หลังจากที่เข้าเฝ้าฝ่าาเพื่อปรึกษาปัญหาเื่นี้แล้ว ท่านเทพก็เดินออกมาจากตำหนักทรงงานของฝ่าาวันนี้เขาออกมาที่วังหลวงโดยไม่ได้บอกใคร รีบกลับเสียหน่อยดีกว่า
แต่ว่าหลังจากนี้ต้องทำอย่างไรดีนะ
จากการสังเกตการณ์มาหนึ่งเดือน ไป๋เฮ่อนับว่าเป็คนหนึ่งที่จริงจังมากทีเดียวแล้วยังหมกหมุ่นอยู่กับวิธีแก้คำสาปโดยไม่ยอมให้ใครยื่นมือเข้ามายุ่ง ยิ่งเขาทำตัวเฉยเมยมากเท่าไหร่ยิ่งเขาพยายามผลักไสไป๋ซูเจี้ยนมากเท่าไหร่นั่นหมายถึงสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ยิ่งย่ำแย่มากเท่านั้น
ด้วยลักษณะนิสัยของไป๋เฮ่อ ถึงจะมองว่าเขาเป็คนหัวรั้นคนหนึ่ง แต่หัวรั้นเป็บางเื่มากกว่าเท่าที่สังเกตมา เขาก็มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นสิ่งที่ทำให้เขาหัวรั้นจนไม่ฟังใครก็มีเพียงแค่เื่คำสาปตราบเท่าที่ไม่ยุ่งเื่นี้ เขาก็ยังคงปกติดี หรือว่าบางทีไป๋ซูเจี้ยนจะต้องทำตัวปกติไม่ทำให้ไป๋เฮ่อคิดว่าไป๋ซูเจี้ยนพุ่งเป้าไปที่การแก้คำสาปมากเกินไปดีนะ?
แต่เข้าหาด้วยวิธีไหนล่ะครั้งก่อนเขาปล่อยให้เสียเวลาไปเป็เดือนเพราะคิดว่าการทำแบบนี้จะดีที่สุดแต่กลับกลายเป็ว่าเข้าทางของไป๋เฮ่อเสียหมด เขาจะปล่อยให้เป็แบบนั้นไม่ได้หรือว่า่นี้จะต้องเอาเื่การถอนคำสาปออกจากหัวไปก่อนกันนะ
ตุบ!
“อ๊ะ!” ท่านเทพกุมหน้าผากตัวเองเมื่อเดินชนใครสักคนเข้าเพราะเมื่อครู่ใจลอยคิดเื่อื่นอยู่จนไม่ได้มองทางเสียแล้ว
“หือ?” ไป๋ซูเจี้ยนเงยหน้าขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับเสียงอุทานของเขาก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองเดินชนเป็ใคร
สามีผู้เ็าหน้าตายของเขาเอง
หน้าตาก็นับว่าหล่อเหลา จะช่วยทำหน้าดีๆสักหน่อยจะได้หรือไม่
“ไม่ดูทาง” นี่นับว่าเป็การได้ยินเสียงสามีในรอบหนึ่งเดือนเลยก็ว่าได้นี่เปิดปากพูดกับเขาได้ด้วยรึ
“ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยจึงไม่ได้มองทาง เจ็บรึ?”ไป๋ซูเจี้ยนไม่ได้ชนแรงเสียหน่อย ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้น
ราชครูมองคนที่เดินชนตัวเองโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเบี่ยงตัวหลบออกจากตรงนั้นก่อนจะเดินหนีมาท่านเทพจึงมองเห็นว่าที่เื้ัของไป๋เฮ่อนั้นเป็สระน้ำขนาดเล็กแต่หากตกลงไปก็เปียกั้แ่หัวจรดเท้าได้อยู่
นี่หรือว่าเอาตัวเองมายืนขวางเอาไว้เพื่อไม่ให้ไป๋ซูเจี้ยนที่กำลังเดินใจลอยตกลงไป?
