หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 โปรดสัตว์ (ยามหนึ่ง)

            ชั้นหนังสือสูง กลิ่นหมึกคละคลุ้ง

            กลิ่นหอมของกระดาษใหม่อบอวลรวมกัน ระหว่างชั้นหนังสือทั้งสอง มีเด็กชายและเด็กหญิงกำลังยืนประจันหน้ากัน

            รูปร่างของทั้งสองไม่ได้สูงโปร่ง

            คนหนึ่งเป็นเณรน้อย ศีรษะล้านไร้เส้นผมนั้นสะท้อนแวววาว ปรากฏรอยแผลเป็น อีกคนหนึ่งเป็นเด็กหญิง ผมสั้นๆ นั้นชี้โด่ชี้เด่ไปคนละทิศละทาง

            “ข้ารู้ความลับของท่าน ท่านรู้ความลับของข้า ความลับระหว่างเราทั้งสองไม่ว่าใครก็ห้ามแพร่งพรายออกไป” เฉินโย่วชี้ไปยังดวงตาของเณรน้อยแล้วกล่าวขึ้น

            เณรน้อยพยักหน้าเบาๆ

            ทว่าความสงสัยของเขาก็ยังไม่คลาย จึงยกมือขึ้นลูบศีรษะล้านๆ ของตนแล้วกล่าวขึ้น “หากเจ็บเช่นนั้น ไฉนจึงยังกินจนอ้วนได้เล่า”

            เฉินโย่วเมื่อได้ยินเณรน้อยกล่าวว่าตนอ้วนก็ไม่ชอบใจนัก ทว่าก็ยังคงอธิบายให้เขาฟัง “ข้ากินเก่ง ทั้งยังกินได้มาก พออ้วนเข้า พี่ชายกับน้าสาวก็ดีใจนัก”

            “โยมมีนามว่าอะไร” เณรน้อยเอ่ยถามขึ้น

            “ข้ามีนามว่าเฉินโย่ว ลู่เฉินโย่ว พี่ชายข้าบอกว่าข้าเป็นเด็กที่ได้รับการคุ้มครองจากเทพยดา” เฉินโย่วยามกล่าวไปก็ยื่นเมล็ดอ่อนของผลไม้ให้

            “เจ้าเมล็ดนี้กินแล้วจะฉลาด ท่านเล่ามีนามว่าอะไร”

            เณรน้อยรับเมล็ดอ่อนใส่เข้าปาก กินจนแหลกอยู่พักหนึ่งก็ไม่รู้สึกถึงรสหวานอันใด ทว่ากลับมีกลิ่นหอมซ่านออกมาจนในปากนั้นอวลไปด้วยกลิ่นหอม

            “ฉายานามอาตมาคือสือชี ส่วนนามเดิมที่ครอบครัวตั้งให้นั้น ท่านอาจารย์ไม่เคยบอกว่ามีนามว่าอย่างไร ทว่าพี่ชายของโยมนั้นโกหกโยมแล้ว  ปวงเทพมิได้คุ้มครองใครง่ายดายหรอก” เณรน้อยกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

            เฉินโย่วไม่ชอบยามใครกล่าวว่าพี่ชายโกหกตนนัก

            นางไม่เบิกบานใจเลย

            “พี่ชายไม่มีทางโกหกข้า”

            นางไม่อยากสนทนากับเณรน้อยแล้ว เพิ่งสนทนากันได้ครู่เดียว เขากลับทำนางอารมณ์เสียตั้งหลายครั้ง

            ช่างเป็นเณรน้อยที่น่ารังเกียจนัก

            นางเห็นว่ายามพี่ชายให้คนทำอะไรให้ เขาก็จะมอบเงินให้ นางคิดไปคิดมา จึงยื่นลูกปัดเม็ดสีฟ้าอ่อนให้เณรน้อย

            “ให้ท่าน แต่ท่านต้องช่วยข้ารักษาความลับ”

            แม้เณรน้อยจะกล่าวว่าเขานั้นไม่มีทางเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ทว่าเขาก็ยังยื่นมือมารับลูกปัดไปอยู่ดี

            “อาตมาจะช่วยรักษาความลับให้ กระทั่งกับท่านอาจารย์ อาตมาก็จะไม่เล่า โยมวางใจเถิด”

            เขาเองก็อยากจะหาของมามอบให้เด็กหญิงตรงหน้าตนเช่นกัน ทว่าบนร่างตนนั้นเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเลย ไม่มีทั้งของกิน ลูกปัด และเงิน

