“ขึ้นมาสิ แต่ข้าบอกเลยนะพอถึงตัวเมืองกลางข้าคงช่วยเ้าไม่ได้”
“ขอบคุณท่านลุงเ้าคะ พอถึงเมืองกลางข้าก็จะไปตามทางของข้าเ้าคะ” หม่าจงมองเด็กสาวที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นตรงหน้าอย่างทำใจ เขาคงช่วยนางได้เท่านี้ หวังว่านางจะอยู่รอดด้วยตัวของนางเอง ไม่โดนใครจับไปขายเสียก่อน
“เ้ามีนามว่าอะไรแม่หนูน้อย เ้าเรียกข้าว่าลุงจงก็ได้”
“ข้าเฟิ่งมี่เ้าคะท่านลุงเรียกข้ามี่เอ๋อร์เหมือนท่านพ่อท่านแม่ก็ได้เ้าคะ”
“เ้าจะทำอย่างไรต่อไป มีญาติอยู่ที่นี่หรือไม่ ถึงได้เดินทางมาเมืองกลาง” ผู้คนส่วนใหญ่เรียกจุดสวนรวมแห่งนี้ว่าเมืองกลางเพราะเป็ใจกลางระหว่างแคว้นทั้งสี่
“ข้าคิดจะค้าขายก่อนอื่นคงต้องหาที่อยู่ก่อนค่อยหาที่เปิดร้านเ้าคะ ส่วนญาตินั้นไม่มีเ้าคะ” หม่าจงได้ยินสิ่งที่สาวน้อยเนื้อตัวมอมแมมข้างหน้าพูดแล้ว ได้แต่ถอนหายใจ ตัวแค่นี้คิดจะค้าขายในเมืองกลาง เมืองที่การแข่งขันสูงเฉียดฟ้า มีทั้งตลาดมืดใต้ดินบนดิน ความโหดร้ายต่างๆ นาๆ นางจะอยู่รอดได้กี่วันกัน
“เอาเยี่ยงนี้ก็ได้เ้าไปอยู่บ้านของลุงชั่วคราวก่อนก็ได้ ท้ายไร่ลุงมีกระท่อมอยู่หลังนึงเ้าไปอยู่ที่นั่นก่อน วันหน้าค่อยขยับขยายก็แล้วกัน ลุงช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้จริงๆ อย่าได้โทษลุงเลยนะ ตัวลุงก็ไม่ได้มั่งมีอะไรปลูกผักขายไปวันๆ เหมือนกัน” เมษาน้ำตาไหลเป็ทาง แสงสว่างเพียงเล็กน้อยนี้ จะช่วยให้เธออยู่รอดได้ใน่ปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ ขอบคุณ์
“ขอบคุณท่านลุงเหลือเกิน เพียงแค่นี้ถือเป็บุญคุณอันใหญ่หลวงของข้าเหลือเกินเ้าคะ ได้แต่ขอตอบแทนในวันหน้าแล้ว หากยังมีชีวิต ข้าน้อยจักมิลืมบุญคุณในครั้งนี้แน่นอนเ้าคะ” เฟิ่งมี่ก้มหัวคำนับด้วยความสำนึกในบุญคุณที่ท่านลุงได้มอบให้ และยิ่งได้ยินว่าท่านลุงปลูกผักขายยิ่งเป็การส่งเสริม ให้ร้านอาหารของนางเป็จริงในไม่ช้า เดินทางต่ออีกร่วมสี่ชั่วยามก็ถึงบ้านของลุงจง ข้าก็ได้ทำความรู้จักลูกสาวและภรรยาของลุงจงนอกจากลูกชายที่ข้ารู้จักแล้ว
ครอบครัวลงจงมีกันอยู่สี่คน หม่าฮูหยินที่กำลังป่วยเพราะเสียเืมากเมื่อครั้งที่คลอดลูกสาวคนเล็ก ในยามนี้ก็เติบโต จนอายุได้สิบห้าขวบปีแล้ว เจียเจี้ยคนใหม่ของข้าชื่อฟางซินและพี่ชายของนางชื่อจิ้นหลิง หม่าฮูหยินก็เป็ๆ หายๆ ข้าคิดว่าน่าจะไม่ได้อยู่ไฟอะไรประมาณนี้มากกว่า เพราะความยากจน ก็เลยหยิน หยางแปรปรวน อ่าวแล้วข้าเป็สาวจีนเต็มขั้นตอนไหนละเนี่ย
ท่านลุงจงและลูกชายหอบเครื่องนอนและเสื้อผ้าของลูกสาวมาให้ข้าใช้ก่อน ในกระท่อมท้ายไร่ก็ไม่ได้แย่เกินไปนักมีแคร่ไม้ไผ่ให้นอน มีโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุดตั้งอยู่ข้างๆ กระท่อม มีครัวเล็กๆ สร้างแยกไว้ข้างๆ กระท่อม ช่างเป็บุญหัวของข้าแล้ว ข้าได้แต่ขอบคุณท่านลุงจง จนท่านลุงต้องหัวเราะข้าดังลั่น เพราะคำขอบคุณของข้า แสนจะมากมาย จนท่านลุงี้เีรับ คืนแรกกับบ้านหลังใหม่ก็ไม่มีอะไรแย่เกินไปนัก เพราะข้าหลับสบายจนถึงเช้า ก่อนที่จะลุกอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เตรียมตัวไปเดินสำรวจตลาด หาที่ทำมาหากิน ดูผู้คนว่าเขาเป็อยู่อย่างไร แต่ข้าก็ฟังจากท่านลุงมาบ้าง