ท่านเทพหันกลับไปมองสามีที่เดินจากไปไกลแล้วดวงตาสีฟ้าฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวแตะคางตัวเองหรือว่าจริงๆแล้วถึงไป๋เฮ่อจะพยายามผลักไสไป๋ซูเจี้ยนแต่หากไป๋ซูเจี้ยนอยู่ในอันตรายก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ช่วย? ความคิดในหัวของคนคนนี้เป็อย่างไรกันแน่นะ
แต่บางทีนี่อาจจะเป็การเริ่มต้นที่ดีใช่หรือไม่
ราชครูหยุดเดินเล็กน้อยหลังจากที่เดินห่างออกมาไกลแล้วเขาหันกลับไปมองยังคนที่ใจลอยอยู่ ก่อนหน้านี้เขาก็เดินของเขามาดีๆแต่สังเกตเห็นว่าไป๋ซูเจี้ยนที่เดินออกมาจากตำหนักทรงงานของฝ่าานั้นมีท่าทางแปลกๆอีกฝ่ายไม่ได้ทักทายใครเลยแม้ว่าจะกำลังมีคนทักทายตัวเองอยู่แล้วยังเดินไม่ดูทางจนเกือบจะตกน้ำตกท่าไปแล้วหากไป๋เฮ่อไม่ไปยืนขวางเอาไว้
มีเื่อันใดเกิดขึ้นอย่างนั้นรึถึงได้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดคิ้วถึงเพียงนั้นแล้วยังกลับไปทำท่าทางเหม่อลอยแบบนั้นอีก จะไม่เป็ไรแน่รึ
หลังจากที่ยืนมองอยู่สักพักไป๋เฮ่อก็เห็นว่าไป๋ซูเจี้ยนสะบัดหน้าไปมาเล็กน้อยเหมือนจะกำลังไล่ความคิดที่อยู่ในหัวออกไปไม่นานก็เดินออกไปจากตรงนั้น อาจจะมีเื่อะไรให้คิดกระมังถึงได้ใจลอยแบบนั้น แต่ช่างมันเถอะปัญหาของไป๋ซูเจี้ยนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเสียหน่อยที่เป็อยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว และเขา้าให้เป็แบบนี้ต่อไป
ท่านเทพนั้นเดินกลับมายังฉางเก๋อ ระหว่างทางก็ได้แวะพักบ้างได้ยินว่าไป๋เฮ่อมักจะเดินมาทำงานที่วังหลวง เขาก็เลยลองเดินมาบ้างพูดตามตรงว่าเหนื่อยมากทีเดียว ทำไมคนที่มีวรยุทธ์สูงส่งอย่างไป๋เฮ่อจะต้องเสียกำลังกายทุกเช้าเย็นเพื่อเดินมาที่สำนักการศึกษาด้วยแล้วที่พรรคใช่ว่าจะไม่มีรถม้าเสียหน่อย ไยจะต้องเดินด้วยตัวเองก็ไม่รู้
ระหว่างที่กำลังเดินกลับพรรคอยู่นั้นไป๋ซูเจี้ยนก็พยายามคิดว่าจะใช้วิธีไหนในการเข้าหาไป๋เฮ่อดี ในตอนนี้เขาต้องเอาเื่ที่้าทำลายคำสาปของไป๋เฮ่อออกไปจากหัวก่อนมิเช่นนั้นการกระทำที่แสดงออกมาคงจะไม่เป็ธรรมชาติจนเกินไปและโดยพื้นฐานแล้วเขาก็มาที่นี่เพราะมีจุดประสงค์ไป๋เฮ่อก็ต้องมองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีจุดประสงค์แอบแฝง ต้องแสดงออกอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ไป๋เฮ่อระแวงจนเกินไปดีนะ
“ท่านเทพ กลับมาแล้วหรือขอรับ” ในระหว่างที่กำลังใช้ความคิดท่านเทพก็ได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งเอ่ยทักทายเป็อวิ้นหยางที่กำลังหอบตำราสองสามม้วนไว้ในอ้อมแขน
“กลับมาแล้ว กำลังจะไปที่ไหนรึ”
“ข้าคิดว่าท่านน่าจะกลับมาจากวังหลวงแล้ว จึงได้แวะมาหากำลังจะไปที่เรือนของท่านอยู่พอดีขอรับ” ท่านเทพเลิกคิ้วอวิ้นหยางมีเื่อะไรอย่างนั้นรึ
“เช่นนั้นเราไปคุยกันที่เรือนเถอะ” ทั้งคู่ออกเดิน เมื่อมาถึงอวิ้นหยางก็นึกอยากจะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นเรือนทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กันพวกเขาต้องแยกเรือนกันอยู่แบบนี้อวิ้นหยางปวดใจเสียจริง
“รองประมุขมีเื่อันใดอยากจะคุยกับข้ารึ” ทั้งคู่อยู่กันที่ระเบียงหน้าเรือน คนสนิทนำน้ำชาและขนมมาต้อนรับแขกอวิ้นหยางวางม้วนตำราสองสามม้วนที่เอามาด้วยลงก่อนจะเอ่ย
“เื่ของท่านเทพกับท่านพี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะก้าวก่ายได้ก็จริงแต่มันคงจะไม่ดีหากท่านสองคนเป็แบบนี้กันต่อไป ข้าจึงนำสิ่งนี้มาให้ขอรับ”ท่านเทพเปิดม้วนตำราเ่าั้ก่อนจะทำหน้าสงสัยตำราอาหารอย่างนั้นรึ
“ตำราอาหาร?”
