บทที่ ห้า
ลู่อิงิพาเด็กน้อยควบม้ากลับมาที่โรงแรมแล้วเริ่มคิดถึงวิธีทางการช่วยคุณหนูเถียนหนิวส่วนเสี่ยวหรงก็นั่งมองคุณชายที่แสนชื่นชมอีกทีโดยไม่รบกวนการใช้ความคิดของนางจนผ่านไปหลายชั่วยามเซียนน้อยถึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สั่งอาหารให้เด็กชายเลยคงจะหิวแย่
“ข้าลืมเื่อาหารไปเลยเสี่ยวหรงเ้าหิวหรือไม่”เพราะนางไม่จำเป็ต้องทานเลยไม่ทันได้นึกถึง เด็กน้อยก็นั่งนิ่งไม่บ่นสักคำขนาดตอนนี้ยังนั่งตาใสมองนางอยู่เลย
“ไม่ขอรับ แล้วิเกอหิวหรือไม่”
“อ่า ไม่หิวก็ต้องกินนะรู้ไหม ถ้าข้าลืมอีกเ้าเตือนได้เลย” ลู่อิง ิลูบศีรษะของเสี่ยวหรงอย่างเอ็นดูที่เด็กน้อยนึกหวงนางกลับทั้งที่ตนเองก็อดเหมือนกัน
“ข้าเห็นท่านนั่งคิดอะไรจริงจัง ข้าก็เลยอยากนั่งเป็เพื่อนท่าน”
“เ้านี่ประจบเก่งนัก”
“แล้วท่านคิดวิธีช่วยคุณหนูเจียงได้หรือยังขอรับนางเป็อันใดหรือถึงหลับไม่ตื่น” เสี่ยวหรงถามสิ่งที่นางก็รู้ว่าทุกคนที่อยากช่วยบุตรสาวตระกูลเศรษฐีล้วนอยากรู้ว่านางทำไมไม่ตื่นเื่นี้พูดไปก็เดี๋ยวจะดูรู้มากแต่เด็กน้อยตรงหน้าก็เป็แค่เด็กคงไม่เป็อะไรหรอกมั้ง
“นางโดนอาถรรพ์ของกริชในห้องสมบัตินะ”พอเด็กชายได้ยินก็ตาโตกับคำว่าอาถรรพ์ มีท่าทีร้อนใจจนสังเกตได้ “แต่ไม่ต้องกลัวนะถ้าไม่ไปโดนมันก็ไม่เป็ไรหรอก”
“ิเกอรู้หรือว่ากริชมีอาถรรพ์ด้วย ช่างรอบรู้นักท่านเป็ผู้มีวรยุทธ์ใช่หรือไม่ สอนข้าบ้างสิขอรับ”เสี่ยวหรงะโมานั่งม้านั่งตัวเดียวกับลู่อิงิพร้อมเขย่าแขนนางเบาๆออดอ้อนเป็เหมือนสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ น่ารักน่าชัง
“นิดหน่อยเท่านั้น ที่ไม่รู้ก็มีเยอะ” ที่ไม่รู้ก็เพราะลืมไปบ้างแล้วนิยายบัลลังก์ราชันมารนางก็อ่านมานานแล้ว ให้จำหมดก็ไม่ไหวตอนนี้ต้องมานั่งนึกว่าอะไรที่เป็ของแก้อาถรรพ์หลี่จื้อเจี้ยนและจะไปเอามาอย่างไร
“ถ้าเช่นนั้นท่านจะล้างอาถรรพ์กริชอย่างไรขอรับ”
“ดอกหลันหลิ่ง”หลังจากที่นั่งคิดกลั่นออกมาจากความทรงจำทั้งหมดที่พอจะทำได้คือวิธีแก้อาถรรพ์โดยใช้เกสรดอกหลันหลิ่งซึ่งความจริงเื่นี้ไม่เคยเขียนไว้หรอกว่าคืออะไรแต่มีบรรทัดหนึ่งที่พอท่องจำได้คือ ‘ดอกหลันหลิ่งหายากยิ่ง ช่วยขจัดสิ่งอาถรรพ์พลันทั้งปวง’
“ดอกอะไรนะขอรับ” หน้างุนงงของเด็กน้อยนางเห็นแล้วก็หลุดขบขันออกมาเล็กน้อยไม่แปลกที่เขาจะไม่รู้จัก ดอกหลันหลิ่งไม่ใช่ดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปมนุษย์โลกเดินดินไม่รู้จักคือเื่ธรรมดาแต่ด้านคนที่ถูกหัวเราะก็ทำหน้ายู่ใส่นางเข้าให้เสียแล้ว
“ข้าต้องไปเอาดอกไม้นี้มา ใช้เกสรของมันแก้อาถรรพ์” นางบีบจมูกเล็กๆของเด็กชายอย่างมันเขี้ยวทำไมถึงได้ทำหน้าตาอ้อนเก่งนักนะ
“แล้วมันอยู่ไหนหรือิเกอ อยู่ไกลไหม?”
