เรากลับมาถึงตำหนักสระบัว เพราะพวกพี่ๆไม่ยอมไปร่วมปรึกษาหารือกับฮ่องเต้ เรื่องการหาวิธีรับมือกับปีศาจเยือกแข็งที่อาจจะย้อนกลับมาโจมตีที่วังอีก แต่พวกพี่ๆกลับสนใจแค่เรื่องการฝึกเข้ม และแย่งกันเป็นคนแรกที่จะฝึกให้ฉันก่อน ฉันจึงบอกพวกเขาว่าไม่ต้องแย่งกัน ให้ตัดสินกันแบบลูกผู้ชายด้วยการเป่ายิงฉุบ ใครชนะคนสุดท้ายคนนั้นก็ฝึกให้ฉันก่อน
จนกระทั่งได้ผู้ชนะคือหยงเป่า ซึ่งพอดีกับที่ฉันกำลังอยากฝึกปากงเล็บเสือดำอยู่พอดี เพราะยังคงเจ็บใจที่เคยปากงเล็บใส่สุนัขเยือกแข็งไม่แม่นเอาเสียเลย ในขณะที่เรากำลังจะเดินออกจากตำหนักเพื่อไปที่ลานฝึก ก็เห็นกับฮ่องเต้กับท่านอ๋อง และสององครักษ์เดินเข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้นรีบร้อน
ฮ่องเต้ไม่รีรอเปิดตำราหน้าปกสีทองที่เขาถือมาด้วย พลิกเปิดหน้าที่มีดิ้นเชือกสีทองคั่นหน้ากระดาษไว้ แล้วชี้นิ้วตรงข้อความประโยคหนึ่งให้เสวี๋ยฉีอ่าน พร้อมกับบอกเราว่าเป็นตำราบันทึกของโหรหลวงสองคนกับโหรนอกวังอีกหนึ่งคน
ซึ่งโหราจารย์ทั้งสามเป็นบุคลในสมัยบรรพกาล แต่ได้รับการยกย่องว่าทำนายแม่นยำดุจมีตาทิพย์ โหราจารย์ทั้งสามได้ทำนายดวงชะตาบ้านเมืองไว้ตรงกันทั้งสามคน และได้มีการจดบันทึกไว้ตั้งแต่ยุคสมัยนั้น เราจึงขยับเข้าไปยืนข้างๆเสวี๋ยฉีเพื่อดูว่าฮ่องเต้ให้เสวี๋ยฉีอ่านอะไร ซึ่งในตำรามีข้อความเขียนไว้ว่า
“ผู้ถูกทอดทิ้งหวนคืนสู่บัลลังก์ นำพาความเหน็บหนาวล้มตายดุจใบไม้ร่วง พลันแสงปักษาสยายปีกสาดอัคคีแผดเผาทั่วพื้นทะเลเพลิง สี่เทพพิทักษ์เกรี้ยวกราดฟาดศาสตราพสุธาลั่นสะเทือน กระนั้นจักได้พบแสงสว่างเกล็ดน้ำค้างสิ้นสลาย ละลายกลายเป็นสายวารี”
“จงตามหาผู้มีบุญญาเทพ จ้าวปักษาผู้กินเปลวไฟ ติดตามซ้ายขวาด้วยพญางู เสือ แมงป่อง อินทรีย์ เมื่อนั้นแผ่นดินจักพ้นเภทภัยไพร่ฟ้าโห่ร้องก้องสรรเสริญ”
แล้วฮ่องเต้ก็พูดต่ออีกว่า พวกเขาเชื่อว่าจ้าวปักษาผู้กินเปลวไฟ ต้องหมายถึงนกอัคคีสวรรค์ที่เคยปกป้องเมืองนี้เมื่อพันปีก่อน และนั่นก็คือฉันผู้กินผลอัคคี ส่วนสี่เทพผู้พิทักษ์ก็คือพี่ชายทั้งสี่ ที่สวรรค์ส่งลงมาให้ช่วยปกป้องเมืองหลวนเซียนจากกองทัพปีศาจเยือกแข็ง ซึ่งตรงกับคำทำนายของโหราจารย์ทั้งสามไม่ผิดเพี้ยน
