บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXดูเหมือนจะหลุดมาต่างโลกซะแล้ว
ภายในห้องมืดสลัวขนาดไม่กว้างมากนัก มีเพียงแสงที่เปล่งออกมาจากจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่กำลังให้แสงสว่างอยู่ โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าของจอ พร้อมกับเสียงกดแป้นพิมพ์ และคลิกเมาส์ดังถี่ยิบ
ใช่ครับ... ผู้ชายที่นั่งอยู่หน้าจอนั่นก็คือผมเอง ไม่ต้องแปลกใจนะว่าทำไมผมถึงได้ปิดไฟนั่งเล่นเกมในห้องมืดแบบนี้ นั่นก็เพื่อทำให้ผมมีสมาธิในการเล่นเกมยังไงล่ะ เพราะตอนนี้ผมกำลังถูกรุมจากผู้เล่นประมาณเกือบ 20 คน แถมแต่ละคนก็มีฝีมือไม่น้อยซะด้วยสิ
ให้ตายเถอะ วันนี้เกมที่ผมเล่นกำลังจะปิดให้บริการอยู่แท้ๆ นี่ผมถึงขั้นยอมลางานเพื่อมานั่งเล่นรำลึกความหลังตั้งแต่เช้าเชียวนะ แทนที่จะได้เก็บเป็นความทรงจำดีๆ แต่กลับต้องมาเจอพวกเกรียนเปิด PK ไล่ฆ่าซะอย่างงั้น
แถมแต่ละคนก็ไม่ใช่ว่าจะเคี้ยวง่ายซะด้วย พวกมันทั้งหลบ และป้องกันการโจมตีของผมได้แทบทั้งหมด แถมยังมีพวกใช้ธนู และเวทมนตร์ยิงมาจากวงนอกอีก เล่นทำเอา HP ของ 'อาทัส' ลดฮวบไปเยอะเลย
ผมบังคับให้ 'อาทัส' กลิ้งหลบไปด้านหน้า พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบหลีกลูกธนู และเวทมนตร์ที่ยิงเข้ามา แล้วก็ยกดาบขนาดยักษ์ขึ้นป้องกันขวานของผู้เล่นคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาฟัน แลกกับถูกดาบคาตานะของผู้เล่นอีกคนวิ่งเข้ามาแทงจากด้านหลัง แต่โชคยังดีโล่ที่สะพายไว้กลางหลังสามารถป้องกันดาเมจบางส่วนเอาไว้ได้
ผมรีบบังคับให้ 'อาทัส' ปัดขวานออกไป ตามด้วยการหมุนตัวหันไปฟันด้านหลัง แต่เจ้าคนลอบกัดก็สามารถยกคาตานะขึ้นมาป้องกันไว้ทัน และกระโดดถอยไปด้านหลังเพื่อผ่อนแรงปะทะ จากนั้นก็มีผู้เล่นสวมชุดเกราะอัศวินวิ่งแทรกเข้ามา พร้อมกับเสือกแทงดาบยาวตามมาด้วย
"หาที่ตาย!!!"