“อืม..ทั้งไกลและอันตราย”มาถึงตรงนี้นางก็ต้องเริ่มพูดกับเสี่ยวหรงเสียก่อน สถานที่ดอกหลันหลิ่งขึ้นไม่ใช่ที่สำหรับเด็กชายวัยเขาเหมาะจะไปนางคงพาเขาไปไม่ได้ ไม่รู้เด็กน้อยจะมีอาการอย่างไรทั้งที่แค่อยู่ด้วยกันแค่สองวันก็ตัวติดกับนางขนาดนี้แล้ว
“อันตรายหรือ..แต่ข้าไม่กลัวหรอกขอรับ มีิเกอทั้งคน”
“นี่เสี่ยวหรง เ้าฟังนะ” เซียนน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหวังจะให้เขาได้คล้อยตามและเข้าใจถึงเหตุผล“มันอันตรายมากๆ ที่นั่นน่ะ เ้ายังเล็กนัก ข้าไม่อยากให้เ้าเสี่ยงอันตราย”
เสี่ยวหรงที่เคยยิ้มแย้มสดใสแม้จะไปเผชิญอันตรายก็ไม่เกรงกลัวแต่พอได้ยินว่าิเกอจะทิ้งเขาไปก็หน้าหม่นหมองลงแม้ไม่ต้องสังเกตนางก็เห็นชัดเจนใจนางก็เ็ปตามไปด้วย
“เ้าอย่ากังวล ข้าเพียงไปเก็บดอกหลันหลิ่งเท่านั้นไม่กี่วันก็กลับมาแล้ว”เซียนน้อยกอดปลอบคนที่ตัวนิ่งแข็งไปแล้ว แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมหายเขาขืนตัวหนีไม่ให้นางกอดพยายามจะลุกขึ้น
“ท่านจะทิ้งข้า!”
