EP 3
ต ะ วั น ด ว ง โ ต ท อ แ ส ง อุ่ น สาดกระทบสันตึกสีเทา ความสูงสี่ชั้น ของธารทะเล เอราวรรณ รีสอร์ท แอนด์สปา
เงาตึกทำมุมลาดกับท้องฟ้าสีชมพูอ่อนก่อนจะสะท้อนกลับลงไปยังผืนน้ำนิ่งสงบในทะเล ปรากฏเป็ภาพคล้ายดั่งรูปวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบของพ่อ
เอราอดไม่ได้ที่จะย้อนไปคิดถึงวันเก่าๆสมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เขากับพ่อต่างเฝ้ามองริ้วน้ำสีชมพูยามเช้าไปด้วยกัน
หลายปีที่เขากับพ่อใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะภูเก็ตแห่งนี้ จนอายุเขาแปดขวบ พ่อส่งตัวเขาไปอยู่กับเพื่อนสนิทของพ่อในต่างประเทศเพื่อให้เขาเรียนต่อ ซึ่งเพื่อนพ่อค่อนข้างปล่อยเขาให้ใช้ชีวิตอิสระ . . .อิสระเสียจนเขากลายเป็คนไม่เป็โล้เป็พาย
ก่อนหน้านั้น พ่อเคยบอกเสมอว่าพ่อสร้างรีสอร์ทนี้ไว้ให้เขา เมื่อวันที่เขาสำเร็จการศึกษา ขอให้นำความรู้ความสามารถมาบริหารงานที่นี่สานต่อสิ่งที่พ่อรัก ...พ่อพูดอย่างกับรู้ตัวก่อนแล้วว่าจะต้องจากเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
หลังการจากไปของพ่อเอรากลับต่างประเทศอีกครั้ง และแทนที่จะเร่งเรียนให้จบเพื่อรีบมาสานต่องานของพ่อ เขากลับประชดโชคชะตา ด้วยการใช้ชีวิตเสเพลทำตัวไร้สาระไปวันๆ ถ้าไม่เพราะได้ข่าวว่านายธเนศยุยงแม่ให้ขายรีสอร์ทนี้ เขาคงไม่ตัดสินใจกลับมา
' ก า ร จ ะ บ ริห า ร งานโรงแรมนั้นไม่ง่าย แต่การจะบริหารโรงแรมที่ใกล้เจ๊งยิ่งยากใหญ่ . . . อย่างเ้าช้างนะหรือที่คุณว่าทำได้จะพากันไปทำให้เจ๊งไวขึ้นล่ะสิไม่ว่า . . .ฉันว่าขายทิ้งให้กับพวกนายทุนที่สนใจซื้อกิจการเก่าใกล้เจ๊งไปถูกๆ ซะดีกว่า!'
ในเย็นวันนั้นเอราตัวแข็งทื่อเมื่อตอนที่เดินผ่านมาได้ยินแม่คุยอยู่กับนายธเนศอยู่ที่ระเบียง
“คุณวรรณครับคุณต้องรู้จักให้โอกาสตาช้าง ให้ได้ลองทำอะไรดูบ้างนะครับเพื่อเป็การพิสูจน์ความสามารถของตัวเขาเองขืนคุณยังเอาแต่ไม่เชื่อใจลูกอยู่แบบนี้แล้วเมื่อไหร่ตาช้างจะกล้าแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้คุณเห็นได้ล่ะ”
“ศักยภาพเหรอคะ? คุณก็เห็นแล้วนี่ เ้าช้างเรียนไม่จบอยู่เมืองนอกเป็สิบปี เคยคว้าดีกรีอะไรมาให้ฉันได้ชื่นใจเลยสักใบไหม!? ขืนลองให้มันไปลุยงานยากแบบนั้นตามลำพัง สมบัติชิ้นสุดท้ายของคุณอาชาคงย่อยยับไม่เหลือซากแน่!”