ฮ่องเต้จึงขอร้องให้เราอาศัยอยู่ด้วยกันในวัง โดยจะยกตำหนักสระบัวให้เราพักถาวร ทั้งยังจะแต่งตั้งให้พี่ชายทั้งสี่เป็นผู้นำทัพต่อสู้กับกองทัพปีศาจเยือกแข็ง ส่วนฉันจะได้รับการยกย่องให้เป็นเทพอัคคีสวรรค์ พร้อมทั้งทรัพย์สินบริวารข้าทาสคอยรับใช้ให้เป็นเจ้านายระดับสูงคนหนึ่งในวัง
ฉันฟังแล้วอ้าปากหวอ ใจหนึ่งอยากรับตำแหน่งเอาไว้ เพราะอยากได้ข้อเสนอหรูหราที่ฮ่องเต้เสนอให้ แต่ในใจก็ไม่อยากรับเพราะรู้ตัวเองดีว่าไม่ใช่นกอัคคี เพราะนกอัคคีตัวจริงยังเป็นวิญญาณที่ฉันเคยฝันเห็นอยู่เลย แต่ถ้าจะให้ฉันแสร้งเป็นนกอัคคีก็คงจะยากไปอีก เพราะปีกก็ไม่มีแล้วจะเอาไฟที่ไหนไปเผาให้เกิดทะเลเพลิง ดูจากสภาพของตัวเองแล้วเหมาะจะเป็นปีศาจกากๆมากกว่า
ส่วนพี่ชายทั้งสี่ก็ไม่น่าจะใช่เทพมาจากสวรรค์ เพราะพวกเขาเหมือนเป็นปีศาจปากร้ายใจร้าย โดยเฉพาะเฟยเจินที่เคยมีชีวิตรันทด เคยเกือบโดนหลี่เฉียงงูเห่าจับกิน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ว่าจะเป็นเทพ ฉันจึงไม่กล้าพูดอะไรได้แต่รอดูว่าเสวี๋ยฉีจะตอบเรื่องนี้กับฮ่องเต้ว่ายังไง
เมื่อเสวี๋ยฉีอ่านข้อความในตำราจบ ก็เปิดดูหน้าอื่นๆในตำราอีกห้าถึงหกหน้า ก็มีภาพวาดของนกอัคคี นกอินทรีย์ งู เสือ และแมงป่อง เป็นภาพประกอบบอกว่านี่คือเทพทั้งห้าที่จะมาปกป้องเมือง เสวี๋ยฉี หยงเป่า และซิ่นหลิง เมื่อดูแล้วก็ขมวดคิ้วมองหน้ากันเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ จากนั้นเสวี๋ยฉีก็ปิดหน้าตำราลงพรึ่บ! แล้วยื่นตำราคืนให้ฮ่องเต้พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า
เสวี๋ยฉี : เจ้าเป็นฮ่องเต้มิใช่รึ! การปกป้องบ้านเมืองควรเป็นหน้าที่ของเจ้ากับทหารในวัง ส่วนข้าอยู่ในป่าอัคคี ข้าก็จะปกป้องแค่เรือนของข้าในป่าเท่านั้น
ฮ่องเต้ : แต่ลำพังกำลังของพวกข้า มิอาจต้านทานกองทัพปีศาจเยือกแข็งได้นาน เพราะพวกมันแข็งแกร่งมาก แคว้นหลวนเซียนอาจถูกปีศาจเยือกแข็งทำลายย่อยยับในไม่ช้าเป็นแน่!
เสวี๋ยฉี : ข้าเคยพูดไปแล้วบ้านเมืองของเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกข้า
ท่านอ๋อง : นี่ท่านเป็นเทพเซียนจริงหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ช่วยพวกเรา?!!
เสวี๋ยฉี : หึ!! ข้าจะเป็นเทพเซียนหรือปีศาจแล้วไง?! สำคัญตรงไหนที่ข้าต้องช่วยพวกเจ้า!!