            มีเพียงเชือกสีแดงที่ห้อยคอไว้

            เขาเองก็ไม่อยากรับของจากเด็กหญิงมาเปล่าๆ ทั้งลูกปัดเม็ดสีฟ้านี้ก็ช่างงดงามเหลือเกิน เขาจึงปลดเชือกสีแดงบนคอ ยกให้นางเช่นกัน

            “สิ่งนี้ให้โยม”

            เฉินโย่วมองแล้วก็เห็นเป็นหินสีเขียวดูเย็นตาก้อนหนึ่ง

            ดูแล้วก็สวยดี

            เมื่อนางรับมาก็สวมใส่บนคอตนทันที

            ทว่านางนั้นอ้วนกว่าเณรน้อย ศีรษะก็ใหญ่ เชือกก็สั้นนัก ยามจะใส่ก็พาลรั้งอยู่บนใบหน้าของนาง

            เณรน้อยเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกออกมา เขาจึงยื่นมือออกไปช่วยดึงเชือกให้ค่อยๆ เลื่อนลงมาด้านล่าง

            เมื่อสัมผัสโดนหน้าของนางก็รู้สึกได้ถึงความร้อน

            เขามองสร้อยที่ตนเคยสวมใส่ไปอยู่บนคอของเด็กอีกคน ในใจก็เกิดรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา

            ท่านอาจารย์ไม่เคยกล่าวอะไร เห็นทีมอบของให้ผู้อื่นเช่นนี้ก็คงไม่เป็นไรกระมัง

            เณรน้อยประนมมือทั้งสองขึ้น ก่อนกล่าวลาเด็กหญิงตรงหน้า

            ท่านอาจารย์ยังคงอ่านตำราอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนเป็นอีกเล่มหนึ่ง เขาจึงเลือกตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วลองตั้งใจอ่านเช่นกัน

            สีหน้าของเณรน้อยดูแล้วช่างคล้ายกับอาจารย์ของตนนัก ราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ ใบหน้าจริงจังนั้นยังคงแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

            แสงในร้านหนังสือสว่างนัก ทั้งยังมีหน้าต่างสูงอีกมากมาย

            บัดนี้แสงตะวันค่อยๆ สาดส่องลงมาบนเล่มตำรา รวมทั้งอาบร่างทั้งสองที่กำลังยืนอ่านตำราอยู่ หน้ากระดาษยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหมึก ยามอยู่ใต้แสงตะวันจึงทำให้มันยิ่งดูงดงามเป็นพิเศษ ราวกับทุกตัวอักษรนั้นกำลังร่ายรำ

            ภิกษุชรายังคงตกอยู่ในภวังค์

            เณรน้อยเองก็อ่านได้รวดเร็วเช่นกัน ด้วยยามที่อยู่บนภูเขาหิมะนั้น การอ่านตำรานับเป็นเรื่องยากเข็ญสำหรับเขา ตำราไม้ไผ่ช่างหนักอึ้งราวกับหิน ลำพังเขาก็แทบจะยกมันขึ้นมาไม่ไหว ยามอ่านทุกครั้งนั้นเขารู้สึกอยากจะนอนราบอ่านกับพื้นเสียเหลือเกิน ทว่าหากถูกท่านอาจารย์พบเข้า เขาคงได้ก้นลายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะยามอ่านตำรานั้นสิ่งที่ท่านอาจารย์ไม่อนุญาตอย่างเด็ดขาดคือท่าทางที่ไม่สำรวม

            มือน้อยๆ ของเขาจึงจำต้องยกตำราไม้ไผ่หนักๆ พวกนั้น สำหรับเขาแล้วการอ่านตำราพวกนั้นเพียงหนึ่งวันยังเหนื่อยยิ่งกว่าการทำงานหนักตลอดทั้งวันอีก

            เมื่อเทียบกันแล้วตำราหนังแพะนั้นเบากว่าตำราไม้ไผ่มากนัก เพียงแต่หนังแพะในช่วงแรกๆ นั้นส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนเกินทน

            กลิ่นแปลกๆ ของมันยามอ่านตำรานั้น ชวนให้สมองมึนงงไปหมด

            ทว่าตำราในมือเขานี้ช่างให้ความรู้สึกดีกว่ากันมากโข ทั้งเบาและไม่มีกลิ่นประหลาด กลับกันยังมีกลิ่นหอมน่าดมโชยมา

            เณรน้อยจึงตั้งใจอ่านตำราในมือตน

            เพียงแต่เมื่ออ่านไปได้ครู่เดียวก็ฟุ้งซ่านขึ้นมา ด้วยเพราะเด็กหญิงผมชี้นั้นเดินผ่านมา