“เปล่าเสี่ยวหรง ข้าไม่ได้ทิ้งเ้า” นางเดินตามเด็กชายที่ตอนนี้หนีขึ้นเตียงซุกตัวใต้ผ้าห่มพันจนเป็ก้อนกลมลู่อิงิก็ไม่รู้จะทำเช่นไรได้แต่นั่งลงข้างๆ ตบที่ผ้าห่มหนาเบาๆหวังเด็กน้อยจะไม่รู้สึกถูกทิ้ง ก่อนหน้านี้ที่ไปเป็ทาสรับใช้คงโดนขายมาหลายรอบไม่ว่ายังไงก็คงไม่อยากโดนทิ้งอีก
แต่จนแล้วจนรอดไม่ว่ายังไงเด็กน้อยก็ไม่ยอมออกมาจากผ้าห่มนางก็สุดจะพูดหาคำอะไรมาปลอบอีกฝ่ายได้อีกจึงต้องปล่อยให้เสี่ยวหรงนอนอยู่แบบนั้นจนเขาน่าจะหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไร
เช้าวันต่อมานางออกจากห้องไปแต่เช้าฟ้ายังไม่สว่างดีฝากให้เงินเสี่ยวเอ้อร์สำหรับค่าห้องและอาหารสำหรับเด็กน้อยเรียบร้อยจึงไปที่คอกม้าเตรียมตัวออกเดินทาง
ด้านเด็กน้อยที่ลุกขึ้นมาจากเตียงก็ไม่ปรากฏร่างบางของเซียนน้อยอีกแล้วมีแต่กระดาษเขียนข้อความเอาไว้ถึงเสี่ยวหรงบนโต๊ะตัวกลมกลางห้องกว้าง‘ข้าไม่คิดทิ้งเ้า แต่หนทางอันตรายมิอาจพาเ้าไปเสี่ยง ถ้าข้าหายไปก็ขอให้เ้าเป็เด็กดี’นอกจากกระดาษข้อความก็มีตั๋วเงินมาอีกแผ่นเหมือนถ้าเกิดนางไม่สามารถผ่านความอันตรายระหว่างทางได้อย่างน้อยเสี่ยวหรงของนางก็จะไม่ลำบากอีก
“จะไปไม่กลับงั้นหรือ” เสี่ยวหรงพับแผ่นกระดาษแล้วสอดเก็บเข้าอกเสื้อพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ค่อยๆยกขึ้นอย่างที่ลู่อิงิไม่คิดแน่นอนว่าเด็กน้อยที่นางช่วยไว้จะทำสีหน้าแบบนี้ได้“ใครอนุญาตกัน”
ลู่อิงิที่จูงม้าออกมาถึงหน้าคอกแล้วะโขึ้นก่อนจะควบออกไปนางไม่ได้มองด้านหลังแม้แต่น้อยว่าจะมีใครวิ่งตามมาเด็กชายก็ไม่ส่งเสียงแม้นิดเดียวตอนวิ่งตามม้ายังดีที่อยู่ในเมืองม้าจึงไม่อาจจะควบเร่งได้เสี่ยวหรงถึงวิ่งตามได้ทันส่วนคนที่ผ่านไปมาเห็นก็ล้วนใกันยกใหญ่ ส่งเสียงเรียกดังแทน
“ไอ้หนูวิ่งไปไหน” พ่อค้าที่ร้านหมั่นโถวะโถาม แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เด็กชายยังคงวิ่งต่อไปจนเสียงเซ็งแซ่เรียกความสนใจของเซียนน้อยให้หันไปมองตอนนั้นนางจึงเห็นเด็กน้อยวิ่งตามอยู่ถึงดึงบังเหียนสุดแรงให้ม้าหยุดวิ่งแล้วรีบลงเดินกลับมา
