เสียงลมพัดกระทบบานหน้าต่างที่แตกจนเศษของมันตกลงพื้นทำเอาทิชาสะดุ้งใ
หญิงสาวกลัวมากจนรีบลุกขึ้นวิ่งลงบันไดอย่างบ้าคลั่ง เธอวิ่งออกจากประตูบริษัทมาได้แค่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น
สายตามองเห็นแสงสว่างจากร้านค้าสองข้างทางผู้คนเดินขวักไขว่กำลังซื้ออาหาร
เสียงความวุ่นวายของผู้คนที่เธอเคยรำคาญนักหนาตอนนี้มันกลับทำให้หญิงสาวรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
‘รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลย’
ทิชาถอนหายใจอย่างโล่งอกมือควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คเวลา
ตอนนี้เป็เวลา 8 โมงเช้า นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วที่เธอสลบไปในบริษัทร้างนั่น...
เธอ้าคำอธิบายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอและคงไม่มีใครที่จะคำอธิบายได้ดีกว่ายัยผู้หญิงแผนกต้อนรับคนนั้นอีกแน่นอน
นี่เธอหลงชมความงามของคนที่ทำให้เธอไปยืนเป็บ้าอยู่บริษัทผีสิงคนเดียวงั้นหรอ !
นิ้วเรียวกดโทรศัพท์ต่อสายหาคนที่วนเวียนอยู่ในความคิดเธอตอนนี้
ทิชาสาบานกับตัวเองว่าถ้าได้เจอหน้ากันอีกครั้งเธอคงจะต้องขอนุญาติฝากรอยมือไว้บนหน้าสวยๆของผู้หญิงคนนั้นสักหน่อยแล้วล่ะ
“คุณต้องออกมาเจอฉัน เดี๋ยวนี้!!!”
ไม่ทันที่สายตรงข้ามจะได้พูดอะไรออกมาหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัวในจิตใจชิงสาดความโมโหใส่ก่อนเสียแล้ว
โชคดีหน่อยที่ “คุณพราวฟ้า” ตอบตกลงทันที ผู้หญิงที่เธอเคยเข้าใจมาตลอดว่าเป็แผนกต้อนรับ
แต่จริงๆแล้วเธอคือคนที่เคยตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับทิชานั่นก็คือผู้ช่วยดูแลห้องอัดคนก่อนหน้าเธอนั่นเอง
พวกเรานัดเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
เพราะทิชายังรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องอยู่ในสถานที่เงียบๆแม้ว่าตอนนี้จะแดดจ้าขนาดไหนก็ตาม
เสียงของคุณพราวฟ้าเมื่อตอนรับสายทิชานั้น
นิ่งและดูเป็ธรรมชาติมากราวกับว่าคุณคนสวยคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องโทรมาและรู้อยู่แล้วว่าทิชาเพิ่งเจอกับอะไร...
ทิชานั่งรออยู่ที่ร้านอาหารไม่นานนักคนที่เธอ้าจะพบก็ปรากฏตัวขึ้น
ทิชาจ้องไปยังหญิงสาวร่างสวยที่กำลังเดินมาทางเธอ คุณพราวฟ้าในชุดไปรเวท
เสื้อสายเดี่ยวสีเนื้อกับกางเกงสามส่วนสีดำนั่นทำให้ผู้หญิงคนนี้ดูเด็กมากอย่างเห็นได้ชัด
ทันทีที่สายตาหวานเห็นทิชาพราวฟ้ารีบเดินตรงมาหาเธอด้วยรอยยิ้มทันที
เอาล่ะ...แม้ว่าแม่คนสวยคนนี้จะอัพระดับความสวยจนทำให้ผู้หญิงอย่างเธอใจเต้นขนาดไหน
ทิชาก็ไม่ควรจะลืมความโมโหกับสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ได้ทำกับเธอเมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมาเด็ดขาด
คิดได้อย่างนั้นแล้วทิชาจึงต้องขมวดคิ้ว เพื่อรำลึกถึงเื่แย่ๆที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอ
“ขอโทษค่ะ คุณทิชารอนานรึเปล่าคะ ขอโทษนะคะวันนี้วันหยุดรถเลยติดเอามากๆ”
“ถึงนานแต่มันก็คงน้อยกว่าเวลาที่คุณปล่อยให้ฉันยืนเป็บ้าอยู่คนเดียวในบริษัทผีสิงนั่นแน่นอนค่ะ!”