ถ้อยคำและเจ็บจนชาเข้าไปทั้งใจสบประมาทที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของผู้ซึ่งเป็มารดาแท้ๆทำให้แทนที่เอราจะถอดใจต่องานสำคัญที่พ่อผู้ล่วงลับของเขาทิ้งท้ายเอาไว้กลับยิ่งกลายเป็แรงผลักดัน จนเอราอยากเดินทางมาที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘พ่อ...ผมขอโทษสำหรับความอ่อนแอ’
เอราหยิบกรอบรูปสีทองกรุมุกขึ้นจากโต๊ะข้างเตียงแนบรูปนั้นไว้กับอก
‘ผมขอโทษสำหรับความไม่ได้เื่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่จากนี้ ผมจะพิสูจน์ว่าผมทำได้ พ่อคอยเอาใจช่วยผมนะครับ’
ชายหนุ่มกล่าวกับภาพถ่ายของพ่ออย่างให้คำมั่นจนแวบหนึ่งเขารู้สึกราวกับว่าพ่อยืนอยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้...ซึ่งถ้าเป็เช่นนั้นจริงก็คงดี เพราะพ่อคงจะได้เห็นเขากลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
‘พ่อ ผมคิดถึงพ่อนะครับ’
ก๊อกๆ . . .
คลื่นความคิดถึง ถูกเบรกด้วยเสียงเคาะเรียกอยู่หน้าห้อง
เอราผละออกจากภาพท้องฟ้าสะท้อนน้ำทะเลริมระเบียงนำรูปถ่ายของพ่อ วางกลับลงบนโต๊ะตามเดิม ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ประตูห้องขนาดกว้าง 3 ฟุต สูง 2 เมตรสำหรับรองรับลูกค้าที่ใช้วีลแชร์ ถูกเปิดออก บุคคลที่เยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายในเช้าแรกของวัน คือนายกิตติ หรือกี้ผู้ติดตามของเขาเอง
“มอร์นิ่งค่า... คุณเ้านายสุดหล่อ” ชายหนุ่มหน้าใสวัยสามสิบห้าพาร่างสันทัดของตัวเองเดินชดช้อยกรีดกรายเข้ามาด้วยใน
ยังไม่ทันได้จีบปากจีบคอพูดอะไรต่ออีกฝ่ายก็ส่งเสียงเข้มเข้าใส่
“บอกกี่ทีแล้ว ให้เลิกทำเสียงแบบนี้กับฉันมันสยิวขนคอ เข้าใจไหม!?”
“ค่าๆ เข้าใจแล้วค่ะบอส” กิตติหน้าหด ก่อนจะเอ่ยถาม “เราจะเบรกฟาสต์กันในนี้หรือลงไปที่ห้องอาหารดีคะบอสฃ?"
"ที่ห้องอาหาร” เอราบอก “อยากดูมาตรฐานบริการแล้วก็ดูวัสดุอุปกรณ์ห้องอาหาร ว่ามันเก่าล้าหลัง เหมือนสภาพห้องพักรึเปล่า”
กิตติพยักหน้า เห็นด้วยแบบสุดๆ
"กี้ว่าก็ดีค่ะ งั้นเรารีบลงไปเถอะ ท้องกี้เริ่มร้องงอแงแล้ว พอทานเสร็จเราก็ขับรถไปเยี่ยมชมเมือง ไม่ได้ลงมาภูเก็ตเลยั้แ่กลับจากเมืองนอกห้าปีได้แล้วมั้ง เดี๋ยวนี้หาดป่าตองคงมีอะไรเจริญหูเจริญตาให้ดูเยอะ"
พูดเสร็จแล้วยืนฝันหวานนึกไปถึงนักท่องเที่ยวฝรั่งหล่อล่ำกล้ามงี้เป็มัด ... อื้อหือ! คิดแล้ว กิตติก็กำเดาแทบไหล แถมหัวใจก็พองโต
“ไปดูงาน Back of House ที่โรงซักรีด" เอราตอบเสียงขรึมใบหน้านิ่ง
กิตติหดยิ้มถอนหายใจห่อเหี่ยวอย่างผิดหวังจับใจ
"นายเห็นชุดเครื่องนอนพวกนี้ไหม"
กิตติมองตามมือของคนถาม
"ฉันอยากเห็นหน้างานของแผนก Laundry อยากรู้ว่ามันเป็เพราะเครื่องจักรเก่า น้ำยาไร้ประสิทธิภาพ หรือเป็ที่คนไม่ให้ความใส่ใจตรวจสอบก่อนปล่อยออกมาใช้งานหลังจากนั้นตอนบ่าย ค่อยกลับมาเริ่มดูงาน Front of House"
