น้าขามขบกรามแน่นจนเห็นมัดกล้ามที่กรามปูดโปนแววตาดุดันอำมหิตจ้องลึกเข้าไปในตาของไอ้จ้อยเหมือนพยายามจะมองหาความขลาดกลัวแต่มันก็ต้องผิดหวัง เพราะไอ้สัตว์ตัวเล็กนี่ไม่มีแม้แต่ความไหวติงราวกับมันมองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าขวานนี้จะไม่ถึงชีวิต
"เ้าไม่กลัวตายจริง ๆ รึ?" น้าขามคำรามในลำคอเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นะเืพื้นดินจนฝุ่นทิพย์คลุ้งกระจาย
ไอ้จ้อยไม่ตอบ ไม่ขยับ และไม่หลับตาเขาสวมิญญานักแสดงเ้าบทบาทที่พร้อมสละชีพเพื่อความกวนโอ๊ย(แต่ข้างในใจน่ะเหรอ... 'พระช่วย! ถ้าหยุดไม่ทันหัวผมคงแยกเป็สองซีกยิ่งกว่ามะพร้าวอ่อนแน่ ๆ!')
"เออ... ยอมใจเ้าจริง ๆ วะ! หนังหน้าเ้ามันจะหนาเกินไปแล้ว!"น้าขามสบถออกมาอย่างเหลืออดก่อนจะกระชากขวานั์กลับไปพิงไว้ที่ข้างต้นกัลปพฤกษ์อย่างหัวเสียเขาทิ้งตัวลงนั่งลงตรงข้ามกับไอ้จ้อยด้วยท่าทางหงุดหงิดจัดแล้วเอื้อมมือไปคว้าเศษไม้กัลปพฤกษ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวกร้วม ๆเหมือนคนเคี้ยวอ้อยจนเสียงดังสนั่นไปทั้งป่า
เห็นได้ชัดว่า น้าขามไม่กล้าฆ่าเขาจริง ๆ อย่างที่การันต์คาดไว้เพราะความผิดติดตัวจากการพลั้งมือฆ่าครั้งก่อนมันค้ำคออยู่
เมื่อเห็นสถานการณ์คลี่คลาย ไอ้จ้อยจึงค่อย ๆผ่อนคลายร่างกายแล้วขยับท่านั่งไขว่ห้างพิงกองไม้ให้สบายขึ้น เขาแค่นยิ้มบาง ๆแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความข่มขู่:
"ในเมื่อเราตกลงกันได้แล้ว กติกาของผมง่ายมากน้า ข้อแรก...ผมอยากเป็เทวดา! ข้อสอง... ผม้าพลังทิพย์ หรือไอ้ที่พวกน้าเรียกว่า 'บุญฤทธิ์' นั่นแหละ เอามาให้เยอะที่สุด ถ้าจะให้ดีน้าช่วย ประสิทธิ์ประสาทวิชา หรือ ถ่ายทอดตบะบารมี ให้ผมสักพันปีหมื่นปีเลยยิ่งดีเผื่อผมจะมีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศกับเขาบ้างไม่ใช่ต้องมาวิ่งสี่ขาเป็กระรอกกระจอกแบบนี้!"
"พรวด!"
เศษไม้ทิพย์ที่น้าขามกำลังเคี้ยวอยู่นั้นพุ่งกระเด็นออกจากปากทันทีที่ได้ยินคำขอการันต์รีบก้มหลบแทบไม่ทัน แต่เศษไม้เล็ก ๆ ก็ยังกระเด็นมาโดนหูพวง ๆของเขาจนสั่นระริก
"ไอ้กระรอกจองหอง! เ้าคิดว่าเทวดามันเป็กันง่าย ๆเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไง?" น้าขามะโก้อง"แล้วจะเอา ตบะหมื่นปี รึ? เ้าไม่ไปปล้นหอพระเวทของพระอินทร์เลยล่ะ!"
การันต์กะพริบตาปริบ ๆ จ้องหน้าน้าขามนิ่ง ๆด้วยสายตาใสซื่อที่ดูแล้วกวนประสาทที่สุดจนเ้าั์กระต่ายเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกต้อนเข้ามุมเพราะเขารู้ดีว่าไอ้กระรอกนี่กำลังทำการ 'ปล้น' เขาอยู่ต่อหน้าต่อตานี่แหละ!