ทิชากระแทกเสียงจนทำให้ใบหน้าสวยๆของคนตรงหน้าเจื่อนลงทันที
เชื่อไหมล่ะว่าผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ขอบตำที่เคยคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนนั่น
ตอนนี้กลับดูสดใสราวกับว่าได้นอนเต็มอิ่มไปหลายคืนเลยทีเดียว
ช่างต่างจากเธอที่สภาพเหมือนคนที่เพิ่งโดนผีหรอกมาเสียจริงๆ....
“ฉันต้องขอโทษจริงๆค่ะที่ไม่กล้าบอกรายละเอียดทั้งหมดเพราะกลัวว่าคุณจะไม่รับทำงานแทนฉัน”
พราวฟ้าพูดด้วยท่าทีที่รู้สึกผิดแต่ถึงยังไงทิชายังก็ยังไม่ค่อยพอใจนักนี่คุณหลอกล่อฉันให้มาเป็ตัวตายตัวแทนหรือยังไงกัน
“คุณพราวฟ้าคุณเพิ่งยอมรับออกมาว่าคุณหลอกให้ฉันเข้าไปทำงานแทนคุณนะ”
“กะ...ก็ใช่ค่ะ แต่จะว่าไปแล้วถ้าหากคุณทำตามกฎสองข้อที่ฉันบอกคุณ จะไม่มีทางเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้เลยนะคะ”
ยัยผู้หญิงคนนี้ล้อกันเล่นหรือไง…คำพูดของคนตรงหน้าทำให้ทิชาปรี๊ดแตกขึ้นมาเสียทันที
“แต่ถึงยังไงคุณก็ไม่ควรปิดบังไม่ใช่หรือไงคะคุณพราวฟ้า!นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆเลยนะคะ!”
“…”
“คุณรู้บ้างไหมว่าเมื่อวานฉันต้องเจอกับอะไรบ้างรู้บ้างไหมว่าฉันเห็นเด็กผู้หญิงโดนต่อยคอหักต่อหน้าฉันแล้ว
สักพักก็กลับมาเป็เหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!
ไหนจะเด็กผู้ชายโดนไม้กลองตีหัวจนคอขาดเืท่วมทางเดิน
ผู้ชายอ้วนฉีกเนื้อตัวเองจนเห็นโครงกระดูกข้างในเพียงเพราะว่าตัวใหญ่เกินจนผ่านประตูเข้ามาไม่ได้!!
คุณรู้ไหมว่าฉันต้องทนเห็นเื่ที่น่าสยดสยองพวกนี้โดยที่ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้
ทั้งๆที่ฉันอยากจะกรีดร้องให้สุดเสียงขนาดไหน !!”