            แม้ว่าสายตาเขาจะยังจับจ้องไปที่ตำรา และไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่เขาก็ยังคงสัมผัสได้

            ความจริงแล้วก็เพราะเด็กหญิงนั้นตัวหอมนัก อืม ตัวนางหอมอวลไปด้วยกลิ่นอาหาร น่าจะเป็นเพราะกระเป๋าของนางอัดแน่นไปด้วยอาหารอร่อยมากมาย

            เณรน้อยจึงค่อยๆ ลอบเงยหน้าขึ้นมา เป็นจริงดังคาด เด็กหญิงยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก

            นางไม่ได้กำลังอ่านอันใดอยู่ แต่กำลังเขย่งเอื้อมไปหยิบตำราบนชั้นลงมา ทว่าตัวนางยังสูงไม่พอ ขาดอีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น

            เณรน้อยเห็นดังนั้นจึงวางตำราลง แล้วแอบย่องหนีไปอีกครั้ง

            “อาตมาจะช่วยโยมเอง”

            เฉินโย่วหันไปมองเณรน้อยที่รูปร่างสูงพอกับตน ในใจก็พลันเหยียดหยาม

            “ท่านไม่ได้สูงกว่าข้าสักหน่อย”

            เมื่อเณรน้อยลองวัดดูก็พบว่าเขากับนางนั้นสูงไล่เลี่ยกันจริงๆ เพียงแต่บนศีรษะนางนั้นมีจุกผมชี้อยู่ จึงทำให้ดูสูงกว่าตน

            หากเขามีผม เขากับนางก็คงจะสูงพอๆ กัน

            เณรน้อยนั้นได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ได้นึกโกรธ เพียงหันกายไปยกเก้าอี้มาทางเด็กหญิงตัวหนึ่ง

            “เพียงแค่ขึ้นไปยืนบนนี้ก็ใช้ได้แล้ว” เณรน้อยกล่าวขึ้นพร้อมใบหน้ายิ้มแป้น

            บนภูเขาไม่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเฉินโย่ว ยามที่ได้พบเณรน้อยครั้งแรกนางจึงรู้สึกสนิทสนมขึ้นมา แม้ว่าเณรน้อยมักจะชอบพูดจาให้นางรู้สึกไม่เบิกบานใจ ทว่ายามกระทำการใดเขาก็นับว่าเป็นคนเก่งทีเดียว

            เมื่อเฉินโย่วขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ เณรน้อยก็เป็นกังวลว่านางจะยืนไม่มั่นคง จึงขึ้นไปยืนด้วยเช่นกัน

            ที่แท้ชั้นบนนี้ก็มีหนังสือภาพนี่เอง

            ยามอยู่บนภูเขาหิมะเณรน้อยก็เคยเห็นหนังสือภาพมาบ้าง ทว่าหนังสือเหล่านั้นล้วนเป็นหนังสือบทกวี

            ทุกภาพที่ปรากฏด้านหลังจะมีบทกลอนยาวยืดเขียนไว้ ทั้งบทกลอนเหล่านี้เขาล้วนต้องท่องจำให้ได้ทั้งหมด

            ทว่าหนังสือภาพตรงหน้าเขานี้เหมือนจะเป็นหนังสือรวมเคล็ดลับวรยุทธ์ล้ำค่า

            บนหน้าปกยังมีภาพวาดใบหน้าหมดจดของชายหนุ่มและหญิงสาววาดไว้

            ทว่าความหมายบนปกหนังสือนั้นเขากลับไม่ค่อยเข้าใจนัก เล่มแรกคือ ‘บัณฑิตและแม่นางสี่สิบแปดกระบวนท่า’ หรือ ‘เจ็ดสิบสองศิลปะในห้องหอ’ หรือ ‘สิบตำรับกำราบแม่ทัพ’

            “โยมอยากได้หนังสือพวกนี้ไปฝึกวรยุทธ์หรือ”

            “ข้าไม่ได้อยากฝึกวรยุทธ์ ข้าเพียงอยากซื้อตำราสักเล่มไปมอบให้ท่านอาจารย์ข้า ท่านอาจารย์ชอบเรื่องการศึกษา เขากล่าวว่าตำรามากมายล้วนอ่านจนหมดแล้ว เช่นนี้เขาย่อมจะต้องชอบหนังสือภาพอย่างแน่นอน”

            “โอ้ เจ้ามีอาจารย์ด้วยหรือ ข้าไม่มีท่านอาจารย์แบบเจ้า มีแต่ท่านอาจารย์ที่เป็นภิกษุ ทั้งยังมีศิษย์พี่อีกมากมาย แล้วยังมีท่านอาจารย์อา”