"ไอ้หนู... ใจเย็นสิ ฟังข้าก่อน"น้าขามถอนหายใจยาวพลางนั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าไอ้จ้อย ท่าทางดูเคร่งขรึมขึ้น"ข้าจะบอกความจริงเบื้องต้นให้เ้าเข้าใจก่อน 'เทพ'กับ 'เทวดา' น่ะมันคนละเื่กันเทพคือพวกที่มีตำแหน่งรับใช้บน์ มีภาระหน้าที่ มีกฎเกณฑ์ส่วนเทวดาน่ะคือพวกที่เสวยบุญมีอิสระเสรี เ้าอยากจะเป็ตัวอะไรกันแน่?"
"ผมอยากเก่ง! อยากมีชีวิตที่ยืนยาวและเท่ะเิ!"การันต์สวนกลับทันควัน
น้าขามมองสำรวจร่างกายที่เล็กจ้อยและการะโไปมาของการันต์แล้วส่ายหัวอย่างระอา"ด้วยสังขาร กะปลกกะเปลี้ย ของเ้าน่ะเหรอจะเป็เทวดา? ถ้าข้ายังรักษาอาการป่วยของเ้าไม่ได้เ้าก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันหรอก"
หัวใจของการันต์กระตุกวูบ "ไม่กี่วัน? น้าหมายความว่ายังไง?"
น้าขามยิ้มเยาะที่มุมปาก "อ้าว...นึกว่าไม่กลัวตายเสียแล้ว"
"ไอ้กลัวน่ะมันก็กลัวน้า แต่ถ้าเลือกได้ใครจะอยากลาโลกซ้ำสองล่ะ!"การันต์โวยวาย
"งั้นข้าจะบอกให้ว่าเ้าจะตายยังไง" น้าขามเริ่มอธิบาย"ร่างกระรอกของเ้าน่ะไม่ใช่กระรอกป่าธรรมดาแต่มันมีพลังทิพย์แฝงมาั้แ่เกิด ทว่า 'เรี่ยวแรงชีวิต'หรือบุญเก่าของเ้านั้นมันพร่องไปั้แ่ยังไม่ลืมตาดูโลก พูดง่าย ๆคือเ้าเกิดมาพร้อมภาวะ ขาดบุญฤทธิ์หล่อเลี้ยงกายทิพย์ อย่างรุนแรงร่างกายเ้าโตขึ้นทุกวัน แต่ ตบะบารมี ที่จะมาหล่อเลี้ยงธาตุในตัวกลับไม่มีเพียงพอเมื่อไหร่ที่เ้าดูดซับพลังรอบตัวมาใช้ไม่ทันอวัยวะเ้าก็จะเหี่ยวเฉาและดับไปเอง"
น้าขามหยุดจังหวะพลางชี้ไปที่ต้นไม้"ที่เ้าทนแทะเปลือกไม้กัลปพฤกษ์มาตลอดก็เพื่อ ต่อชะตา ไปวัน ๆแต่นั่นมันแค่เศษเสี้ยวพลัง... เ้ารู้ไหมว่าถ้าไม่ได้แม่นางจันทร์ยอมสละ 'พลังชีวิต' หรือแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลของนางมาหล่อเลี้ยงเ้าไว้ป่านนี้เ้าคงกลายเป็กระรอกแห้งเฝ้าถ้ำไปนานแล้ว"
คำบอกเล่าของน้าขามทำให้การันต์รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางอก"อะไรนะ? แม่นางจันทร์สละพลังชีวิตให้ผมงั้นเหรอ?"
"เออสิ!" น้าขามพยักหน้า "นางจันทร์น่ะมีกายทิพย์พิเศษนางไม่ได้ฝึกอาคมอะไร แต่นางสามารถดูดซับพลังธรรมชาติเก็บไว้ในตัวได้ แต่นางกลับยอมเจียดพลังส่วนนั้นที่เป็รากฐานชีวิตของนางมาป้อนให้เ้าบ่อยครั้งจนนางอิดโรยเ้ารู้ไหมว่าร่างกายเ้าน่ะมันคือหลุมดำดี ๆ นี่เอง ยามเ้าหมดสติสัญชาตญาณจะสั่งให้ร่างนี้สูบทุกอย่างรอบตัว ยิ่งเ้าโตขึ้นเ้าก็ยิ่งสูบนางมากขึ้น นางเองก็รู้... แต่นางก็ยังเต็มใจทำ"
การันต์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ใจอย่างรุนแรงเขานึกถึงภาพแม่นางจันทร์ที่มักจะดูอ่อนเพลียหลังดูแลเขา... 'เธอยอมเอาชีวิตมาแลกกับกระรอกอย่างผมเนี่ยนะ?'