ทิชาตะคอกใส่คนตรงหน้าอย่างหมดความอดทน
เธอไม่สนแล้วว่าเสียงของเธอมันจะดังจนคนอื่นๆในร้านอาหารแห่งนี้จะได้ยินในสิ่งที่เธอพูด
หรือพวกเขาจะคิดว่าเธอเป็บ้าก็แล้วแต่จะพิจารณาเลยแล้วกัน
ทันทีที่เธออธิบายเื่ทั้งหมดให้พราวฟ้าฟังน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
ทำเอาคนที่นั่งอึ้งเพราะโดนตะคอกใส่เมื่อกี้รีบหากระดาษทิชชู่ซับน้ำตาให้แทบไม่ทัน
“ฮึก...มันน่ากลัวจริงๆนะ ฉะ...ฉัน...ฮึก...รับเื่พวกนี้ไม่ไหวอีกแล้วม่ะ...ไม่เอาอีกแล้ว...ฮือ”
นักศึกษาจบใหม่นั่งก้มหน้าร้องไห้ไม่ต่างกับเด็กอนุบาลที่โดนปล่อยให้ไปโรงเรียนคนเดียววันแรก
พราวฟ้าเห็นอย่างนั้นจึงทำได้แค่ปลอบ เธอเองก็หนักใจเช่นกัน
ฟังจากที่เล่ามาคุณทิชาน่าจะเจอหนักกว่าเธออยู่มากทีเดียว
จากที่ไตร่ตรองดูแล้วจึงถามอีกฝ่ายด้วยความใ นี่คุณทิชาเห็น ?
“คุณทิชาคะ เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณเห็นงั้นหรอ?”
“เห็น?คุณหมายความว่าไง?”
ทิชาพยายามลากร่างที่ไร้ิญญาของตัวเองให้ถึงห้องพักให้เร็วที่สุด
ที่ร้านอาหารเมื่อครู่เธอแทบไม่ได้แตะอาหารสักอย่างเลย
เพราะเธอรู้สึกว่าคอตัวเองแห้งผากเกินกว่าจะกลืนอะไรลงไปได้
สิ่งที่คุณพราวฟ้าได้พูดออกมายังวิ่งวนอยู่ในหัวเธอไม่ยอมจางหายไปไหน ทำให้ทิชารู้สึกเครียดหนักกว่าเดิม
‘ไม่เคยมีพนักงานคนไหนได้เห็นลูกค้าเลยคุณเป็คนแรกที่เห็นหน้าตาของลูกค้าของเรา’
แล้วพนักงานจะรู้ได้อย่างไรว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ?
‘พวกเราจะได้ยินเสียงกริ่งเมื่อมีคนเดินมาหน้าห้องค่ะพวกเราให้บริการทั้งๆที่ไม่เห็นหน้าลูกค้า เห็นแค่บัตรจอง และกุญแจเท่านั้น’
แบบนั้นมันก็ดูน่ากลัวกว่าอีกไม่ใช่หรือไงกัน
“อาจจะเป็เพราะว่าคุณทิชามีััที่หกก็ได้นะคะ”
ััที่หกบ้าบออะไรกัน ั้แ่เกิดจนกระทั่งโตมาจนถึงป่านนี้ทิชายังไม่เคยเห็นผีเป็ตัวเป็ตนเลย
(ถ้าไม่นับเื่เมื่อวาน) เื่แบบนี้มันจะมีมันต้องมีั้แ่เกิดไม่ใช่หรือไง
แต่นี่เธอเพิ่งมาเคยเห็นที่บริษัทเป็ครั้งแรกเลยนะ
สิ่งที่ย่ำแย่กว่าเื่พวกนี้แล้วก็คือทิชาต้องรับรู้ความจริงว่า...
‘คุณไม่สามารถออกจากงานกลางคันได้มิฉะนั้นจะต้องจ่ายค่าปรับเป็จำนวนสิบเท่าของค่าจ้าง
ฉันจำได้ว่าเราได้แจ้งคุณไว้ในใบเซ็นสัญญาแล้วนะคะ’
ใช่...ทิชาก็จำได้เหมือนกันว่าทันทีที่เห็นจำนวนเงินค่าจ้างเธอก็เซ็นใบสัญญาแบบไม่สนใจอย่างอื่นอีกเลย แทบจะกัดนิ้วตัวเองเอาเืป้ายแทนลายเซ็นซะด้วยซ้ำ
‘หมายความว่าฉันต้องทนทำงานในบริษัทผีสิงนั่นไปอีกหนึ่งปีเลยหรอ!’