“เสี่ยวหรงเ้าทำอะไร!” นางเอ่ยน้ำเสียงที่ไม่อาจยับยั้งความโมโหได้เด็กน้อยเหมือนจะวิ่งตามนางได้พักใหญ่แล้ว รองเท้าก็หลุดไปจนเหลือแต่เท้าเปล่าวิ่งทั้งแบบนี้นิ้วเท้าจึงมีเืไหลซิบ พอเห็นเช่นนี้ก็ไม่อาจจะดุกล่าวเขาต่อได้ช่างดื้อนัก! แต่จะให้หายเลยก็ยากอยู่เพราะนางไม่ชอบที่เขาไม่รักตัวเองเช่นนี้
“ข้า ข้า…” เสี่ยวหรงพูดได้แค่นั้นแล้วก็พูดไม่ออก เสียงเขาทั้งน้อยใจระคนหวาดกลัวที่จะโดนดุ
“ทำไมถึงมาวิ่งแบบนี้ ขาพึ่งหายจะต้องให้หกล้มเจ็บตัวอีกหรือ”ลู่อิงิจับตัวเด็กน้อยให้เดินตามมา สุดท้ายก็เห็นใจเด็กน้อยนักทั้งที่จะร้องไห้อยู่แล้วดูก็รู้ว่าอดกลั้นเอาไว้
“ิเกออย่าโกรธข้าเลยนะขอรับ ข้าไม่เจ็บเลย”
ไม่เจ็บตรงไหนกันตอนเดินนางยังเห็นเขากัดฟันทนอยู่เลย ดื้อเสียจริงเด็กคนนี้ถ้าทิ้งไปตอนนี้ได้วิ่งตามอีกแน่และนางคงจะดูใจร้ายเกินไป
“ขึ้นม้าเถอะ เฮ้อ”หลังลู่อิงิถอนหายใจก็ดันตัวเด็กน้อยให้ขึ้นนั่งหลังม้าก่อนจึงตวัดตัวตามขึ้นไป“ไปหารองเท้าให้เ้าก่อน”
“แล้วจะไปส่งข้ากลับโรงเตี๊ยมหรือ?” เสี่ยวหรงพูดไปด้วยอารมณ์น้อยใจอย่างเต็มเปี่ยม
“แล้วค่อยเดินทางกันต่อ” หนทางอันตรายก็จริง แต่นางก็เซียนคนหนึ่งเหมือนกันเด็กคนเดียวนางต้องดูแลได้สิ
ตอนแรกนางคิดว่าจะขี่ม้าไปให้ใกล้สุดเท่าที่จะทำได้แล้วอาศัยพลังเซียนเดินบุกต่อไปเพราะดอกหลันหลิ่งนั้นขึ้นอยู่ในป่าพิษยิ่งถ้าลอยอยู่ที่สูงจะได้รับพิษทางอากาศจนอาจจะเป็อันตรายกว่าเดินที่พื้นถ้าไม่ใช่เทพเซียนหรือเหล่าปีศาจมารที่มีวิชาแก่กล้าก็ต้องเดินเท้าเท่านั้นและนี้คือเหตุผลที่ทำให้ไม่ค่อยมีคนเข้าใกล้ป่านี้ อากาศก็มีพิษ พื้นดินก็มีพวกเผ่าปีศาจอาศัยอยู่แต่ถึงกระนั้นท่ามกลางป่าแสนอันตรายกลับมีธารน้ำสายเดียวที่ไหลผ่านดอกหลันหลิ่งก็ขึ้นอยู่ใกล้บริเวณผาริมน้ำนั้นตามที่ในนิยายเคยกล่าวถึง
เหตุผลที่ดอกไม้นี้มีสรรพคุณถอนอาถรรพ์ได้ก็เพราะมันดูดซับอากาศพิษแต่ก็ยังได้น้ำใสบริสุทธิ์ชะล้างโอกาสเกิดน้อยมากเพราะส่วนมากดูดพิษมากไปก็จะเฉาตายไปก่อนจะบานมีเกสรนับสิบปีถึงจะมีสักดอก
ทั้งสองใช้เวลาอีกหนึ่งวันเพื่อมาถึงเมืองที่อยู่ใกล้ป่าพิษที่สุดนางฝากม้าไว้ที่เมืองนั้นเพราะสัตว์ต่างๆ ไม่ยอมเข้าใกล้เนื่องจากรู้สึกถึงภัยร้ายมีแค่นางกับเสี่ยวหรงเท่านั้นที่จะเดินทางต่อกันสองคน