“ตำราอาหารนี้ท่านแม่เป็คนเขียนเอาไว้ขอรับแล้วท่านพี่ก็ชอบอาหารที่ท่านแม่ทำมาก ข้าจึงคิดว่าหากท่านเทพทำอาหารที่ท่านแม่เคยทำได้ท่านพี่อาจจะใจอ่อนก็ได้ขอรับ” อวิ้นหยางให้เหตุผล ไป๋เฮ่อนั้นเป็คนที่รักมารดามากไม่ว่าเมื่อไหร่ก็นึกถึงมารดาก่อนเป็คนแรกเสมอ หากท่านเทพอยากจะใกล้ชิดกับท่านพี่ของเขาอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการทำอาหารที่ท่านแม่เคยทำให้ท่านพี่ทานหากเป็รสชาติที่ท่านพี่โปรดปราน ท่านพี่จะต้องใจอ่อนอย่างแน่นอน
“ตำราที่ฮูหยินคนก่อนเป็คนเขียนอย่างนั้นรึ” ท่านเทพมองอาหารเ่าั้ ดูๆแล้วก็ไม่ใช่อาหารที่แปลกตาอะไรไป๋ซูเจี้ยนก็สามารถทำได้ แต่มันก็ไม่น่าจะง่ายดายถึงเพียงนั้น
การทำอาหารไม่ว่าใครก็ทำได้ แต่ทำให้ถูกปากคนกินต่างหากที่ยาก
“หากจะทำให้ถูกปากเขา ก็ต้องเป็รสชาติที่เขาชอบ แต่ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่ารสชาติที่เขาชอบนั้นเป็แบบไหน”หากทำแล้วให้ไป๋เฮ่อลองชิมจนกว่าจะได้รสชาติที่ถูกใจนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยอีกฝ่ายจะต้องไม่ให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน
“ท่านแม่มีสาวใช้คนสนิทอยู่คนหนึ่งแล้วตอนนี้นางก็เป็คนครัวของที่ฉางเก๋อเพื่อทำอาหารให้ท่านพี่ หากไปขอให้นางช่วยนางจะต้องยอมช่วยแน่นอนขอรับ”
“สาวใช้ของฮูหยินก็น่าจะทำอาหารของฮูหยินออกมาได้เหมือนกับที่ฮูหยินทำมิใช่หรอกรึ”อวิ้นหยางส่ายหน้า
“นางทำเป็ขอรับ เพียงแต่ั้แ่ที่ท่านแม่จากไปก็ไม่มีใครทำอาหารออกมาได้เหมือนกับรสชาติที่ท่านแม่เคยทำรสชาติที่ท่านพี่โปรดปรานที่สุดก็คือรสชาติของอาหารที่เหมือนกับที่ท่านแม่เคยทำจนตอนนี้ยังไม่มีใครที่ทำอาหารเหล่านี้ได้เหมือนกับที่ท่านแม่เคยทำเลยขอรับ”
“ในเมื่อนางเป็สาวใช้ของฮูหยินคนก่อนนางจะต้องรู้รสชาติอาหารที่ฮูหยินเป็คนทำ หากฝึกสักหน่อยก็อาจจะทำได้กระมัง”แม้รสชาติอาหารจะเป็ลักษณะเฉพาะของบุคคล แต่ใช่ว่าจะทำออกมาให้เหมือนกันไม่ได้ตอนนี้ก็ยังไม่มีวิธีดีๆที่จะเข้าหาไป๋เฮ่อ เช่นนั้นลองวิธีนี้ก่อนก็แล้วกัน