"น้า... มีวิธีรักษาผมไหม?" น้ำเสียงของการันต์เปลี่ยนไปเป็จริงจัง
น้าขามดีดนิ้วดัง เป๊าะ! "วิธีน่ะมีทั้งง่ายและยากข้อที่ง่ายคือต้องเติมพลังทิพย์และพลังชีวิตเข้าปอดเ้าให้เต็มพิกัดเ้าถึงจะหายป่วยและเริ่มฝึกวิชาอาคมได้จริง ๆ แต่ข้อที่ยากคือ...เ้าดันมาอยู่บนดวงจันทร์ที่กันดารพลังชีวิตที่สุดแห่งหนึ่งในวิมาน์ต่อให้เ้ากินต้นกัลปพฤกษ์ทั้งดวงจันทร์ก็ช่วยไม่ได้หรอกข้าว่าเ้าน่ะน่าจะหาที่เงียบ ๆ แล้วลาโลกไปเสียเถอะจะได้ไม่เป็ตัวซวยคอยสูบชีวิตแม่นางจันทร์อีก"
การันต์ก้มหน้าลง หูที่เคยตั้งชันตกลู่ลงมาด้วยความหดหู่ 'นี่ผมมันตัวถ่วงจริง ๆ เหรอวะ...’แต่ในขณะที่เขากำลังเศร้าซึมเขาก็แอบเห็นสายตาของน้าขามที่ชำเลืองมองเขาด้วยท่าทางแปลก ๆเหมือนกำลังแอบลุ้นอะไรบางอย่าง
'เดี๋ยวนะ...' การันต์คิดในใจ 'สายตามีพิรุธแบบนี้มันคุ้นๆ เหมือนพวกหัวหมอเลยแฮะ'
ทันใดนั้นไอ้จ้อยก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟัน "น้าขาม...น้าเป็เทวดาใช่ไหม?"
"ก็เออสิวะ! เทพบริวารเฝ้าดวงจันทร์มาเป็หมื่นปีแล้ว!"น้าขามยืดอกภูมิใจ
"งั้นน้าก็ต้องมีอิทธิฤทธิ์มหาศาล มีพลังชีวิตล้นปรี่และมีเรี่ยวแรงทิพย์เหลือใช้เลยล่ะสิ?" การันต์ถามด้วยน้ำเสียงเคารพบูชาแบบประชดประชัน
"แน่นอน!" น้าขามตอบรับโดยไม่ทันคิด
"น้าขามผู้เป็ะ อายุยืนหมื่นปี!" ไอ้จ้อยะโตัวลอยขึ้นมาปรบมือ"ในเมื่อน้ามีเยอะ น้าก็แบ่งให้ผมซดสักอึกสองอึกสิ น้าแกร่งจะตายแบ่งมานิดหน่อยขนหน้าแข้งน้าไม่ร่วงหรอก!"
น้าขามตาโตเท่าไข่ห่าน รีบถอยหลังกรูด "ฝันไปเถอะไอ้กระรอกผี!จะมาสูบบุญข้ารึ? อย่าได้คิดแม้แต่ปลายก้อย!"
พูดจบเ้าั์กระต่ายก็คว้าขวานเตรียมจะเดินหนีเพื่อตัดรำคาญ
"น้าจะไปไหน!" การันต์ะโก้อง"นั่นรถม้าพระอินทร์เสด็จมาหรือเปล่าน้า!"
น้าขามชะงักและรีบหันขวับไปมองทางท้องฟ้าด้วยความใตามสัญชาตญาณของคนที่กลัวเบื้องบนจังหวะนั้นเองไอ้จ้อยก็กระโจนพรวดเดียวเข้าไปคว้าขากางเกงรุ่งริ่งของน้าขามไว้แน่นแล้วปีนป่ายขึ้นไปตามมัดกล้ามขาอย่างรวดเร็ว!
"เฮ้ย! ทำอะไรของเ้า!" น้าขามโวยวายพลางสะบัดขา
ไอ้จ้อยไต่ขึ้นมาจนถึงเอวแล้วคว้าหมับเข้าที่สายรัดเอวของน้าขามไว้แ่าประดุจตุ๊กแกเกาะผนังพร้ะโกนลั่น: "ถ้าน้าไม่แบ่งบุญฤทธิ์ให้ผมดูดสักนิดผมจะเกาะติดน้าเป็ิญญาพยาบาทแบบนี้แหละ น้าจะไปสวดมนต์หรือไปขี้ไปเยี่ยวที่ไหนผมก็จะตามไปประจานความใจแคบของน้าให้เทวดาทั้ง์ฟังให้หมดเล้ย!"