ผมคำรามลั่นบังคับให้ 'อาทัส' ฟาดดาบยักษ์เข้ากลางหัวของผู้เล่นคนนั้นจนล้มคะมำลงไป ตามด้วยการงัดดาบขึ้นมาทำดาเมจรอบสอง ส่งร่างของผู้เล่นอัศวินคนนั้นให้ลอยคว้างอยู่กลางอากาศปลิวออกไป
ดาบยักษ์สีดำในมือของ 'อาทัส' ถูกฟาดไปด้านหลังฟันเข้าใส่ผู้เล่นถือขวานสวมชุดเกราะจนร่างชะงัก แต่ผมก็ไม่สามารถคว้าโอกาสโจมตีซ้ำอีกครั้งได้ เพราะต้องรีบกลิ้งไปด้านข้างหลบหลีกศรเวทมนตร์สีฟ้าที่ยิงเข้ามา แล้วกลิ้งตัวหลบลูกธนูอีกรอบ
น่ารำคาญโว้ย!!! ถ้าเป็นการต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 จะต่อคิวมาสักพันคนก็ได้ ตูไม่กลัวพวกเอ็งหรอก แต่เล่นรุมกันแบบนี้มันลำบากนะเฟ้ย! จะหนีก็ไม่ได้ เพราะถูกล้อมจากผู้เล่นสิบกว่าคน ถ้าฝ่าออกไปก็มีแต่จะถูกยิงด้านหลังเปล่า ๆ
HP เองก็เหลือน้อยแล้วด้วย ถูกโจมตีตลอดเวลาทำให้แทบจะไม่มีเวลาได้กินยาฟื้นฟู HP เลยด้วยซ้ำ กินหนึ่งขวดได้นิดเดียวก็ต้องรีบโยนทิ้งเพื่อหลบการโจมตี ทำให้ HP เพิ่มขึ้นมาแค่ข้อเดียวเท่านั้นเอง
ตอนนี้ก็เวลาห้าทุ่มแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวเกมก็จะปิดให้บริการถาวร จนกว่าจะถึงตอนนั้นผมจะไม่ยอมตายอย่างเด็ดขาด อุตส่าห์ไม่เคยตายอีกเลยตั้งแต่บอสตัวสุดท้ายโดนปราบเมื่อ 2 ปีก่อน ใครจะมายอมโดนฆ่ากลางป่า เพราะพวก PK เกรียนๆ กันฟะ!?
น่าแปลกยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ ความเฉียบคมในการโจมตีก็ยิ่งมากขึ้น
ยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ การตอบสนองต่อการโจมตีเพื่อหลบหลีกก็ยิ่งมากขึ้น
ยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ การป้องกันการโจมตีก็ยิ่งแม่นยำขึ้น
และยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ ศัตรูก็ยิ่งตกตายมากขึ้น
ผมทำเช่นนี้วนซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หรือจำนวนของศัตรูเหลือเท่าไหร่ จนกระทั่ง...
"เฮ้อ~ จบสักทีสินะ..."
ผมถอนหายใจออกมาพลางปาดเหงื่อ จ้องมอง 'อาทัส' ในจอคอมพิวเตอร์นั่งอยู่บนกองศพของพวกผู้เล่น PK และบริเวณรอบ ๆ เองก็มีศพของผู้เล่น PK อีกหลายคน พร้อมกับต้นไม้ที่ถูกลูกหลงจากดาบยักษ์ฟันจนแทบเหี้ยนป่า ผมก็ไม่รู้ว่าจำนวนของพวกมันหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะจดจ่อแต่กับการต่อสู้ และเอาตัวรอดอย่างเดียว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่เหลือใครให้ฟันแล้ว
"ยาฟื้นฟู HP ก็โบ๋เบ๋ ยาฟื้นฟู MP เองก็ไม่เหลือเช่นกัน ส่วน HP ก็ร่อยหรอ แต่กลับรอดมาได้นี่ถือว่าโคตรปาฏิหาริย์ น่าจะฆ่าไปประมาณ 15 คน ไม่ก็ 18 คนเลยมั้งเนี่ย ทำลายสถิติฆ่า 6 คน แบบไม่เห็นฝุ่นเลยแฮะ"
ผมบ่นกับตัวเองจ้องมอง 'อาทัส' นั่งเก็กหล่ออยู่บนกองศพของผู้เล่น PK ที่เสียชีวิตไปแล้ว อันที่จริงก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนว่าเอาชนะมาได้ยังไง แต่ยังไม่ทันไร เวลานับถอยหลังของการปิดเกมก็มาถึง
"เอาเถอะ ได้สร้างตำนานก่อนปิดเกมก็ไม่เลวเหมือนกัน"
ขณะกำลังจ้องมองตัวเลขนับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ ผมก็พลันรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาซะอย่างนั้น สงสัยเพราะตั้งสมาธิกับการต่อสู้มากเกินไปจนสมองล้าสินะ บางครั้งผมก็เคยมีอาการแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้หนักถึงขั้นเกือบสลบคาโต๊ะแบบนี้
...3
สายตาพร่ามัวจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ ร่างกายเริ่มรู้สึกอ่อนล้าเสียจนยกมือแทบไม่ขึ้น
...2
ภาพที่มองเห็นเริ่มถูกความมืดกลืนกินทั้งที่ยังลืมตาอยู่ หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงวิ้ง ๆ เต็มไปหมด
...1
จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดดับ ราวกับเครื่องจักรถูกดึงปลั๊กออกขณะกำลังทำงานอย่างกะทันหัน
*****
ตอนที่รู้สึกตัวอีกที ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงได้มาอยู่ที่นี่...