เออแหะ ... กิตติไม่ยักจะสังเกตเมื่อคืนหัวถึงหมอนก็หลับเป็ตาย
เอรากับกิตติใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเศษสำหรับอาหารเช้าแบบง่ายๆ เรียบๆ ไม่หรู ดูไม่ดี รสชาติแย่ ไร้สไตล์ขาดความเป็ซิกเนเจอร์ถูกเสิร์ฟผ่านบริกรหน้าตาบูดบึ้งและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เก่าซอมซ่อ
เสร็จจากเก็บข้อมูลแผนก Food& Beverage จุดหมายถัดมาคือแผนก Laundry
โรงซักรีดตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวโรงแรมราวหนึ่งกิโลเมตรบนเนื้อที่เดียวกัน มีหอพักพนักงานตั้งอยู่ใกล้ๆ เรียกว่า ตึกคุณช้าง
‘ตึกคุณช้าง’ เป็อาคารสีขาวความสูง3 ชั้น จำนวนห้องพัก 40 ห้อง จัดไว้รองรับพนักงานต่างจังหวัดและคนที่ต้องควงกะพื้นที่ห้องประมาณ 22 ตารางเมตร พักได้ 2 คน ทุกเพศอยู่ปนกัน ไม่ได้แยกฝั่งชายหญิง
ดังนั้นจึงเป็เื่ปกติที่จะเห็นพนักงานชายหญิงกอดคอเกี่ยวแขนพากันกลับเข้าห้องหลังเลิกงานจากกะดึก
รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดพิกัดความจุกระบอกสูบ 1500 ซีซี เป็รถเช่าซึ่งแผนก Front เป็ธุระจัดหาถูกคุณช้างตัวจริงในฐานะสารถีเฉพาะกิจ ขับเข้ามาเทียบจอดด้านหน้าโรงซักรีดมีสภาพเป็อาคารทรงสี่เหลี่ยม หลังคาเมทัลชีท
เอราลงจากรถกิตติเลื่อนแว่นตากันแดดขึ้นคาดผม ส่องกระจกดูความเป๊ะของเครื่องหน้าก่อนตามเ้านายลงไปติดๆ
พื้นที่ด้านในกว้างขวาง ระบบระบายอากาศไม่ถึงกับแย่แต่ก็ร้อนอบอ้าว จนเอราต้องปลดกระดุมเสื้อลงมาอีกสองเม็ด เผยให้เห็นขนไรอกแวมๆ
ขณะที่กิตติใช้มือโบกแทนพัดขับไล่ความร้อน
คนงานที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้นพอเห็นการก้าวเข้ามาของสองหนุ่มแปลกหน้า ต่างพากันหยุดมือเหลียวมอง
นวลละออหญิงวัยกลางคนวางมือจากแฟ้มออเดอร์รายการส่งซัก ต้องรุดออกมารับหน้าอย่างร้อนรนคิดว่าเป็แขกของโรงแรม รีบแจ้งอย่างสุภาพว่า
"ขอโทษค่ะคุณ บุคคลภายนอกห้ามเข้านะคะตรงนี้อนุญาตให้เฉพาะพนักงานเท่านั้นค่ะ"
เอรามองนวลละออหัวจรดเท้าอย่างวิเคราะห์ก่อนจะพูดกลับด้วยน้ำเสียงขรึมๆ สีหน้าเรียบเฉย “ใครเป็คนดูแลที่นี่ ไปตามมาหน่อยครับ”
นวลละออเงอะงะทำอะไรไม่ถูกหัวหน้าแผนกไม่อยู่เสียด้วย ตนเองก็เป็เพียงซุปเปอร์ไวเซอร์ดูแลสต๊อกและใบออเดอร์ ่วินาทีหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตพอดิบพอดีกับที่ได้ยินเสียงผิวปากฮัมเพลงแว่วมาด้านหลัง
ปีกุนเดินถือกล่องอุปกรณ์สบายอุราออกมาจากห้องสโตร์เก็บวัสดุงานซักรีด
เธอเพิ่งติดตั้งชั้นวางใหม่เสร็จไปสองจุดหลังจากที่ชั้นวางเดิมวางแฟ้มเอกสารไม่พอ จำเป็ต้องผ่านมาทางนี้ซึ่งเป็ทางออก
แต่เธอพลันต้องสะดุดชะงัก มองไปเห็นคล้ายๆโจทก์เก่า นึกว่าแค่ตาฝาด ไม่ทันกะพริบตาดูให้เต็มๆ ชัดๆ เสียงของป้านวลคนเฝ้าโรงซักรีดก็เรียกขึ้น พร้อมกับกวักมือหย็อยๆ
“ลูกหมูๆ มาตรงนี้หน่อย”