‘ใช่ค่ะหลังจากหนึ่งปีแล้วคุณถึงจะหาคนมาเปลี่ยนได้เหมือนฉัน ไม่เช่นนั้นคุณต้องจ่ายค่าปรับตามสัญญา’
ทิชานึกสงสัยว่าคนสวยๆแบบคุณพราวฟ้าทนทำงานอยู่ในที่แบบนั้นได้อย่างไรตั้งหนึ่งปี
อาจจะเป็เพราะว่าคุณเขาไม่ได้เห็นภาพที่สยดสยองเหมือนเธอก็เป็ได้
แล้วฉันควรจะทำอย่างไรดีล่ะ แค่คิดว่าต้องกลับไปทำงานที่นั่นอีกทิชาก็อยากจะร้องไห้ออกมาอีกแล้ว
เธอต้องหาใครสักคนเพื่อพูดคุยเื่นี้ด้วยถึงแม้ว่าคุณพราวฟ้าจะได้เอ่ยปากมาแล้วว่าเธอสามารถคุยกับคุณเขาได้ทุกเมื่อก็ตาม
แต่ทิชาอยากคุยกับคนใกล้ตัวเธอมากกว่า
“กริ๊ง...”
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นทันทีที่ทิชาเห็นชื่อปรากฏอยู่บนหน้าจอ เธอยกมือมาตบกระหม่อมตัวเองเสียงดัง
ทำไมฉันนึกถึงคน ๆนี้ไม่ได้นะ
มิณทร์ลูกพี่ลูกน้องที่สุดแสนจะสนิทของทิชา เรายังเรียนด้วยกันอีกด้วยสมัยมหาวิทยาลัย
มิณทร์ค่อนข้างจะขี้กังวลเป็อย่างมากโดยเฉพาะเื่ของเธอ
เขาจะคอยตามเป็ห่วงเธอทุกเื่ั้แ่เด็กจนโตแม้ว่าตอนนี้เขาจะแต่งงานแล้วก็ตาม
ใช่แล้วล่ะเขาแต่งงานทันทีที่เรียนจบเพราะคำสั่งของคุณปู่ของพวกเรา
เพราะโหง่เฮ้งของตระกูลอะไรสักอย่าง
ซึ่งถ้าให้เดาเขาคงจะรู้ว่าเมื่อคืนฉันไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องพักมาจากป้าเ้าของหอพักเป็แน่
หลังจากที่ทิชารับสายและได้พูดคุยกับมิณทร์ลูกพี่ลูกน้องของเธอ
เขาแนะนำว่าให้เอาเื่นี้ไปปรึกษากับคุณปู่เขาต่อว่าเธอเล็กน้อยเื่ที่เธอไม่รีบโทรหาเขาทันทีที่เกิดเื่
แต่ให้ทำไงได้ล่ะในตอนนั้นคนแรกที่ฉันคิดถึงกลับเป็คุณพราวฟ้าซะได้
มิณทร์ขับรถมารับฉันที่หอพักเพื่อไปหาคุณปู่ของพวกเราที่อาศัยอยู่นอกเมือง
เพราะการจราจรที่ติดขัดของเมืองหลวงทำให้พวกเราใช้เวลาการเดินทางนานพอสมควร
บรรยากาศนอกเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้และูเาอากาศเย็นสบายแม้ว่าจะเป็เวลาเที่ยงวันแล้วก็ตาม
นี่สินะที่ผู้คนส่วนมากถึงได้ยอมหนีความเจริญมาลงหลักปักฐานกันที่นี่
เพราะบรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้ในเมืองหลวงจริงๆ
บ้านของคุณปู่ตั้งอยู่หลังเขาที่มีลำธารไหลผ่านบริเวณหน้าประตูบ้านเต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง
ข้างๆกันมีกลุ่มคนกำลังรวมตัวกันเพื่อสร้างบ้านที่ทำจากกระดาษและป้ายไม้เล็กๆ
รวมถึงธงหลากสีที่มี ‘สัญลักษณ์สีเหลือง’ที่ทิชาได้เห็นที่บริษัทเมื่อวานนี้
“อ้าว มิณทร์วันนี้พาทิชามาด้วยหรือ...หือ?”คุณปู่เอ่ยทักทายเมื่อเห็นหลานชายและหลานสาวมาหาพร้อมหน้าพร้อมตา
ชายชราส่งยิ้มให้หลานแต่ทันทีที่เห็นหน้าทิชา
ท่านก้มหยิบผงบางอย่างที่มีสีเหลืองออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ก่อนที่จะเอามันมาตบลงบนหน้าผากของหญิงสาว
ในเวลาเดียวกันมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกเย็นๆไหลออกมาจากหน้าผากของทิชา
เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอเบาลงและอุ่นขึ้น
“ปู่ครับ เมื่อกี้มันอะไรกัน?” มิณทร์ถามชายชราด้วยความใ
คุณปู่ไม่ได้สนใจคำถามของมิณทร์แต่กลับจ้องไปที่หน้าผากของหลานสาว
ก่อนสายตาจะย้ายลงมาสบตากับทิชาอย่างจริงจัง
“เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ปู่ฟังหน่อยสิ”
มิณทร์และทิชาเบิกตาโพลงอยากใคุณปู่รู้ ? ทั้งๆที่ั้แ่ก้าวลงจากรถมาเธอยังไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำเดียว
ฉันกับมิณทร์มองหน้ากันก่อนที่จะเริ่มเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เริ่มั้แ่ตอนที่เธอทำสัญญากับบริษัทจนถึงคำพูดของคุณพราวฟ้า
คุณปู่นั่งฟังจนกระทั่งหลานสาวเล่าจบ ชายชรานั่งเงียบจนทั้งสองคนเริ่มเป็กังวลใจโดยเฉพาะทิชา
“คุณปู่ ทำไมถึงเงียบล่ะครับ”มิณทร์ถามอย่างเร่งเร้าเขาเป็กังวลใจไม่แพ้กันเพราะเป็ห่วงทิชามาก
ฟังจากที่เธอเล่ามาเขาคิดว่าเื่นี้มันร้ายแรงพอสมควร
“ขอโทษนะทิชาแต่ปู่มีบางอย่างที่ต้องบอกให้หลานรู้เอาไว้”
“…”
“มันคงถึงเวลาแล้ว”
“ปู่หมายความว่าไงคะมันคงถึงเวลาแล้วอะไร ปู่กำลังพูดถึงเื่อะไร?”
ทิชารัวคำถามใส่คนที่ขึ้นชื่อว่าปู่ของตัวเองคุณปู่กำลังปิดบังอะไรเธอไว้หรือเปล่า
ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะอธิบายบางอย่างให้หลานสาวฟัง
“แม่ของหลานมีความสามารถพิเศษ หล่อนมีััที่หกปู่รู้ทันทีที่พ่อของหลานพาหล่อนเข้ามาในบ้าน
ปู่คิดว่าหลานอาจจะได้รับสายเืนี้มาจากแม่ของหลาน”
ห้ะ !!!