พื้นหญ้าโล่งถูกล้อมรอบด้วยป่าหนาทึบ ดวงอาทิตย์ลอยสูงแยงตาอยู่กลางท้องฟ้า สายลมพัดผ่านหอบเอากลิ่นของป่าไม้ผสมความชื้นโชยมาแตะตัวผมที่กำลังนอนหงายสังเคราะห์แสงอยู่บนพื้นหญ้า ก่อนจะเสียดสีกับหญ้าสีเขียวขจีเกิดเป็นเสียงดังแล้วพัดผ่านไป
ผมยันตัวลุกขึ้นมานั่งชันเข่า จ้องมองป่าหนาทึบตรงหน้าอย่างลืมตัว สำหรับผมที่ดำเนินชีวิตอยู่แต่ในเมือง นี่เป็นภาพที่ผมไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักนับจากที่พ่อแม่ได้เสียชีวิตไป ไม่รู้ทำไมผมถึงได้ถูกความเงียบของป่าทึบ และความสงบดึงดูดสายตา
"ที่ไหนวะ..."
ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่เสียงที่ดังออกมากลับเข้มสุขุมนุ่มลึกต่างจากเสียงปกติของผม จากนั้นผมก็สังเกตเห็นร่างกายของตัวเอง
เกราะหนาหนักสีดำทั้งตัว ตกแต่งลวดลายสีแดงดุดันน่าเกรงขาม ผ้าคลุมด้านหลังเป็นสีแดงราวกับโลหิต ราวกับอัศวินแห่งความมืดที่เห็นในหนังสือภาพอย่างไรอย่างนั้น
ด้านหลังใต้ผ้าคลุมแบกโล่สีเขียวขนาดไม่ใหญ่นักเปล่งประกายออร่าบาง ๆ ตกแต่งด้วยลวดลายสีเขียวเข้มวิจิตรงดงามขัดกับสีของชุดเกราะที่เป็นสีดำ
สารรูปห่างไกลจากการแต่งกายปกติของตัวเองไปเป็นโยชน์ แต่รูปลักษณ์แบบนี้มันคุ้นตาผมอยู่ชอบกล ถ้าจำไม่ผิดชุดเกราะที่สวมอยู่ตอนนี้มันเป็นของอาทัส คาแรกเตอร์ประจำตัวของผมในเกมที่พึ่งปิดไปนี่นา
"นี่มันอะไรเนี่ย!?"
ผมลืมตัวตะโกนออกมาสุดเสียง
ถึงแม้ปกติจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยคุยกับใครนัก ยิ่งบ่นกับตัวเองยิ่งเบา แต่เวลานี้ผมไม่อาจทนความรู้สึกอยากตะโกนออกมาสุดเสียงได้อยู่ดี
เล่นทำเอาเกิดเสียงสะท้อนในป่าขึ้นมาเลยแฮะ...
จากนั้นผมก็ลองสำรวจรอบตัวเองอย่างถี่ถ้วนก็พบกับบางสิ่งที่ตกอยู่ข้างลำตัว มันคือดาบ และเป็นดาบที่ใหญ่มาก ความยาวรวมด้ามจับน่าจะประมาณ 2 เมตรเลยทีเดียว
ด้ามจับ และกั้นดาบเป็นสีเทาหม่น แต่ใบดาบหนากลับเป็นสีดำขลับไม่สะท้อนแม้แต่แสงอาทิตย์เลยด้วยซ้ำ ความกว้างของดาบน่าจะประมาณ 30 เซนติเมตรเห็นจะได้
ผมลองยื่นมือสวมเกราะไปจับด้ามจับที่ยาวสำหรับถือสองมือ ความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสกับดาบยักษ์เล่มนี้เลยนั่นก็คือ หนัก
แม้จะรู้สึกหนัก แต่ก็ไม่มีปัญหาในการยกมันขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวทั้งที่ยังนั่งอยู่ พละกำลังที่ผิดมนุษย์มนาทำเอาผมรู้สึกแปลกใจกับร่างกายของตัวเองขึ้นมา ก่อนที่ผมจะยันกายลุกขึ้นมายืนจนเกิดเสียงเสียดสีของชุดเกราะดังถี่ยิบ แต่มันก็ไม่ได้ดังมากอย่างที่คิด
ผมเกร็งกำลังแขนข้างขวาลองตั้งดาบให้ใบดาบอยู่ในระดับสายตา แล้วสะบัดไปด้านข้างเกิดเป็นเสียงอากาศถูกตัดขาด
"โว้ว!"