ไม่เพียงแต่ป้านวลหากยังมีสายตาเข้มขรึมของบุคคลอันตรายสองคน ที่ปีกุนขอใช้สรรพนามเรียกขานว่า ‘โจทก์เก่า’ ปราดมองตามเสียงป้านวลมา
“คุณสองคนนี้มาถามหาพี่ดำ หัวหน้าแผนก"ป้านวลเอียงหน้ามากระซิบข้างๆ หูเธอ "สงสัยจะเป็ญาติ ไม่ก็มาทวงหนี้"
ปีกุนยิ้มแห้งก่อนจะกลั้นใจยกมือไหว้ให้กับคนทั้งคู่
"สวัสดีค่ะ"
เห็นปีกุนแสดงความเคารพชายทั้งสองไปแบบนั้นป้านวลก็ตาเหลือก ใบหน้าเหยเก
คุณช้างถึงไม่ได้ยิ้มตอบมิตรภาพที่ปีกุนส่งให้แต่ก็ยังดีมีแก่ใจเลื่อนมือขึ้นรับไหว้ด้วยความกรุณาขณะที่นายอ่ำมือแข็งทื่อเป็สากกะเบือ สงสัยโตมาไม่เคยมีใครสอนเื่มารยาท
ป้านวลกระแซะตัวเข้ามากระซิบถาม"ใครกันวะเนี่ย?"
ปีกุนรีบกระเถิบร่างกระซิบบอกป้านวลให้หายฉงน"คุณช้าง ลูกชายเ้าของรีสอร์ท กับนั่น คนรับใช้จ๊ะป้า”
ป้านวลใตาตั้ง ใบหน้าซีดเผือดและไม่กล้าพูดอะไรต่อ
กิตติอ้าปากจะถามปีกุนอยู่แผนกทรานสปอร์ตไม่ใช่หรือแล้วมาทำอะไรที่นี่แต่คุณช้างตัวจริงชิงถามขึ้นเสียก่อน
“แผนกช่างมีการเข้ามา Maintenance บ้างหรือเปล่า ทำไมถึงปล่อยให้อุปกรณ์เก่าโทรมได้ขนาดนี้”
เอราเคยเข้าดูงานตามโรงแรมใหญ่มาไม่น้อยอุปกรณ์เครื่องจักร และนวัตกรรมโรงซักของโรงแรมระดับสี่ห้าดาวส่วนมาก มีขนาดใหญ่กำลังผลิตสูง สามารถรองรับผ้าในปริมาณมาก
ซึ่งเครื่องจักรของที่นี่ก็อัตราการผลิตสูงต่างกันก็ตรงความล้าหลังนี่แหละ อะไรๆ ในนี้ล้วนดูทรุดโทรม ไม่ว่าจะเครื่องซักเครื่องสลัด เครื่องอบ เครื่องรีด หรือแม้แต่พื้น ผนัง ฝ้าสายไฟขาดจนโผล่เปลือยยังมีให้เห็น
"ก็เข้าตามรอบPMนั่นล่ะค่ะ"ปีกุนตอบฉะฉาน "มีทั้ง Daily PM, Weekly PM แล้วก็ YearlyPM ส่วนที่บอกว่าทำไมถึงปล่อยให้อุปกรณ์เก่าโทรมได้ขนาดนี้คุณคงต้องไปถามกับฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายการเงินแล้วล่ะค่ะ เพราะอะไรๆที่ช่างแจ้งขออนุมัติซื้อไป หายจ้อยไม่เคยได้รับอนุมัติสักที"
"เธอเกี่ยวอะไรด้วย? เรากำลังถามถึงงานแผนกช่าง" กิตติทำสุ้มเสียงหงุดหงิดแทนเ้านายซึ่งตอนนี้เ้านายของกิตติหน้านิ่วคิ้วขมวดชนิดที่เดาไม่ออกเลยว่า กำลังอารมณ์เสีย หรือว่ากำลังแปลกใจ
"เธอน่ะ อยู่แผนกทรานสปอร์ตไม่ใช่เหรอมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ" กิตติถามแทนให้
นวลละออทำหน้างงก่อนใคร"เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะคุณ ลูกหมูทำงานอยู่แผนกช่างค่ะนี่มันก็เพิ่งมาติดชั้นวางในห้องสโตร์ให้ป้าเมื่อกี้เนี่ยเครื่องมือยังคามือมันอยู่เลย"
จบคำเฉลยนั้น กิตติและคุณช้างตัวจริงต่างพากันยืนอึ้งไปคนละห้าวินาที
เอราลากลมหายใจยาวอย่างกับเจริญสติ
ฝ่ายบริหารทำงานกันท่าไหนปล่อยแผนกช่างขับรถไปรับแขกที่สนามบิน รถรับแขกเอย ห้องอาหารเอย โรงซักรีดอีกล้วนมีสภาพเก่าโทรม น่าสังเวชใจโดยแท้
การจะเข้ามารีโนเวทงานที่นี่ ควรต้องเริ่มที่แผนกไหนก่อนแผนกวิศวกรรมดีไหม... เริ่มจากลูกสาวนายธเนศเป็คนแรกเลยละกัน!
