่ายตัวนั้น แต่ในระหว่างที่เธอรูปหัวนั้นกระต่ายตัวนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นเลยๆ ใหญ่ขึ้นเลยๆ เลยๆ เลยๆ จนตัวของมันนั้นใหญ่กว่าเธอซะอีก เมื่อเธอเห็นดังนั้นจึงใล้มลงไป
รูปร่างของกระต่ายตัวนั้นตอนนี้มันเต็มไปด้วยหมัดกล้าม มันเบ่งกล้ามของมันออกมาเพื่อโชว์ให้แคลร์เห็น ก่อนที่มันจะโค้งก้มหัวให้ตัวของแคลร์และเดินหายไปในป่า
(ฮ๊อปแรบบิด ในตอนแรกนั้นมันจะมีรูปร่างเหมือนกับกระต่ายทุกประการ แต่เมื่อมันได้ัักับมานา มันจะกลายร่างเป็อีกร่างหนึ่งของมัน ในอีกร่างหนึ่งของมันนั้นจะมีกล้ามที่ใหญ่โตเป็อย่างมากและความแข็งแกร่งของมันในร่างนี้นั้นมากพอที่จะถอนต้นไม้ออกมาจากดินได้เลย มันนั้นไม่มีอันตรายกับใคร กลับกันมันค่อนข้างชอบเข้าหาสิ่งมีชีวิตตัวอื่น เพื่อที่จะได้มานาในการเปลี่ยนไปอีกร่าง เมื่อมันได้รับมานามากพอแล้วนั้นมันจะโชว์กล้ามของตัวเองเพื่อเป็การขอบคุณและเดินกลับไปที่ของมัน เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน มันจะกลับมาเหมือนเดิมและเริ่มทำทุกอย่างใหม่อีกครั้ง ไม่มีใครทราบว่ามันทำอย่างงั้นไปเพื่ออะไร)
“นี่มันอะไรเนี่ย”แคลร์มองไปทางที่กระต่ายตัวนั้นจากมาอย่าง งงๆ ภายในใจของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสนและเธอก็ได้แต่พูดกับตัวเองในใจ
‘ดูเหมือนว่าบนโลกใบนี้จะมีอะไรหลายอย่างเลยที่เธอนั้นต้องเรียนรู้’
เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง
แคลร์เดินมาไกลเป็อย่างมากและอีกเพียง 30 นาทีเธอก็จะถึงที่ หน้าผาเอ็นเกต แล้วแคลร์นั้นตัดสินใจนั่งพักเป็ครั้งสุดท้ายแต่ทันใดนั้นเองเธอก็สังเกตุเห็นอะไรบ้างอย่าง
“รอยเท้างั้นหรอ?”แคลร์สังเกตเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าของเธอรอยเท้านั้นมีรูปร่างเหมือนกับรอยเท้าของคนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางที่จะเป็รอยเท้าของสัตว์อย่างแน่นอนมันต้องเป็พวกมอนเตอร์อะไรบ้างอย่างแน่เธอพยายามนึกไปถึงตำราที่เธอเคยอ่านว่ามอนเตอร์ตัวนี้นั้นตรงกับรอยเท้าของสิ่งมีชีวิตตัวไหน
“ก๊อบลินงั้นหรอไม่ซิมันเล็กเกินไป.....หรือว่า”ในจังหวะที่แคลร์คิดได้นั้นก็ได้มีกระบองของสิ่งมีชีวิตบ้างอย่างพรุ่งตรงมาที่เธอ มันฟาดเข้าที่เธออย่างจังจนตัวของเธอกระเด็นไปติดกับต้นไม้ แต่ยังดีที่เธอสามารถกลางโล่เวทมนต์ได้ทันทำให้เธอนั้นาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าจะอันตรายจริงๆแหะ”ตรงหน้าของเธอคือรุปร่างของสิ่งมีชีวิตที่เหมือนกับมนุษย์ ตัวของมันนั้นมีสีเขียวทั้งตัว เขี้ยวของมันค่อนข้างใหญ่สำหรับปากของมัน มันจ้องมาทางเธอด้วยรอยยิ้มที่หน้ากลัว จนทำให้เธอนั้นรู้สึกขนลุก เธอรู้จักมัน ออร์ค สิ่งมีชีวิตที่กินทุกสิ่งมีชีวิตเป็อาหารได้หมดไม่เว้นแม้แต่ออร์คด้วยกันเอง ว่ากันว่าแม้แต่พิษพวกนี้ก็สามารถกินได้แบบสบายๆ
มันค่อยๆเดินตรงเข้ามาหาเธอเลยๆ น้ำลายของมันหยดลงพื้นจนเต็มไปทั่วพื้นดินทันใดนั้นมันก็คำรามออกมาและวิ่งตรงมาทางเธอ
เมื่อเธอเห็นดังนั้นจึงะโหลบไปอีกทาง
“ถึงนายจะตัวใหญ่แหละแข็งแรง แต่นายก็ต้องหายใจเหมือนกันแหละน่า CAGEWATER”เกิดลูกบอลน้ำขนาดเล็กๆขึ้นรอบๆหัวของออร์ค และคุมหัวของมันไว้ทั้งหัว มันพยายามที่จะกระชากน้ำที่คุมหัวมันเอาไว้ออกมาเพื่อหายใจอย่างทุรนทุราย
“เสียใจด้วยนะแต่ว่าไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก!!!!”ทันใดนั้นก็มีสายน้ำเส้นหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินแหละมัดแขนทั้ง 2 ข้างของออร์คตัวนั้นเอาไว้
“ฉันไม่ประมาทหรอกนะ.....”ทันใดนั้นเองดวงตาของมันก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็สีแดง มันคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันกระชาก โซ่น้ำออกจากตัวเองอย่างง่ายดาย
เมื่อแคลร์เห็นดังนั้นจึงรู้สึกว่าอย่างงี้มันต้องแย่แน่ เธอตัดสินใจค้นไปที่กระเป๋าของตัวเองเพื่อที่จะหยิบยันต์แต่ว่า....มันไม่ทันแล้ว ออร์คทำการกระชากน้ำที่อยู่บนหัวของตัวเองออกทันทีและพุ่งตรงมาทางเธอ
“แย่แล้วไม่ทันแล้ว”เธอสร้างโล่น้ำขึ้นมาป้องกันการโจมตีแต่ว่า
ฟึบ การโจมตีนั้นไม่โดนเธอ เธอนั้นถูกย้ายมาอีกที่นึ่งก่อนเธอจะได้คิดอะไรก็มีคนบ้างคนพูดออกมา
“ไม่เป็อะไรใช่ไหมแม่สาวดอกไม้?”ร่างของเด็กชายคนหนึ่งปรากฎตัวอยู่ข้างๆเธอ เธอจำเขาได้เธอพึ่งเจอกับเขาเมื่อวานเท่านั้นชายที่เธอแทบจะไม่รู้เกี่ยวกับเขาเลย ชายที่เธอนั้นคิดว่าเขาไม่สนใจอะไร ชายที่เป็ฮีโร่ที่ช่วยชีวิตของเธอในวันนี้
เฟย์....