ผมเผลอร้องด้วยความแปลกใจ แทนที่น้ำหนักของดาบจะเหวี่ยงร่างของผมไปพร้อมกัน แต่กำลังแขนที่ล้นเหลือกลับทำให้ดาบหยุดอยู่ข้างลำตัวได้ชะงัดนัก และไม่มีอาการสั่นของความอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย
แม้ตัวดาบจะมีน้ำหนักมหาศาล และไม่เคยจับมันมาก่อนในชีวิต แต่ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างน่าประหลาด คราวนี้ผมลองถือดาบด้วยสองมือแล้วเหวี่ยงไปมาจนเกิดเสียงตัดอากาศดังถี่ยิบ แต่ต่อให้มีพละกำลังมากแค่ไหน หากต้องเหวี่ยงดาบที่หนักขนาดนี้หลายครั้งก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน
ผมตัดสินใจปักปลายดาบลงบนพื้น แล้วใช้แขนสวมเกราะหนาวางพิงบนที่กั้นดาบ ผมพึ่งจะมารู้สึกตัวว่าระดับสายตาของผมกับปลายด้ามจับอยู่ในระดับเดียวกัน
"นี่เราสูงถึง 2 เมตรเลยงั้นเหรอ?"
ถึงตอนนี้จะเริ่มใจเย็นแล้วก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจสภาพการณ์ไปเสียทั้งหมด
...หรือว่าเรากำลังละเมอ ไม่ก็ฝันอยู่รึเปล่านะ?
ชุดเกราะที่สวมอยู่เป็นอุปกรณ์ป้องกัน ชื่อเซ็ต 'เกราะหินผาดำแห่งดรอกเรกซ์' ทั้งชุดมีส่วนประกอบตั้งแต่ลำตัว ถุงมือ และขา ด้วยความที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหินดำจากหน้าผาดรอกเรกซ์ มันจึงไม่ใช่โลหะทำให้มีความต้านทานต่อเวทมนตร์ประเภทสายฟ้า และไฟ มีเอฟเฟกต์พิเศษคือ เมื่อใส่ครบเซ็ตจะเพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพขึ้นอีกด้วย
ส่วนโล่ที่แบกอยู่บนหลังคือ 'โล่พฤกษาสวรรค์อาเทนิส' เป็นโล่ที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร สามารถป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้เพียง 90% แถมพลังป้องกันเวทมนตร์ทุกธาตุยังต่ำกว่าครึ่ง แต่สาเหตุที่ผมใช้โล่ใบนี้นั่นก็คือ เอฟเฟกต์ของมันที่สามารถฟื้นฟู HP 5 หน่วยต่อวินาที ดังนั้นมันจึงเหมาะเอามาสะพายไว้บนหลังเพื่อฟื้นฟู HP เล็กน้อยที่เสียไประหว่างการต่อสู้ และป้องกันการโจมตีจากด้านหลังมากกว่าเอาไปถือป้องกันด้านหน้า
ต่อมาคืออาวุธดาบสองมือ 'แบล็ค เกรทซอร์ด' (Black Greatsword)
เนื่องด้วยเป็นอาวุธที่เหมาะในการถือสองมือจึงเด่นด้านพลังโจมตี แต่ข้อเสียใหญ่หลวงนั่นก็คือความเชื่องช้าในการออกท่วงท่าเพื่อโจมตี ด้วยความหนัก และใหญ่เทอะทะ การโจมตีจึงถูกเซ็ตเป็นช้าแต่หนักหน่วง เป็นอาวุธที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากมันเป็นอาวุธที่โผล่มาให้ใช้ตอนกลางเกม แต่สเตตัสที่ใช้สำหรับถือดาบเล่มนี้กลับสูงมาก แถมทักษะในอาวุธยังมีเพียงแค่ 1 ทักษะเท่านั้น มันจึงเป็นอาวุธที่ถูกผู้เล่นส่วนใหญ่เมินไปโดยปริยาย