“เจอตัวช่างแล้วก็ดีช่วยพาตรวจเช็คโรงซักรีดหน่อย" กิตติสวมรอยพูดแทนคุณช้าง"พาเดินให้ทั่วๆ ทุกซอกทุกมุมเลยนะ”
ป้านวลยิ้มโล่งใจทันที รีบผลักร่างเล็กเบาๆส่งให้สองหนุ่ม “เอาลูกหมูไปเลยค่ะคุณเครื่องจักรในนี้ทุกตัว ลูกหมูมันซ่อมซะจนรู้ไส้รู้พุงเพราะส่วนมากเครื่องจักรเสียทีไรคนที่นี่ก็โทรใช้แต่ลูกหมูมาซ่อมมันซ่อมเก่งซ่อมไว จะวันทำงานหรือจะเป็วันหยุด มันก็ถ่อสังขารมาซ่อมให้” ป้านวลบอก
กิตติและเอราพยักหน้าเห็นพ้อง
ปีกุนเหลือกตามองเพดาน ...เวรละ!...
นวลละออเหมือนจะรอด แต่ไม่รอดอยู่ดีเพราะต้องเป็เ้าบ้านพานำชมการทำงานของเครื่องจักรแต่ละชนิด
“พนักงานมีกันกี่คนแต่ละคนมีหน้าที่อะไรกันบ้าง" เอราเอ่ยขณะเดินตามหลังกิตติโดยมีนวลละออกับปีกุนเดินขนาบข้าง รักษาระยะพอประมาณ นานนับนาทีราวกับว่าต้องเจาะเวลาหาอดีตเสียก่อนนวลละออถึงสามารถเอ่ยตอบออกมา
"เอ่อ...ก็ราวๆ แปดคนค่ะ แต่ทยอยลาออกกันไปเกือบหมด ตอนนี้เลยเหลือแค่ห้าคนรวมป้ากับหัวหน้าป้าค่ะ "ส่วนงานที่รับผิดชอบ ก็เป็งานเดิมๆค่ะอย่างของป้านะคะ มีหน้าที่รับใบออเดอร์ นับจำนวนและส่งแผนกลงเครื่องซัก จบกระบวนซัก อบ รีดเสร็จก็นับ พับ และจ่ายคืนแผนกต้นทางงานของป้ามีเท่านั้นค่ะ"
“แล้วได้รับการฝึกสอนงานจากใคร” เอรามุ่งมั่นถามไม่ละลด
“เอ่อ ...เื่สอนงานนะหรือคะ..."
นวลลออทอดถอนใจยาวเหยียด
"สมัยป้ามาอยู่ใหม่ๆ ก็ไม่มีใครสอนนะคะป้าต้องคอยดูคนเก่าๆ ว่าเขาทำกันยังไง ส่วนแผนกอื่นก็เหมือนกันล่ะค่ะต้องอาศัยครูพักลักจำ ไม่มีใครว่างมาสอนงานหรอกค่ะ... อย่างแผนกช่างก็เหมือนกัน...ใช่ไหมวะ ลูกหมู? ไม่มีใครสอนงานใครหรอกที่นี่นะ...ใช่ไหมๆ ลูกหมู?"