“ขอบคุณรองประมุขมาก” ตอนนี้อะไรจำเป็ต้องทำก็ต้องทำไปก่อน
“หากได้ช่วยเหลือข้าย่อมยินดีขอรับ” หากท่านพี่ยอมเปิดใจให้ท่านเทพสักนิดก็คงจะดีเขาอยากจะเห็นท่านพี่ของเขามีความสุขจริงๆไม่อยากจะให้ทุกข์ทรมานดั่งเช่นที่เป็อยู่ตอนนี้เลย
เมื่อคิดขึ้นได้แล้วจะใช้วีธีนี้ในการเข้าหาสามีท่านเทพก็มุ่งหน้าไปยังห้องครัวของเรือนหลักที่สาวใช้ของฮูหยินคนก่อนอยู่ที่นี่เพราะนางเคยเป็สาวใช้ของฮูหยินคนก่อน อายุของนางในตอนนี้จึงค่อนข้างมากแล้ว เมื่อนางเห็นท่านเทพไปที่ห้องครัวก็รีบต้อนรับขับสู้อย่างดี
“ท่านเทพ” นางคารวะไป๋ซูเจี้ยนอย่างนอบน้อมเพราะห้องครัวของเรือนหลักนั้นเป็ครัวใหญ่ที่ไว้ทำอาหารให้ประมุขและภรรยากิน ครัวของที่นี่จึงใหญ่มากแล้วยังมีวัตถุดิบมากมายเตรียมพร้อมเอาไว้ด้วย
“เ้าคงจะเป็สาวใช้ของฮูหยินคนก่อน” ไป๋ซูเจี้ยนเอ่ยถามนางคงจะเป็คนที่ช่วยเลี้ยงไป๋เฮ่อกับอวิ้นหยางจนโตด้วยกระมัง
“เ้าค่ะ”
“ข้ามีเื่อยากจะไหว้วานเ้าหน่อย” ท่านเทพยื่นม้วนตำราอาหารให้กับสาวใช้ นางเปิดดูก่อนจะทำหน้าแปลกใจ
“ท่านเทพ้าให้ข้าทำอาหารเหล่านี้หรือเ้าคะ?”
“เปล่า ข้า้าให้เ้าสอนข้า” เมื่อได้ยินว่าท่านเทพ้าให้สอนทำอาหารสาวใช้ก็ยิ่งทำหน้าแปลกใจอาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็อาหารที่ประมุขชื่นชอบหรือว่าท่านเทพอยากจะทำให้ประมุขกินอย่างนั้นรึ
“ข้าสอนได้เ้าค่ะ”
“ข้า้าให้เ้าสอนจนกว่าข้าจะทำออกมาได้เหมือนกับที่ฮูหยินคนก่อนเคยทำ”
“เหมือนที่ฮูหยินเคยทำหรือเ้าคะ?” ท่านเทพ้าทำอาหารที่เหมือนกับที่ฮูหยินคนก่อนเคยทำอย่างนั้นรึั้แ่ที่ฮูหยินตายจากไปก็ไม่มีใครที่ทำอาหารของฮูหยินออกมาได้เหมือนแม้กระทั่งรสชาติมาก่อนท่านเทพอยากจะทำอาหารนั้นออกมาให้ได้อย่างนั้นรึ
“เ้าคงจะยังจำรสมือของนางได้ ข้า้าให้เ้าช่วยจนกว่าข้าจะทำออกมาเหมือน”สาวใช้เงียบไปเล็กน้อยพวกนางไม่สามารถทำอาหารออกมาได้เหมือนกับที่ฮูหยินเคยทำก็จริงแต่ไม่แน่ว่าท่านเทพอาจจะทำออกมาได้ก็ได้
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ ข้าจะสอนทุกอย่างที่ฮูหยินเคยทำเช่นนั้นเริ่มทำเมื่อไหร่ดีเ้าคะ?”