แต่ผู้เล่นรุ่นเก๋าอย่างอาทัสกลับใช้มันเป็นอาวุธหลักจนมีคนให้ความสนใจมากขึ้นในเวลาต่อมา กระนั้นก็ไม่มีใครใช้มันได้คล่องเท่าผมอีกแล้วล่ะ
สุดท้ายอาวุธสำรอง มันเป็นดาบสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอว 'ดาบแห่งอัศวินคาไลน์นา'
ด้วยความที่ว่าเป็นอาวุธประเภทดาบสั้น มันจึงมีความเร็วในการฟันที่ค่อนข้างสูง และเหมาะสำหรับถือมือเดียว เหมาะสำหรับใช้ในสถานที่แคบ เนื่องจากความยาวของใบดาบค่อนข้างสั้น แต่พลังโจมตีก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก แถมทักษะในอาวุธยังมีเพียง 1 ทักษะเท่านั้น ซึ่งทักษะของมันคือการเพิ่มพลังโจมตีขึ้นชั่วขณะหนึ่ง จึงไม่เป็นที่นิยมสำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ แต่ในแง่ของอาวุธสำรองที่ใช้ตามสถานการณ์ก็นับว่าเป็นอาวุธที่ไม่เลวนัก
แต่หลัก ๆ ผมก็เอามาใช้ทักษะเพื่อเพิ่มความสามารถของตัวละครเท่านั้นแหละ...
ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในฝันเสมือนจริงอยู่รึไงนะ? ลองหยิกแก้มตัวเองดูก็รู้สึกเจ็บ แถมความเหนื่อยล้าจากการพึ่งเหวี่ยงดาบเมื่อครู่นี้มันก็สมจริงมากเกินไปอยู่ดี
ตอนนั้นเองความคิดแปลก ๆ ก็ได้ผุดขึ้นมาในหัว
ในเมื่อมันไม่ใช่ฝัน แต่ถ้าเป็นความจริงล่ะ...
ช่างเป็นจินตนาการที่ยากจะเชื่อ แต่ทิวทัศน์รอบตัว หรือประสาทสัมผัสทั้งห้ารวมถึงความรู้สึกจากการได้จับต้องกลับสมจริงอย่างเด่นชัดอีกด้วย
แต่ถูกส่งมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ด้วยคาแรกเตอร์ในเกมมันไม่แปลกไปหน่อยรึไงกัน?
ต่อให้ร่างที่สิงอยู่จะเป็นอาทัสสุดแกร่งก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ระมัดระวังตัวเลย สำหรับสถานที่ไม่รู้จักราวกับเปิดแผนที่ใหม่แบบนี้ สภาพรอบตัวย่อมอันตรายราวกับใบหญ้าทุกใบประดุจดั่งใบมีดอย่างไรอย่างนั้น
เอาเป็นว่ายืนอยู่บนผืนหญ้าที่ล้อมรอบด้วยป่าหนาทึบไปตลอดก็คงไม่ช่วยอะไร ต้องตามหาหมู่บ้าน ไม่ก็คนเพื่อรวบรวมข้อมูล แล้วค่อยคิดว่าจะทำยังไงต่อดีกว่า
ผมจับด้ามดาบยักษ์สีดำดึงมันขึ้นมาจากพื้น ด้วยความที่ไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหนจึงถือด้วยมือขวาแล้วลากไปกับพื้นพร้อมกับเดินไปด้วย ผมจ้องมองเข้าไปในป่าหนาทึบด้วยสายตาระแวดระวังแล้วเริ่มก้าวเท้าเข้าไปอย่างช้า ๆ
ระหว่างเดินไปตามป่าโดยไร้จุดหมายก็ไม่เจออะไรนอกจากนกตัวเล็ก และแมลงตามต้นไม้ แถมระยะเวลาที่เดินทางก็ผ่านไปนานมากแล้ว แต่ก็ไม่เจออะไรนอกจากป่าหนาทึบรอบตัว
แทนที่จะถูกมอนสเตอร์ไม่รู้จักฆ่าตาย แต่ผมกลับต้องมาหลงป่าจนตายแทนเหรอเนี่ย?