ป้านวลคะยั้นคะยอขอเสียงสนับสนุนจากเธอ
ปีกุนยิ้มแหะๆ แทนคำตอบ
กิตติเป็คุณช้างกำมะลอเดินนำหน้าป้านวลถอนร่นมาเดินใกล้ๆ กับเอรา ซึ่งเดินช้าแทบจะรั้งท้ายเพราะคอยถ่ายภาพและจดโน้ตเก็บรายละเอียด
ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับเครื่องจักรของโรงซักรีดถูกถ่ายทอดผ่านเสียงใสแต่จริงจังมีสาระของปีกุน
“เครื่องจักรหลักๆ ที่มีก็เครื่องซักเครื่องอบ เครื่องรีด มีบอยเลอร์ผลิตน้ำร้อนในการซักและใช้ไอน้ำจากหม้อไอน้ำกับเครื่องอบกับเครื่องรีด ส่วนสเป็กเครื่องอัตรารอบการซักต่อชั่วโมง หรือต้องใช้น้ำกี่ลิตรต่อรอบการซัก ฉันไม่ชัวร์นะคะต้องถามกับพี่ดำหัวหน้าแผนก ซึ่งพี่เขาลากลับบ้านต่างจังหวัด”
“ช่างมันเถอะ เื่สเป็กเครื่องจักรอยากรู้ผลผลิตและประสิทธิภาพ ตอนนี้เหมือนมันจะแย่มาก" เอราบอก"ผ้าในห้องแขกสีหมอง ตรวจสอบกันบ้างไหมก่อนปล่อยออกไป เคยมีรายงานจากแผนกอื่นๆไหมว่าแขกร้องเรียนหรือคอมเพลนท์”
นวลละออผงกคอป้อยๆ ตอบไม่เต็มเสียง"แขกก็คอมเพลนท์เป็ประจำล่ะค่ะ แล้วเครื่องก็เสียบ่อยด้วย"
เอราหน้านิ่ว "ทำไมถึงเสียบ่อย"
“ก็ของมันใช้งานมาเกือบสิบปีแล้วนี่คะ” นวลลออแก้ต่างให้เครื่องจักร
“เครื่องจักรกำลังผลิตสูงพวกนี้ความจริงอายุการใช้งานเป็สิบยี่สิบปีถ้ารู้จักการบำรุงรักษา” เอราบอกปีกุนรู้สึกเหมือนงานจะเข้า
“พอเสียแล้วหน้างานแก้ปัญหาเื่ส่งผ้ากันยังไง"คำถามตามมาเป็ชุด
นวลละอออึกอัก “เอ่อ พอครื่องจักรเสียเราก็ส่งโรงซักข้างนอกนะสิคะ ส่วนเื่ผ้าป้าว่ามันไม่แค่หมองหรอกค่ะ มันเก่าแล้ว ซักบ่อยเข้ามันไม่ขาวโอโม่ขึ้นหรอกค่ะมันมีแต่จะเปื่อยลงๆหัวหน้าเคยทำเื่ขอสั่งซื้อผ้าปูและชุดเครื่องนอนล๊อตใหม่แต่ฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายการเงินไม่อนุมัติ” นวลลออบอกตามตรง
“โอเค เื่ผ้าเก่าเดี๋ยวจะช่วยตามกับฝ่ายจัดซื้อให้ แต่เื่เครื่องจักรเสียบ่อยนี่ เป็เพราะอะไร” เอราหันไปทางสาวตัวเปี๊ยก “ว่าไง เธอพอจะอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม”
“อธิบายไปก็วนเข้าลูปเดิมแหละ” ปีกุนบ่นงึมงำ ไม่อยากบอกหรอกว่าจุดเริ่มต้นมันมาจากสิ่งเดียวกันก็คือฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายการเงินไม่อนุมัติอะไรเลยมีแต่แผนกฟร้อนท์เท่านั้นแหละ ที่พอตั้งเื่ขอซื้ออะไรก็อนุมัติโครมๆ
"ฮึ ว่าไงทำไมเครื่องถึงมีปัญหาบ่อย" เอราเร่งเอาคำตอบ นวลละออมองปีกุนอย่างเอาใจช่วยกิตติเอามือกอดอกแอบพ่นลมหายใจเซ็งๆ
...หม้อบอยเลอร์เก่า ตะกรันหนาเป็ฟุตจวนจะพัง
...ตัวควบคุมระดับน้ำสามวันดีสี่วันดับขอสั่งซื้ออะไหล่ไปแล้วเงียบ
...ไหนจะปั๊มส่งน้ำที่ตายแหง็กไปตัวนึงอีกเหลือแค่สองตัวผลัดกันทำงาน
...อะไรๆ ก็เลยทยอยเจ๊งกะบ๊องกันเป็ทอดๆ ลุกลามต่อเนื่องยิ่งกว่างูกินหาง
...ส่วนที่ผ้าหมองก็เพราะผ้าเก่ารอวันย่อยสลาย อีกส่วนก็มาจากระบบกรองน้ำ
...น้ำของโครงการเป็น้ำบาดาลทั้งขุ่นทั้งเป็ตะกอน
...ถังกรอง 4 ถังเก่าแล้วเก่าอีก
...สารกรองไม่เคยได้รับการเปลี่ยนถ่ายมันก็เสื่อมบ้างอะไรบ้างแหละ!