ทันไดนั้นพี่ชายทั้งสี่ก็สีหน้าเปลี่ยนอุทานขึ้นพร้อมกันว่า “จิตสังหาร!!!” ทั้งสี่เรียกอาวุธมาอยู่ในมือทันทีแล้ววิ่งออกไปจากตำหนัก แต่เฟยเจินถูกซิ่นหลิงใช้ทวนขวางเอาไว้ สั่งให้เฟยเจินอยู่ปกป้องฉันในตำหนัก ท่านอ๋องกับจิ้นฝานจึงชักกระบี่วิ่งตามพี่ชายทั้งสามออกไป ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก แต่ฉันเองก็รู้สึกถึงความกดดันบางอย่างที่อึดอัดจนใจหวาดหวั่น
แล้วเราก็ได้ยินเสียงของทหารหลายคน กำลังวิ่งกรูเหมือนกำลังไปออกศึก พร้อมเสียงร้องของทหารที่ร้องบอกต่อๆกันไปว่า ปีศาจบุก!!! พร้อมกับเสียงโครม!!! เพล้ง!!! ฟังเสียงแล้วดูท่าสถาณการณ์ด้านนอกน่าจะหนักเอาการอยู่
ฟู่เซียงจึงบอกฮ่องเต้ว่าให้อยู่ในตำหนักกับฉัน ส่วนเขาจะออกไปดูที่หน้าตำหนักว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วฟู่เซียงก็รีบวิ่งออกไป เฟยเจินจึงพูดขึ้นว่าเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรงพร้อมกับเรียกพัดสุริยะติดปลายมีดออกมาถือไว้ในมือ
ครู่เดียวฟู่เซียงก็วิ่งกลับเข้ามาในตำหนัก หน้าตาตื่นตระหนกสีหน้าไม่สู้ดี เขารายงานฮ่องเต้ว่าปีศาจเยือกแข็งกลับมาอีกแล้ว พร้อมด้วยสุนัขเยือกแข็งมาเป็นกองทัพ ฉันจึงเรียกโซ่ดาบมาถือไว้ในมือ เพราะเคยใช้โซ่ดาบสู้กับสุนัขเยือกแข็งแล้วได้ผล จึงจะใช้โซ่ดาบฆ่าสุนัขเยือกแข็งอีกครั้ง
แล้วบอกเฟยเจินว่าอยากออกไปช่วยคนอื่นๆข้างนอก แต่เฟยเจินห้ามไว้เพราะซิ่นหลิงสั่งให้อยู่แต่ในนี้ ฉันก็พูดโต้ว่าเราเป็นปีศาจมีอาวุธครบมือ จะให้พวกมนุษย์มาคอยปกป้องเราไม่รู้สึกกระดากใจ หรืออายบ้างเหรอ ท่านอ๋องกับฟู่เซียงหันขวับมามองหน้าฉันแบบงงๆ ที่ได้ยินฉันพูดถึงตัวเองว่าเป็นปีศาจ
แต่ท่านอ๋องกับฟู่เซียงก็สนับสนุนอยากให้เราออกไปช่วยคนข้างนอก เพราะในใจพวกเขาอยากให้เราทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ขณะที่ยืนตกลงกันอยู่นั้น บนหลังคาตำหนักก็ได้ยินเสียงเหมือนของตกบนหลังคาตุ้บ!! จนกระเบื้องบนหลังคาหลายชิ้นหล่นตกลงมาที่พื้น
ฉันจึงกำมือที่คมมีดโซ่ดาบแล้วหลับตาปี๋ กลั้นใจทนเจ็บอึดเดียวรูดฝ่ามือกับคมมีดจนคมมีดติดเปลวไฟเลือด เฟยเจินรีบทักทันทีว่าฉันทำอะไร ฉันตอบว่านี่คือวิธีทำให้สุนัขเยือกแข็งตายภายในดาบเดียว จึงยื่นมือให้เฟยเจินทาเลือดของฉันบนปลายมีดพัดสุริยะ แต่เฟยเจินส่ายหัวไม่เอาเพราะเขาไม่อยากให้ฉันเจ็บ