“ตอนนี้”
นับว่าเป็โชคดีของไป๋ซูเจี้ยนบวกกับพร์อีกเล็กน้อย ในที่สุดอาหารที่เพียรพยายามทำให้เหมือนกับของฮูหยินคนก่อนและยังเป็รสชาติที่สามีของเขาถูกใจในที่สุดก็ทำออกมาสำเร็จ
แล้วยังใช้เวลาไปแค่สามชั่วยามเท่านั้น
“รสชาตินี้...ไม่ผิดแน่นอนเ้าค่ะ” สาวใช้พยักหน้าด้วยความตื้นตัน นับว่าท่านเทพนั้นมีพร์มากจริงๆพวกนางพยายามทำเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำออกมาให้ได้รสชาติเดียวกันนี้ แต่ท่านเทพกลับสามารถทำได้ภายในสามชั่วยามไม่ใช่แค่รสชาติ แม้แต่ส่วนผสมอื่นๆที่ไม่ได้เขียนเอาไว้ในตำราท่านเทพยังใส่เสริมลงไปได้อย่างถูกต้องหากประมุขได้กินอาหารนี้เข้าไปจะต้องชอบมากอย่างแน่นอน
“ถูกต้องแล้วอย่างนั้นรึ” ไป๋ซูเจี้ยนนวดไหล่ของตัวเองหลังจากที่ทำอาหารอยู่นานถึงสามชั่วยาม ในที่สุดก็ได้รสชาติที่ไป๋เฮ่อชอบได้เสียที
กินยากกินเย็นเสียจริง รสชาติอื่นก็ใช่ว่าจะไม่อร่อยเสียหน่อยที่ไป๋ซูเจี้ยนทำมาทั้งหมดนั้นรสชาติแทบจะไม่ต่างกันเลย แต่สาวใช้ก็บอกว่าไม่ใช่เขาจึงต้องทำใหม่เรื่อยๆจนในที่สุดก็ใช่ได้เสียที
“หากประมุขได้กินเข้าไปจะต้องชอบมากแน่นอนเ้าค่ะ”ท่านเทพก็หวังให้เป็แบบนั้น
“ท่านเทพ ประมุขกลับมาแล้วเ้าค่ะ” สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกเดินมารายงาน ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วั้แ่ที่เขาเริ่มเข้าครัวถึงเวลาที่ไป๋เฮ่อจะกลับเรือนได้แล้วรึ
“ให้สาวใช้ยกสำรับไปเลยหรือไม่เ้าคะ” เพราะประมุขนั้นกว่าจะกลับถึงเรือนก็็็ดึกมาก จึงมักจะทานอาหารเย็นใน่เวลานี้อาหารวันนี้จะต้องถูกปากของเขาอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นก็ยกไปที่เรือนของเขาเถอะ” เพราะปกติแล้วประมุขกับฮูหยินไม่ทานข้าวร่วมกันสาวใช้จึงทำได้เพียงแค่นำสำรับที่ท่านเทพทำยกไปยังเรือนของประมุข ส่วนไป๋ซูเจี้ยนนั้นแอบกลับมาดูที่เรือนของตนว่าสามีจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากได้กินอาหารที่เหมือนกับที่มารดาทำ
ขอให้ได้ผลทีเถอะ
“สำรับเ้าค่ะประมุข” ร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากตำราที่กำลังอ่านอยู่หลังจากที่แต่งงานไป๋เฮ่อมักจะกินข้าวเย็นใน่เวลาที่ดึกแบบนี้เสมอเพราะเขากลับมาถึงที่เรือนช้าแล้วก็ไม่ชอบที่จะกินข้าวจากข้างนอกสักเท่าไหร่เขาพยักหน้าให้สาวใช้ตั้งสำรับที่โต๊ะใกล้ๆก่อนจะวางมือจากการอ่านตำราแล้วไปนั่งกินข้าวเพื่อเพิ่มกำลังกายเสียหน่อย
พอได้เห็นอาหารที่หน้าตาแบบนี้แล้วก็ชวนให้คิดถึงอาหารที่ท่านแม่เคยทำเสียจริง
ประมุขนั่งทานข้าวคนเดียวตามปกติ แต่เมื่อคืบอาหารเข้าปากไปได้หนึ่งคำก็หยุดชะงักมองไปยังอาหารจานนั้นด้วยความรู้สึกที่คาดไม่ถึงเล็กน้อย
รสชาติแบบนี้ ไม่ได้กินมานานแล้วจริงๆ
รสชาติของท่านแม่