จะเริ่มอธิบายจากไหนดีเอาแบบที่พูดออกไปแล้วความซวยไม่สะท้อนกลับมาถึงตัว
ปีกุนสบตาป้านวลละออป้าแกก็ได้แต่ทำหน้าน้ำท่วมปาก พะอืดพะอม กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
ขืนทะเล่อทะล่าพูดความจริงออกไปปีกุนได้โดนหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อกับหัวหน้าฝ่ายการเงินเล่นงานเอาเท่านั้น ใครๆต่างก็รู้ว่าหัวหน้าแผนกทั้งสองนางนั้น เส้นใหญ่มาจากไหนและชาตินี้คงไม่มีใครกล้าแตะ
ปีกุนพ่นลมหายใจออกมาอีกสองรอบ
"ไม่ทราบค่ะฉันซ่อมเท่าทีมีปัญญาซ่อม"
เอรามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของสาวตัวเปี๊ยกแววตาของเ้าหล่อนมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและราวกับว่ามีแผนร้ายอะไรสักอย่างแฝงอยู่ในนั้น
กิตติแบะปาก ก่อนจะพูดแทรกว่า
"ก็เพราะแบบนี้ รีสอร์ทเราถึงได้ล้าหลัง รายได้ถดถอย Occupancy ลดลงทุกวัน...เนี่ยนะ แค่เครื่องจักรเก่าจวนจะพัง ก็แย่มากพอแล้วบุคลากรยังขาดความรู้ความสามารถอีก... ไม่ได้การละ! ต้องรีบเปลี่ยนแปลงโดยด่วน"
นวลลออขนพองสยองเกล้ากับคำว่าเปลี่ยนแปลงโดยด่วน
ปีกุนทำเอาหูไปนาเอาตาไปทะเล
คุณช้างอยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรก็รีบๆทำไปเถอะ ก่อนที่ความเจ๊งกะบ๊ง มันจะลุกลามชนิดกูไม่กลับส่วนที่ว่าบุคคลากรไร้ความสามารถ ถ้าหมายถึงเธอ ... ถ้าเขามองว่าเธอห่วยนักจะไล่เธอออก เธอก็โนสนโนแคร์จ้ะ หางานใหม่ไม่ได้ เธอก็รับจ้างล้างแอร์ตามบ้านลากท่อ ร้อยสายไฟ ได้เงินวันละสี่ร้อยห้าร้อยตามประสาไปก่อนละกัน
พลันตาบอดี้การ์ดหน้าเข้มของคุณช้างก็ถามขึ้นว่า
"ตะกี้ที่เธอบอกว่า...ซ่อมเท่าทีมีปัญญาซ่อม... อย่างไหนที่ว่าเกินปัญญาซ่อม? แล้วทำไมเธอถึงไม่รายงานกลับแผนก หรือไม่ก็แจ้งหัวช่างเขาจะได้ส่งคนที่มีความสามารถมาซ่อม ไม่ใช่อะไรๆ เธอก็จะเหมาทำเองคนเดียว อยากเป็ Manof the match หรือไงอย่างการเอาตัวเองไปขับรถรับส่งแขกที่สนามบิน มันถูกที่ถูกเวลาแล้วเหรอฉันว่าเธอกำลังเป็ต้นเหตุทำให้องค์กรเสียภาพลักษณ์อยู่นะ รู้ไหม"
โห! นายบอดี้การ์ดหน้าเข้ม ใส่เธอมาเป็ชุด
เธอได้แต่มองพื้นสะกดกลั้นความหงุดหงิดเอาไว้
คำพูดเธอไร้น้ำหนัก ยิ่งพูดยิ่งดูแย่
เธอปิดระบบสั่งการทางสมองและระบบได้ยินไปนานแล้ว
ส่วนป้านวลนั้นยืนนิ่งตัวแข็งเป็หิน หุบปากนิ่ง ไม่กล้าสาระแนพูดอะไรกลัวความซวยแฉลบเข้าตัว