ฉันจึงหันไปหาฮ่องเต้กับฟู่เซียง ที่ยืนตั้งท่าส่องสายตามองตามเสียงที่กำลังเดินอยู่บนหลังคา จึงบอกให้คนทั้งสองยื่นกระบี่มาตรงหน้า และรูดฝ่ามือที่คมกระบี่ของคนทั้งสองจนติดเปลวไฟ ฮ่องเต้กับฟู่เซียงยิ้มที่ได้เปลวไฟจึงมีกำลังใจสู้ขึ้นมาเต็มเปี่ยม ว่าครั้งนี้จะฆ่าสุนัขเยือกแข็งให้ตายโดยไม่ยากเย็นอีกแล้ว
เราทั้งสี่คนยืนหันหลังชนกันเป็นวงกลม ช่วยกันมองดูว่าสุนัขเยือกแข็งจะบุกเข้ามาทางไหน แล้วเสียงบางอย่างก็กระโดดลงบนหลังคาอีกครั้งจากหนึ่งเพิ่มเป็นสอง สุนัขเยือกแข็งสองตัวก็ทิ้งตัวกระโดดบนหลังคาอีกครั้ง เพื่อให้กระเบื้องบนหลังคาแตกตกลงมาที่พื้น พร้อมกับพุ่งกระโจนลงมาจากหลังคาที่แตกเป็นรูโหว่
เฟยเจินจึงร่อนพัดสุริยะใส่สุนัขทั้งสองตัว แต่พัดสุริยะทำได้แค่เชือดเฉือนผิวของสุนัขทำให้เกิดแผลแต่พวกมันไม่มีที่ท่าจะเจ็บ เพราะเฟยเจินยังไม่ได้กักตนเพิ่มพลังเวทย์ อาวุธของเขาจึงมีพลังเวทย์ต่ำ ฉันรีบยืดโซ่ดาบฟันฉับใส่สุนัขทั้งสองตัวตายทันที แล้วหันไปพูดกับเฟยเจินว่าให้ใช้เลือดของฉันจึงจะได้ผล เฟยเจินจึงยื่นพัดที่บินกลับเข้ามาในมือให้ฉันชโลมเลือดให้
แต่ทันไดนั้นก็มีสุนัขเยือกแข็งสามตัว วิ่งปรี่เข้ามาทางประตูหน้าตำหนัก เฟยเจินแม้จะมีพลังเวทย์ต่ำแต่ความไวนั้นกลับไม่ต่ำเลย เขาใช้พัดโบกหนึ่งครั้งเกิดลมหอบใหญ่ พัดสุนัขสามตัวกระเด็นไปกระแทกกับฝาผนังพังทั้งแถบ แล้วร่อนพัดออกไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว คมมีดปลายพัดติดไฟเฉือนเข้าเนื้อสุนัขตายสลายไปในอากาศทันที
ฉันหัวเราะตะโกนด่าสุนัขเยือกแข็งที่ตายกลายเป็นละอองในอากาศว่า “งัยล่ะ!! ไอ่หน้าหมา!! ไฟอ่ะชนะน้ำแข็งเว้ย!! จากนั้นก็ชักชวนกันวิ่งออกจากตำหนัก เพราะตอนนี้ตำหนักสระบัวฝาผนังพังเปิดโล่งไปแล้วทั้งแถบ
แล้วพูดกันว่าเราจะออกไปล่าสุนัขให้เหมือนกับที่สุนัขเคยล่าเรา แล้วพยักหน้าให้กันด้วยจิตใจฮึกเหิม อีกทั้งความหวาดกลัวต่อสุนัขเยือกแข็งของฉันตอนนี้มันหมดลงไปแล้ว โดยให้เฟยเจินวิ่งน้ำหน้าพาบุกตะลุยฝูงสุนัขเยือกแข็งหลายตัว ที่วิ่งพุ่งกระโจนเข้ามาหาเราตลอดทาง ทั้งยังพบศพทหารนอนตายหลายคนเห็นแล้วสงสารจิตใจหดหู่ ส่วนคนไหนที่บาดเจ็บพอจะสู้ต่อไหว ก็พาวิ่งตามมาด้วยกันกับเราด้วย
ฉันจึงถือโอกาสเรียกอาวุธที่มีอยู่ในตัวทั้งหมด ออกมาทดลองใช้เคลือบเปลวไฟเลือดเพื่อฆ่าสุนัข ซึ่งอาวุธก็ใช้ได้ผลดีทุกชิ้นโดยเฉพาะแซ่อสรพิษของเสวี๋ยฉี ที่มีพลังเวทย์และมีพิษร้ายแรงสูงที่สุดในบรรดาอาวุธที่ฉันมี แถมเปลวไฟยังกลายเป็นสีฟ้าแปลกตาเหมือนไฟเย็นอีกด้วย