ดูเหมือนดวงอาทิตย์จะคล้อยต่ำมากแล้ว ส่งผลให้ป่าหนาทึบที่มืดอยู่แล้วยิ่งมืดมากขึ้นกว่าเดิม ผมมองตามพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน หากด้านนั้นเป็นทิศตะวันตก แสดงว่าทิศที่ผมกำลังมุ่งไปคือทิศเหนือสินะ แต่ต่อให้รู้ทิศไปก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดีนั่นแหละ
ผมเดินขึ้นมาบนเนินที่เต็มไปด้วยต้นไม้ก็พบกับแม่น้ำที่อยู่ข้างล่าง เป็นแม่น้ำใสที่ค่อนข้างกว้างพอสมควร ผมสไลด์ลงมาจากเนินแล้วกวาดตามองรอบๆ อย่างระมัดระวัง ถ้ายึดตามชีวิตจริง แม่น้ำเป็นสถานที่ชุกชุมของพวกสัตว์ป่าจึงค่อนข้างอันตรายหากจะเดินดุ่มๆ เข้าไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ดูเหมือนในระยะสายตาของผมจะไม่เจอสิ่งมีชีวิตเลยสักตัว
เอาเป็นว่าพักดื่มน้ำสักหน่อยละกัน...
ผมเดินตรงไปยังแม่น้ำพลางลากดาบดำเล่มยักษ์ไปด้วย เสียงน้ำไหลรินดังไปทั่วบริเวณ พอจ้องลงไปในน้ำก็พบว่ามันใสมากเสียจนมองเห็นปลาแหวกว่ายเลยล่ะ
ดาบในมือถูกวางลงข้างแม่น้ำ ก่อนที่ผมจะยื่นหน้าไปใกล้น้ำก็พบกับใบหน้าของตัวเองที่ไม่เหมือนเดิม
ใบหน้าคมเข้มกร้านโลก เส้นผมสีดำขลับเสยไปด้านหลัง สีผิวไม่ขาวไม่ดำ มีหนวดเคราเล็กน้อย จมูกคมสัน มีแผลเป็นยาวข้างแก้มขวา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสะท้อนภาพใบหน้าบนแม่น้ำนิ่ง
ชัดเลย... ใบหน้าที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำเป็นของอาทัสที่ผมเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ
แทนที่จะตกใจกับใบหน้าที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ผมกลับรู้สึกใจเย็นอย่างน่าประหลาด เหมือนกับว่านิสัยที่สุขุมของอาทัสจะกดทับนิสัยขี้ตกใจของผมเอาไว้
ในเมื่อร่างกายที่ผมใช้อยู่เป็นของอาทัส แสดงว่าสถานที่นี้... ไม่ใช่สิ น่าจะเป็นโลกนี้ เป็นไปได้ว่าอาจจะมีมอนสเตอร์ที่เหมือนกับในเกมก็เป็นได้ ยังไม่รู้เลยว่าพลังของตัวเองอยู่ในระดับไหนของโลกนี้ซะด้วยสิ
ผมกวาดตามองโดยรอบที่มืดลงเรื่อยๆ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากทิวทัศน์ที่สงบสุขของป่าไม้ ดูไม่น่ามีอันตรายอะไร หากเกิดอะไรขึ้นตัวละครของผมที่มีเลเวลเต็ม 100 น่าจะมีพละกำลังมากพอจะวิ่งหนีพร้อมกับแบกดาบยักษ์ไปพร้อมกันไหวโดยความเร็วไม่ตก เพราะผมลองทดสอบในเกมดูแล้วว่าระหว่างถือดาบ กับไม่ถือดาบก็มีความเร็วในการวิ่งที่พอๆ กัน
ระหว่างคิดมือสวมเกราะก็กวักน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหาย พลางจ้องมองบริเวณโดยรอบแบบไม่ละสายตา
ดูเหมือนการเดินทางในต่างโลกจะไม่ง่ายซะแล้วสิ...
______________________________________________
ถ้าชอบก็อย่าลืมคอมเม้นกันด้วยนะคร้าบ~
อัพเมื่อวันที่ 1/7/2563