เอราเห็นสาวช่างตัวเปี๊ยกก้มหน้ายอมโดนด่าโดยไม่สวนกลับเช่นนั้นจึงเลิกพูดย้อนมองตัวเอง เขาเหมือนกำลังเป็ผู้ใหญ่รังแกเด็ก
ด้านกิตตินั้นก็เริ่มจะหมดแพชชั่นในการสำรวจโรงซักรีด
ในนี้ทั้งอากาศร้อนอบอ้าวและเสียงเครื่องจักรที่ดังหึ่มๆ ตลอดเวลา ใครจะพูดอะไรกันแต่ละทีต้องตะเบ็งเสียงเจ็บคอ คนฟังก็ฟังรู้เื่บ้างไม่รู้เื่บ้าง ซึ่งในฐานะผู้ฟังบอกตรงๆกิตติเข้าใจสิ่งที่ปีกุนอธิบายแค่เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น
เมื่อเดินสำรวจจนทั่วอาคารของโรงซักรีดแล้ว ความอดทนของกิตติก็หมดลง จึงชวนเ้านายกลับ เอราไม่อยากคาดคั้นอะไรใครมากนักโดยเฉพาะกับปีกุน เขาคิดได้ว่าทางที่ดีควรค่อยเป็ค่อยไปอย่าเพิ่งบุ่มบ่ามทำอะไรที่เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น
พอสองหนุ่มคล้อยหลังกลับออกจากโรงซักรีดไปสักห้านาทีเท่านั้นปีกุนหันไปสบตากับป้านวลซึ่งผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมๆ กับเอามือปาดเหงื่อบนหน้าผาก
"ท่าทางเอาเื่น่าดูเลยนะแล้วก็เหมือนเขาจะจ้องหาเื่จับผิดแกยังไงบอกไม่ถูก แกไม่รู้สึกเหรอ"
ปีกุนยู่หน้า "ไม่รู้สิป้า กับคุณช้างหมูยังไม่หวาดระแวงเท่ากับนายอ่ำ..." คนอะไร ขี้เบ่งเป็แค่คนติดตาม วางก้ามอย่างกับเป็คุณช้างเสียเองเธอรู้สึกไม่ถูกโฉลกด้วยเลยให้ตาย
"เสร็จเื่แล้ว หมูกลับออฟฟิศล่ะนะบ่ายๆ จะต้องเบรกยาว เข้างานอีกทีตอนสี่ทุ่ม วันนี้ Split shift เพราะพี่เขียวลาหยุด" เธอบอก
"อ้าว!ไอ้เขียวมันลางานอีกแล้วเรอะ" นวลละออสงสารปีกุนขึ้นมาทันที "ลาบ่อยจริงๆ เลยนะไอ้เขียว ป้าว่าพี่เอ๋หัวหน้าแกน่ะท่าจะปล่อยปละละเลยลูกน้องมากไปแล้ว"
"สงสารพี่เขียวน่ะป้า่นี้พี่แกมีปัญหาครอบครัวเคลียร์ปัญหาลงตัวเมื่อไหร่คงขยันขันแข็งเหมือนเดิมแหละ"
"แล้วลูกช่างคนอื่นไม่เหลือแล้วเรอะถึงต้องให้ผู้หญิงคนเดียวในแผนกต้องทำงานวันละสองสามกะ จะเพลียจะป่วยเอาไหมล่ะนี่ฮึ ลูกหมู"
ปีกุนส่ายหน้าแทนคำตอบ นวลละออลูบศีรษะปีกุนด้วยความเอ็นดูสงสารก่อนจะปล่อยเธอพร้อมกล่องอุปกรณ์เดินขึ้นรถบั๊กกี้เก่าเส็งเคร็งของแผนกช่างขับออกไปจนลับสายตา
ปกติวันหยุดประจำสัปดาห์ ปีกุนก็ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหนเดินเล่นแกร่วไปแกร่วมาอยู่ในหอพัก พอใครมีอะไรเสียก็เรียกใช้ความที่ใช้ง่ายใช้คล่อง เงินทองไม่ต้องเสีย พอคนเคยตัวหนักเข้าเลยกลายเป็เหมือนหน้าที่ประจำ ที่ปีกุนจะต้องคอยอยู่แสตนด์บายเฝ้าหอพักคอยบริการซ่อมแซมทั่วราชอาณาจักรไปโดยปริยาย
. . . . . .