“มันอันตรายนะเสี่ยวหรงข้าไม่อยากให้เ้าตามมา กลับไปรอข้าที่เมืองดีไหม”เซียนน้อยไถ่ถามครั้งสุดท้ายพลางมองไปที่ทางมุ่งสู่ป่าพิษ มืดมน วังเวงไร้สิ่งมีชีวิตโดยสิ้นเชิง นกก็ยังไม่บินผ่านก็หวั่นใจ
“ไม่ขอรับ ถ้าท่านไป เสี่ยวหรงก็จะไป”เด็กน้อยส่งสายตามุ่งมั่นแน่วแน่กลับมาแค่นางช่วยเขาไว้ครั้งหนึ่งเขาก็ภักดีกับนางเหลือเกินถึงชีวิตก็ยอมสละได้เลยหรือนี่
“งั้นมาเถอะ”ลู่อิงิยื่นมือเรียวบางออกมาให้เด็กชายได้จับเอาไว้แล้วจูงมือพาเดินตามเส้นทางมุ่งสู่ป่าพิษ
เดินอยู่หนึ่งชั่วยามก็ถึงชายป่าอากาศทะมึนกว่าที่คิดไว้ นี่ขนาดอยู่ที่พื้นดินอากาศยังหายใจลำบากขนาดนี้้าที่ว่าเข้มข้นกว่ามากนางคงเอาไม่อยู่
“ไหวไหมเสี่ยวหรง” อย่างไรนางก็เป็เซียนร่างกายรับไว้อยู่แล้วแต่เด็กน้อยข้างกายนี่สิเห็นทีต้องจัดการอะไรไว้ก่อน โชคดีที่จับมือไว้อยู่แล้วนางเลยส่งพลังผ่านฝ่ามือไปได้เลยอาการแสบตาและจมูกคงช่วยได้มาก
“ได้ขอรับ ข้าสบายดี”
“ถ้ามีอะไรแปลกๆ ก็เรียกข้านะ อย่าทำอะไรคนเดียวเด็ดขาด”แผนคือแอบย่องเข้าไปไม่ให้พวกปีศาจต่างๆที่อาศัยอยู่จับได้และเด็ดดอกไม้กลับออกมาเงียบๆ ก็แค่นี้จากนั้นก็มุ่งกลับถงเซี่ย
“ขอรับ แล้วดอกหลันหลิ่งเป็เช่นไรหรือ ข้าจะช่วยิเกอมองหา”สี่ตาดีกว่าสองตา บอกไว้ก็ดีจะได้ช่วยกันหา
“สีเหลืองนวลข้าก็รู้แค่นี้เช่นกัน แต่คงอยู่ริมผาใกล้สายธารนู้น”
“ิเกอรอบรู้นัก รู้แม้กระทั่งสีและตำแหน่ง ท่านรู้ได้อย่างไรหรือขอรับ?”เด็กน้อยเอ่ยถามอย่างไม่คิดอะไร
ส่วนนางจะให้ตอบยังไงดีล่ะที่รู้ก็เพราะนางอ่านจากนิยายไง โลกนี้คือนิยายนะ ก็ตอนนั้นพระเอกบุกเข้าป่าวาดมือสองสามทีก็ถึงสายธารกลางป่าเหาะลอยตัวเด็ดดอกหลันหลิ่งแล้วก็มุ่งกลับภพปีศาจเอาไปช่วยเมียที่รออยู่ซึ่งพลังต่างกับจากนางสิ้นเชิงไม่ต้องมาเดินดุ่มๆ เสี่ยงตายทั้งที่ไม่เสี่ยงอะไรเลยแต่พอเมียเห็นก็ซึ้งน้ำตาไหล ไปเอาดอกไม้หายากมาให้แล้วก็ตัดเข้าฉากโคมไฟอีกหนึ่ง
นางน่าจะมีพลังเก่งกล้าบางจะได้ทำอะไรแบบนั้นแต่ตอนนี้ทำได้แค่ขำๆ คิดแล้วก็อดสู ความเซียนปลอมๆ ของตนเอง