เสียงะโด้วยความใออกมาพร้อมกันจากหลานชายและหลานสาว
“แล้วทำไม...หนูเพิ่งมาเห็น..เอ่อ..เห็นผีตอนนี้ล่ะคะ”
“นั่นสิครับ ไอ้เื่แบบนี้มันต้องแสดงออกชัดเจนั้แ่เกิดแล้วสิ”
นี่มันเื่บ้าอะไรอีกแล้วเนี่ยอย่าบอกนะว่าคุณปู่ปิดบังเื่นี้ไว้ตั้งนานน่ะ
“ปู่เป็คนสะกดเอาไว้เองเพราะแม่ของหลานไม่อยากให้หลานต้องเป็ในสิ่งที่หล่อนเป็
แม่ของหลานขอร้องให้ปู่ช่วยสะกดมันเอาไว้แต่ถึงอย่างไรซะ คงไม่มีอะไรหยุดชะตากรรมไว้ได้”
ชายชราพูดอย่างอ่อนใจเขาคิดไว้แล้วว่าสักวัน ‘สิ่งนั้น’ ต้องกลับมาหาหลานสาว
แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้หรืออาจจะเป็เพราะว่าบางอย่างในบริษัทแห่งนั้น
กระตุ้นความสามารถพิเศษของหลานสาวของเขาให้กลับมาอีกครั้ง
“หลานได้เจออะไรแปลก ๆที่นั่นบ้างรึเปล่า”
ชายชราถามแต่ทิชากลับส่ายหน้าเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากภาพที่น่าสยดสยองพวกนั้น
“คุณปู่ครับเราจะปล่อยให้เป็แบบนี้ไม่ได้นะครับ ถ้าทิชาต้องไปทำงานที่บริษัทนั่นต่อไปแบบนี้
ผมเกรงว่ามันจะอันตรายเกินไป” มิณทร์พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมคิดว่าทิชาควรจะต้องไปลาออกจากบริษัทซะ”
“ไม่ได้!!”
ไม่ใช่เสียงของทิชาแต่กลับเป็เสียงของคุณปู่แทนชายหนุ่มมองหน้าปู่อย่างไม่เข้าใจ
“บริษัทนั่นมันไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าๆออก ๆ ได้ตามใจชอบ ทิชาเซ็นสัญญาไปแล้ว
ตอนนี้ิญญาของเธอได้ถูกผูกมัดกับบริษัทนั่นเป็ที่เรียบร้อย”
ทิชารู้สึกเหมือนตัวเองโดนเหวี่ยงเข้ากับกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ั้แ่ที่เธอนั่งฟังคุณปู่เล่ามายังไม่มีทางไหนที่จะเป็ทางที่ดีสำหรับเธอเลยสักนิด
“ตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอกหลังจากหนึ่งปีให้หลังิญญาของทิชาจะโดนแยกออกจากสัญญาของบริษัทผี
เหมือนผู้หญิงคนนั้นดังนั้นอย่ากังวลใจไปในเื่ความปลอดภัย”
ชายชรานั่งนิ่งไปสักพักก่อนที่จะพูดขึ้นอีกว่า“แต่จริงๆแล้วสถานที่แห่งนั้นมันทั้งอันตรายและจะทำให้อายุขัยของหลานลดลง”
คุณปู่เดินเข้าไปหยิบบางสิ่งในกล่องยื่นให้เธอมันคือสร้อยที่ตรงกลางประดับด้วยจี้ก้อนหินกลมๆสีหยก
มีอักษรบางอย่างที่ทิชาไม่เข้าใจแต่เธอก็เต็มใจที่จะรับมันมาแต่โดยดี
“นี่คือของวิเศษที่ทำมาจากเถ้าของผีตายโหงมันจะปกป้องหลานจากพวกผีในบริษัท”
ทิชาแทบจะโยนสร้อยทิ้งทันทีที่ได้ยินว่ามันทำมาจากอะไรแต่โชคดีที่มิณทร์ห้ามไว้ทัน
“หากหลานสวมสร้อยเส้นนี้ไว้หลานจะสามารถเดินออกจากห้องทำงานของหลานได้
แต่ให้จำเอาไว้ว่าอย่าให้พวกผีััร่างกายของหลาน ไม่งั้น....”
คำพูดที่ไม่ถูกพูดออกมาหากแต่ทิชาสามารถเข้าใจทุกอย่างเพราะสายตาของคุณปู่ที่นิ่ง
เหมือนคนไร้ิญญานั้นได้อธิบายทุกอย่างแล้ว
“ขอให้โชคดีหลานรัก”
เชื่อไหมว่า ทิชาไม่เคยชอบประโยคนี้เลย...