“ดูเหมือนวันนี้คนครัวจะประสบความสำเร็จในการทำอาหารจานนี้เสียแล้ว”ประมุขเปรยขึ้นมาเบาๆ จำได้ว่าคนที่จะทำอาหารของท่านแม่ได้มีแค่สาวใช้นางหนึ่งที่เคยเป็สาวใช้ของท่านแม่ในอดีตนางมักจะช่วยท่านแม่ของเขาทำอาหารอยู่เสมอได้ยินว่าก่อนหน้านี้นางพยายามที่จะทำอาหารให้ได้ดั่งเช่นที่มารดาของเขาเคยทำ แต่เพราะทำออกมาให้เหมือนไม่ได้นางจึงทำอาหารเช่นนั้นน้อยลงนานแล้วเหมือนกันที่นางไม่ได้ทำอาหารที่ท่านแม่เคยทำให้เขากิน
แอบไปฝึกฝีมือมาหรืออย่างไรถึงทำออกมาได้เหมือนกับรสชาติของท่านแม่แบบนี้
คงจะเพราะเมื่อก่อนหลังจากที่ท่านแม่จากไปอาหารอะไรก็ตามที่ท่านแม่เคยทำให้เขาทานหากรสชาติไม่เหมือนดั่งที่ท่านแม่ของเขาเคยทำเขาก็จะกินน้อยมากจนในที่สุดคนครัวก็ทำอาหารในตำราของท่านแม่ให้ทานน้อยลงแล้วเปลี่ยนไปทำอาหารอย่างอื่นแทนแต่ที่คราวนี้อาหารในตำรานั้นปรากฏอยู่บนสำรับอีกครั้งเป็เพราะทำออกมาได้เหมือนกับรสชาติของท่านแม่อย่างนั้นรึ
คนครัวของเขาก็คิดเล็กคิดน้อยเสียจริงๆ
ท่านเทพที่แอบมองอยู่เมื่อได้เห็นสีหน้าที่ดีใจของสามีก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้นี่คงจะนับได้ว่าเป็ก้าวแรกที่ราบรื่นกระมัง
“นางเป็คนทำอย่างนั้นรึ” ระหว่างที่คีบของกินเข้าไปอีกคำประมุขก็เอ่ยถามสาวใช้ที่อยากจะพูดมานานแล้วว่าผู้ที่ทำอาหารจานนั้นเป็ภรรยาของประมุขเองก็รีบเอ่ยในทันที
“เปล่าเ้าค่ะ ไม่ใช่หัวหน้าคนครัวเป็คนทำเ้าค่ะ” ไป๋เฮ่อเลิกคิ้ว ไม่ใช่นางอย่างนั้นรึจะมีใครรู้เื่ตำราอาหารของท่านแม่ได้ดีไปกว่านางอีกเล่า
“นางไม่ได้ทำ? แล้วใครทำ?” ใครกันที่ทำอาหารออกมาได้อร่อยแบบนี้ทำให้เขาเจริญอาหารขึ้นมาอย่างทันตาทีเดียว
“ท่านเทพเ้าค่ะ” แต่คำพูดต่อมาของสาวใช้ก็ทำให้มือที่กำลังจับตะเกียบนั้นหยุดชะงักในทันที
เขาทำ....อย่างนั้นรึ
“ใครทำนะ?”
“ท่านเทพเ้าค่ะ เอ่อ ฮูหยินเป็คนทำเ้าค่ะ” เพราะจู่ๆสีหน้าของประมุขก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อครู่ที่กำลังอารมณ์ดีอยู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นิ่งเฉยขึ้นมา
หรือว่าไม่ถูกใจที่ท่านเทพเป็คนทำอาหารอย่างนั้นรึ
มือหนาวางตะเกียบลง มองไปยังสำรับอาหารด้วยสายตาที่กำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพวกเขาต่างคนต่างไม่พูดคุยกันไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยทักทายหรือมองหน้ากันเสียด้วยซ้ำไป๋เฮ่อคิดว่าทุกอย่างกำลังจะเป็ไปได้ด้วยดีแล้วแล้วทำไมท่านเทพถึงได้นึกอยากจะทำอาหารให้เขากินกัน
ไม่ได้ เขาจะกินมันเข้าไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“จานไหนที่เขาเป็คนทำ” น้ำเสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบสาวใช้ไม่เข้าใจนักว่าทำไมประมุขถึงทำหน้าราวกับไม่พอใจแบบนั้นแต่ก็ยอมบอกว่าอาหารจานไหนที่ท่านเทพนั้นเป็คนทำ
“มีเพียงจานนั้นจานเดียวเ้าค่ะ” ในบรรดาสำรับที่ยกมานั้นมีเพียงจานเดียวเท่านั้นที่เป็อาหารในตำราของฮูหยินคนก่อนมือหนาหยิบจานนั้นขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้น แล้วทำในสิ่งที่ทำให้ทุกคนช็อกไปตามๆกัน