เราไล่ฆ่าสุนัขเยือกแข็งตายไปหลายตัวตามรายทางที่วิ่งผ่าน ก็เห็นซิ่นหลิงวิ่งมาเจอกับเราระหว่างทาง ซิ่นหลิงบอกว่าเขาเห็นพวกสุนัขเยือกแข็งหลายตัว วิ่งมาทางตำหนักสระบัว เขาจึงวิ่งตามมาเพราะคิดว่าพวกสุนัขคงรู้แล้วว่าฉันซ่อนอยู่ที่ไหน
ฉันบอกซิ่นหลิงว่าตำหนักสระบัวพังไปแล้ว เพราะเฟยเจินทำพังไม่มีที่ให้หลบซ่อน จึงวิ่งฆ่าสุนัขมาตลอดทางจนได้พบกับเขา เฟยเจินร้อง “เฮ้ย!” มองหน้าฉันแกมจะหัวเราะที่ฉันโบ้ยความผิดให้
ซิ่นหลิงจึงพาเราวิ่งไปรวมตัวกับเสวี๋ยฉี และหยงเป่าที่ลานกว้างหน้าพระราชวัง ก็เห็นทุกคนกำลังต่อสู้กับสุนัขเยือกแข็งกันชุลมุนวุ่นวาย ทั้งเสาทั้งรูปปั้นสิ่งของประดับลานล้มแตกหักระเนระนาด มีทั้งทหารบาดเจ็บและล้มตายหลายคนอยู่ตรงนั้น
แต่ทันทีที่เราวิ่งเข้าไปหาเสวี๋ยฉี ฉันก็ต้องสะดุ้งตกใจขนลุกไปทั้งตัวร้องอุทานออกมา “ตัวอะไรวะนั่น!!!” เพราะบนอากาศเบื้องหน้าปรากฏชายร่างกายผอมสูง ใบหน้าซูบตอบ ผิวขาวซีดไร้สีเลือดฝาด จนเห็นรอยเส้นเลือดสีน้ำเงินตามใบหน้า แขน ขา มีไอเย็นลอยออกมารอบตัว กำลังยืนมองจ้องมาด้วยสายตาโกรธแค้นอาฆาตน่ากลัวอย่างกับผี ฮ่องเต้ก็อุทานทันทีว่า “ปีศาจเยือกแข็ง!!!”
ทุกคนจึงหยุดการต่อสู้เพราะสุนัขเยือกแข็งทุกตัว วิ่งกลับไปยืนตั้งท่าแยกเขี้ยวขู่ตรงที่ปีศาจเยือกแข็งลอยอยู่บนอากาศ แล้วปีศาจเยือกแข็งก็อ้าปากพูดด้วยเสียงแหบแห้งมีไอเย็นลอยออกมาจากปาก
ปีศาจเยือกแข็ง : หึ!!! ได้เจอกันสักทีเจ้านกชั่ว!!!
อันฉี : เฟยเจิน!! ไอ้ปีศาจนั่นมันด่าเจ้า เคยทะเลาะกับมันมาเหรอ?!!
เฟยเจิน : ฮึ่ย!! ข้าไม่เคยรู้จักกับมัน!!
ปีศาจเยือกแข็งชี้นิ้วมองจ้องตาเขม็งมาทางฉันทันที แล้วด่าอีกครั้งว่า “เจ้านั่นแหละ เจ้านกชั่ว!!! เพราะเจ้าทำให้ข้ามีสภาพเป็นเช่นนี้!!!” ฉันก็งงที่จู่ๆปีศาจเยือกแข็งมาชี้หน้าด่าฉันว่าชั่ว จึงเถียงกลับไปว่า
อันฉี : อ้าวเฮ่ย!! ข้าไปทำอะไรให้เจ้าตอนไหน อย่ามาชี้หน้าด่ากันมั่วๆ!!
ปีศาจเยือกแข็ง : เจ้านกชั่วที่อยู่ในตัวเจ้านั่นไง!! มันสาปพวกข้าให้ต้องทนทุกข์ทรมานตายทั้งเป็นอยู่ที่ดินแดนรกร้างเส้นขอบฟ้า!
ฮ่องเต้ : ปีศาจเยือกแข็ง แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?!
ปีศาจเยือกแข็งมองฮ่องเต้ตาขวางเม้มปากกัดฟันกรอด เหมือนโกรธแค้นฮ่องเต้มาหลายชาติแล้วพูดว่า “หึ! ผ่านไปนับพันปี พวกเจ้าคงลืมไปหมดแล้วสินะ ว่าเคยทำอะไรไว้กับตระกูลของข้า เดี๋ยวข้าจะย้ำเตือนความจำให้!!”