“อ่านๆ ในคัมภีร์มาน่ะ เรารีบเดินทางเถอะจะได้ออกมาก่อนมืด”ลู่อิงิรีบบอกปัดไม่ยากพูดถึงที่มาเยอะนางเดินนำไปทางเข้าโดยมีเด็กน้อยเดินตามหลังมาไม่ห่าง
เส้นทางแม้ไม่ชัดเจนแต่ก็เดินสะดวกเนื่องจากป่าพิษไม่มีต้นไม้ที่มีชีวิต ทั้งหมดล้วนแห้งตาย หญ้าต้นเล็กยังไม่มี จึงมองเห็นทุกอย่างคงไม่มีสัตว์มีพิษตัวไหนหลบซ่อนมาแว้งกัดได้แล้วยิ่งมากลางวันเช่นนี้แสงอาทิตย์ช่วยให้วิสัยทัศน์กว้างเสียแต่ว่าร้อนไปเสียหน่อย
“เอานี่ไปคุมไว้นะ แดดแรงเดี๋ยวจะไม่สบาย”ลู่อิงิถอดเสื้อคลุมตัวนอกส่งให้เด็กชาย ไม่อยากให้เขาเป็ลมแดดไปเสียก่อนดูหน้าตาแล้วคงจะอ่อนเพลียมากเหงื่อไหลซึมรอบกรอบหน้าขนาดนั้น
“ไม่เอาขอครับ ิเกอใช้คุมตัวท่านเถอะ แดดแรงนักเดี๋ยวผิวจะไหม้”ได้ยินเด็กน้อยเอ่ยเป็ห่วงกลับมาแบบนั้นนางก็อดหัวเราะที่เขากลัวผิวนางจะไหม้ไม่ได้ช่างน่าเอ็นดูนัก แต่เวลานี้อย่าสนเื่ผิวเลยห่วงว่าจะเป็ลมเป็แล้งไปก่อนดีกว่า
“อย่าห่วงผิวข้าเลย เป็ชายผิวคล้ำขึ้นหน่อยก็ดูดีเหมือนกันนะ”
“อืม..งั้นหรือขอรับ” แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็ไม่รับเสื้อคลุมนางไปอยู่ดี“ข้าก็ชาย คล้ำขึ้นก็ไม่เป็ไรหรอก”
โดนตอกกลับเช่นนี้นางก็ไปต่อไม่ถูกในเมื่อไม่รับนางจึงยกเสื้อคลุมใส่กลับเช่นเดิมออกเดินต่อและหวังว่าจะถึงใจกลางป่าทันเวลามืด
เดินมาก็นานแล้วตะวันเริ่มคล้อยไม่พบวี่แววสิ่งมีชีวิตของต้นไม้ที่อยู่ใกล้น้ำหรือเสียงแว่วของน้ำไหลแม้แต่น้อยไม่รู้ว่าเดินถูกทางไหม แต่แค่มุ่งเข้าใจกลางก็ควรจะพอแล้วนี่ ไม่คิดเลยว่าป่าพิษจะกว้างไกลขนาดนี้
“หิวน้ำหรือไม่ แวะพักก่อนได้นะ”ขนาดนางยังรู้สึกเหนื่อยล้าเลยเด็กมนุษย์จะไหวหรือ ทั้งแดดทั้งอากาศพิษพักสักหน่อยก็ยังดี พลังนางที่ใช้ไปตอนนี้ก็มากโขถ้ายังไม่เจอดอกหลันหลิ่งได้ลำบากของจริงแน่
“ได้ขอรับ” เมื่อเสี่ยวหรงตอบรับทั้งคู่ก็มองหาจุดเหมาะๆ สำหรับนั่งจนเจอกับจุดที่มีตอไม้ใหญ่พอจะนั่งได้สองคน จึงย้ายไปนั่งกันตรงนั้นหยิบน้ำอาหารเล็กน้อยที่เตรียมมาเด็กน้อยได้กินเพราะสำหรับนางอาหารมนุษย์ไม่สามารถฟื้นฟูพลังได้ต้องพวกโอสถทิพย์หรือยาปรุงจากของเซียนโอสถอะไรแบบนั้นเท่านั้น งั้นระหว่างที่ปล่อยให้เสี่ยวหรงได้ทานนางก็ขอทำสมาธิไปก่อนแล้วกัน