ประมุขเทอาหารจานนั้นทิ้ง
ชั่วขณะที่ร่างสูงเดินไปยังระเบียงเรือน เขายื่นมือออกไปข้างหน้าก่อนที่จะเทอาหารจานนั้นทิ้งราวกับไม่เสียดายแม้เพียงสักนิดดวงตาสีเขียวมรกตมองไปยังคนผู้ที่หนึ่งที่กำลังยืนมองเขาจากระเบียงเรือนอีกฝั่ง
ท่านเทพมองคนที่เทอาหารของเขาทิ้งด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอาการใดๆมองตอบสายตาที่มองมาก่อนที่ร่างสูงจะเดินกลับเข้าเรือนไปไป๋ซูเจี้ยนได้ยินเขาสั่งสาวใช้ให้ยกสำรับออกไปเพราะอิ่มแล้ว ท่านเทพกอดอกในใจก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด
ไป๋ซูเจี้ยนคิดว่าหากไป๋เฮ่อรู้ว่าเขาทำอย่างมากก็คงจะแค่บอกสาวใช้ยกสำรับออกไปไม่กินเท่านั้นแต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นเอาออกมาเททิ้งที่หน้าเรือนทั้งๆที่รู้ว่าเขาก็อยู่ตรงนี้แล้วยังมองมาที่เขาด้วยสายตาประมาณว่าคราวหน้าอย่าได้ริอาจทำอาหารให้ตัวเองกินอีกหากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เ้าเด็กกินทิ้งกินขว้าง!
“ท่านเทพ....” คนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้แต่เอ่ยเรียกถึงราชครูไป๋กับท่านเทพจะแยกเรือนกันอยู่แต่ไม่เห็นต้องทำถึงขั้นนี้เลยมิใช่หรอกรึ ไยจึงต้องหักหาญน้ำใจกันเช่นนี้ด้วย
“เ้าเด็กนี่....” มือเรียวกำเข้าหากันจะเอาแบบนี้ใช่หรือไม่
“เอ่อ ท่านเทพ วันนี้ราชครูอาจจะอารมณ์ไม่ดีท่านอย่าถือไปคิดจริงจังเลยขอรับ” แม้คำว่าอารมณ์ไม่ดีจะฟังดูไม่ขึ้นในสถานการณ์นี้แล้วภาพที่เห็นยังเป็การเอาอาหารที่ท่านเทพทำมาทิ้งโดยที่อาหารจานอื่นกลับแค่ถูกยกออกไปแบบนี้มองอย่างไรก็เหมือนกับการปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าราชครูไป๋จะไม่ยอมกินอาหารที่ภรรยาเป็คนทำอย่างเด็ดขาด
แบบนี้ไม่ใช่นับได้ว่าเป็การทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีกหรอกรึ
“ข้าจะไปคิดจริงจังอะไรกัน” ร่างระหงส์สะบัดตัวเข้าไปในเรือนเมื่อเห็นว่าเรือนข้างๆดับตะเกียงไปแล้วคนสนิทรีบเข้าไปปรนนิบัติรับใช้นายของตนในทันทีพยายามเข้าครัวอยู่สามชั่วยามกว่าจะทำอาหารที่ถูกใจราชครูได้แต่กลับต้องมาเห็นภาพที่อาหารจานนั้นถูกเททิ้งไม่ว่าใครเห็นก็ต้องอารมณ์เสียทั้งนั้น
เรือนที่ดับตะเกียงไปแล้วนั้น เ้าของเรือนมองไปยังที่ว่างที่เ้าของเรือนข้างๆเคยยืนอยู่มือหนากุมเข้าที่อกเล็กน้อย แต่ไม่นานสีหน้าที่คล้ายจะเ็ปนั้นก็กลับมานิ่งสนิทเขาเดินไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเตียง หยิบกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาก่อนจะเปิดกล่องออกภายในนั้นมียาลูกกลอนจำนวนมากใส่อยู่ มือหนาหยิบออกมาสองเม็ดก่อนจะกลืนยานั้นลงไปเขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นมือทั้งสองข้างลูบใบหน้าของตัวเองราวกับ้าเรียกสติ
เวลาเหลืออีกไม่มากแล้วได้โปรดอย่าทำเช่นนี้เลย