เมื่อครั้งที่นั่งรถม้ามาที่นี่ แต่ก็ยังไม่ทันได้ออกไปไหน เจียเจี้ยก็หิ้วปิ่นโตข้าวมาให้ข้ากิน ก่อนที่จะเสนอตัวนำทางข้าไปเที่ยวในตลาด และข้าก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย ข้าตื่นเต้นมาก ตลาดที่นี่กว้างใหญ่ผู้คนมากมายกว่าที่คิดไว้ สถานที่ก็แปลกตา ข้าดีใจเหลือเกินที่ข้าอ่านหนังสือออก มันทำให้ข้าไม่ลำบากในการจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้าตา ข้าเก็บรายละเอียดได้มากมาย สิ่งสำคัญที่ข้าทำเป็อย่างแรก เมื่อพี่ฟางซินขอเข้าไปดูตำรา ก็คือข้าเอ่ยขอแยกตัวไปทำธุระ ซึ่งให้พี่ฟางซินรั้งรอในร้านขายตำรา
เมื่อคืนข้าได้ตรวจดูห่อเงินของมารดาข้าแล้วมีเงินทั้งหมดห้าตำลึงทองยี่สิบตำลึงเงิน เอามารวมๆ แล้วเท่ากับมีเงินทั้งหมดเจ็ดตำลึงทอง ข้าจึงนำกำไลหยกไปจำนำได้มาอีกหนึ่งตำลึงทองห้าตำลึงเงิน ตอนนี้ข้ามีเงินแล้วแปดตำลึงทองห้าตำลึงเงิน
ส่วนปิ่นข้าเก็บไว้เพราะเป็สิ่งที่มารดาถอดออกจากผมของท่าน สำหรับผู้หญิงยุคนี้ปิ่นปักผมของนางล้วนแต่มีความหมาย ในความทรงจำปิ่นนี้เป็ของหมั้นหมายของบิดาที่มอบให้ท่านแม่ ข้าเริ่มมองหาทำเลเหมาะๆ ในการขายอาหารตามสั่งของข้าทันทีหวังว่าเงินที่มีจะพอใช้จ่ายในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในครั้งนี้
แต่ข้าก็ยังไม่เห็นตรงไหนพอที่เงินของข้า จะพอจ่ายค่าเช่าได้เลย ข้าเลยไปหาพี่ฟางซินก่อน เพราะกลัวอีกฝ่ายจะรอนาน และข้าก็ได้รู้อีกอย่างว่ายุคนี้เกลือแพงดั่งทองเลยทีเดียว ไม่มีน้ำปลาไม่มีซีอิ๋ว น้ำตาลก็มาจากมะพร้าว แต่ไม่มีเป็เม็ดนะมีแต่เป็ปึก
แล้วข้าจะทำอย่างไรกับเมนูอาหารของข้าละ ข้าต้องประยุกต์ดัดแปลงมากน้อยเพียงใดกันนะ หรือข้าจะเริ่มจากการทำของเล็กๆ น้อยๆ มาวางขายก่อนดี และแล้วข้าก็มองเห็นร้านค้าริมทางเรียงราย ขณะที่ข้ายืนอยู่หน้าร้านขายตำรา ข้ามองซ้ายทีขวาทีก็เห็นที่ว่างข้างๆ ร้านขายหมั่นโถวข้าก็ตรงดิ่งเข้าไปสอบถามทันที
“ท่านป้าเ้าคะไม่ทราบว่าที่ตรงนี้มีคนขายไหมเ้าคะ” ท่านป้าก็ใจดีบอกกับข้าว่าแต่ก่อนเป็ร้านขายน้ำเต้าหู้ แต่ท่านลุงที่ขายท่านป่วยเลยเลิกขายไปแล้ว ข้าก็เลยถามว่าจะขายต่อต้องทำอย่างไรบ้าง ท่านก็ให้ไปติดต่อกับเถ้าแก่ร้านขายตำรา
ซึ่งคำตอบคือให้ลองมาขายก่อน ถ้าพอขายได้ค่อยมาจ่ายค่าเช่าหน้าร้านวันละ 20 อีแปะ (20 เหวิน) สาธุข้ารอดตายแล้วเหตุใดข้าถึงเจอแต่คนดีมีเมตตาค่าเช่าร้าน 20 อีแปะต่อวัน ข้าตกลงเช่าและแจ้งว่าข้าจะมาเปิดร้านอีกสองวันข้างหน้า เพราะข้าต้องเตรียมของที่จะขายก่อน
ค่าเงินในเื่
1 ตำลึงทอง เท่ากับ 10 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ก้วนเหรียญทองแดง
1 ก้วน เท่ากับ 1000 เหวิน (อีแปะ) ซึ่งเป็เหรียญทองแดงผสม
สรุปคือ 1000 เหวิน เท่ากับ 1 ก้วน เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน (งงกับค่าเงินมาก เอาแบบใจไรท์แล้วกัน)
****
หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ สองชั่วโมง