จนผ่านไปสักพักใหญ่ๆก็ต้องออกจากสมาธิเพราะเด็กน้อยสะกิดเรียกนางไม่หยุด
“ิเกอๆๆ ตรงนั้นมีอะไรแปลกๆ ขอรับ”เสี่ยวหรงเห็นอีกคนลืมตาแล้วก็ชี้จุดพร้อมร้องบอกสิ่งที่ตนเองเห็น“เหมือนอะไรเคลื่อนไหว ไม่รู้ว่าสัตว์หรือไม่”
ลู่อิงิจึงเพ่งมองจุดที่ไกลออกไปไม่น่าจะใช่สัตว์ เพราะพวกสัตว์ไม่น่าอาศัยอยู่ที่นี่นอกจากเป็พวกสัตว์ของพวกปีศาจเลี้ยงเอาไว้หรือถ้าร้ายแรงกว่าก็คงเป็พวกปีศาจเสียเอง
“เหมือนคนเลย” ไม่แปลกที่จะมองเป็คนพวกเผ่าปีศาจก็มีรูปลักษณ์คล้ายคนหรือบางที่ก็เหมือนคนจนแยกไม่ออกเลยเพราะงั้นหยุดพักไม่ได้เสียแล้ว เห็นทีต้องหลบก่อนดีที่พวกนั้นยังไม่รู้ถึงการมีตัวตนของทั้งสอง
“หลบเร็วเสี่ยวหรง”ลู่อิงิกึ่งลากกึ่งจูงเด็กชายให้หลบหนีด้วยความเร็วที่สุดที่สองขาจะพอขยับได้แต่ป่าก็เตียนโล่งมากไป ต้นไม้แห้งเหี่ยวเฉาไม่อาจจะบดบังทั้งสองได้เห็นทีต้องสร้างม่านล่องหนบดบังสายตาพวกปีศาจแล้วดีนะเ้าพวกนั้นดูจะเป็ปีศาจชั้นต่ำ ไม่งั้นม่านนี้คงไม่ได้ผลกับพวกมัน
“อยู่นิ่งๆ นะ”เซียนน้อยกระซิบข้างหูเด็กชายที่นางกอดเอาไว้แน่นไม่รู้เขาจะกลัวมากไหมนี่คงเป็การเห็นพวกเผ่าปีศาจครั้งแรก รอจนพวกมันผ่านไปจนหมดนางก็คลายม่านลงดูเหมือนจะเป็พวกปีศาจแมงป่องจากที่สังเกตลักษณะท่าทางในนิยายเคยกล่าวว่าพวกปีศาจแมงป่องชั้นต่ำจะมีกายสีดำมือใหญ่โตตาสีเหลืองอร่ามพวกนี้มีครบเลย นางพ่นลมอย่างโล่งใจเพราะเมื่อครู่ฉิวเฉียดมาก
“หืม ทำไมพวกมันไม่เห็นเราขอรับิเกอ”เด็กน้อยหันมาถามคนด้านหลังใบหน้าแทบแนบกัน นางจึงเอนศีรษะออกแล้วเดินห่างออกมา
“อ่า คือ..” คงจะบอกว่าต้นไม้บังอยู่ก็คงไม่น่าเชื่อสักนิดเหี่ยวเฉาแบบนี้จะบังคนตั้งสองคนได้อย่างไรแต่ยังไม่ทันจะได้หาเื่เลี่ยงคำถามเสียงดังออกไปห่างๆ ก็เรียกความสนใจเสียก่อน
“พวกมนุษย์”ปีศาจแมงป่องที่ไม่รู้ทำไมเดินผ่านไปแล้วดันหันกลับมาเลยเห็นทั้งสองอยู่ไกลๆเพราะตาเหลืองโตคุ้นชินที่นี่เป็อย่างดีละมั้ง อะไรแปลกไปนิดหน่อยก็คงรู้ได้
“ไปเร็วเสี่ยวหรง” ต้องหนีเท่านั้น ม่านล่องหนก็เอาไม่อยู่แล้ว