            เณรน้อยระหว่างกำลังสนทนาก็หยิบหนังสือภาพเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู

            ผลลัพธ์คือเพียงแค่เปิดไปหน้าแรกก็เห็นคนสองคนที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ห่มกายกำลังต่อสู้กัน

            ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเณรน้อยพลันแดงซ่าน จากนั้นจึงรีบปิดหนังสือทันที

            เมื่อเห็นว่าเฉินโย่วกำลังจะเปิดหนังสือ เขาก็พลันยื่นมือไปคว้ามือนางเอาไว้ไม่ให้เปิดดู

            มืออ้วนๆ ของนางจึงถูกเขากดเอาไว้

            “มีอะไรหรือ”

            “โยมดูไม่ได้หรอก มันเป็นภาพมนุษย์กำลังก่อกรรมทำชั่วกันอยู่ เชื่ออาตมาเถิด อาตมาไม่ได้โกหกโยมอย่างแน่นอน”

            เฉินโย่วพลันหน้านิ่วคิ้วขมวด นางเห็นว่าด้านข้างนั้นมีคำเตือนเขียนไว้ว่าไม่อนุญาตให้สตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น และบุรุษที่ยังไม่ถึงวัยหนุ่มอ่าน เพราะเหตุนี้นางจึงได้คิดซื้อหนังสือเหล่านี้ให้อาจารย์

            ท่านอาจารย์ของนางนับว่าเป็นหนุ่มแล้ว

            แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเณรน้อย นางก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่าปกตินั้นนางจะแสนซนจนชวนให้ปวดหัวก็ตาม ทว่าข้อดีข้อหนึ่งของนางก็คือนางเป็นเด็กที่เชื่อฟังคำสั่งสอนนัก

            นางเห็นว่าเณรน้อยมีท่าทางเคร่งเครียดถึงเพียงนี้ แสดงว่าย่อมต้องมีปัญหาจริงๆ

            “อาตมาช่วยโยมหาตำราให้ท่านอาจารย์ของโยมดีกว่า”

            เณรน้อยก้าวลงจากเก้าอี้ก่อน แล้วจึงประคองเฉินโย่วให้ตามลงมา

            จากนั้นเณรน้อยจึงย้ายเก้าอี้ไปวางอีกด้านหนึ่ง ประจวบเหมาะกับตอนที่เขาเหลือบไปเห็นคัมภีร์ซานไห่จิง

            เณรน้อยจึงใช้ชายอาภรณ์ยาวที่ทั้งกว้างทั้งใหญ่ของตนเช็ดเก้าอี้นั้นสองสามที จากนั้นจึงนั่งเคียงข้างเฉินโย่วแล้วอ่านมันพร้อมกัน

            เณรน้อยเพิ่งจะเคยได้อ่านเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก

            เด็กทั้งสองนั่งอ่านไปพร้อมกับกินของว่างไป

            “เจ้านกตัวนี้อาตมาเคยเห็น” เณรน้อยชี้ไปที่เจ้านกยักษ์ในหนังสือ

            เฉินโย่วจึงกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “เคยเห็นแล้วอย่างไรเล่า บ้านข้าก็เลี้ยงนกแบบนี้ไว้ตัวหนึ่ง ทั้งข้ายังเคยต่อยตีกับมันด้วย”

            เณรน้อยหันหน้ามองเด็กหญิงผมจุกข้างตน จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ ในใจไม่ได้คิดว่าเด็กสาวกำลังคุยโม้โอ้อวดแม้แต่น้อย เพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งจะได้เห็นว่าร่างวิหคของเด็กหญิงนั้นแท้จริงตัวใหญ่ยิ่งกว่าเจ้าอินทรีศักดิ์สิทธิ์มากนัก

            เวลาล่วงเลยราวกับสายน้ำ เพียงแต่บัดนี้สายน้ำนั้นช่างไหลเอื่อยเฉื่อยนัก ทั้งยังเต็มไปด้วยความตั้งใจ

            “สือชี เมื่อท่านโตแล้วอยากทำอะไร” เฉินโย่วที่ยังมีลูกพลับเต็มปากถามขึ้นด้วยเสียงอู้อี้

            “อาตมาอยากโปรดสัตว์ทั้งปวง” เณรน้อยตอบขึ้นอย่างขึงขัง

            “แล้วสิ่งใดคือการโปรดสัตว์ทั้งปวงเล่า” เฉินโย่วถามขึ้นอย่างสงสัย

            “เอ่อ ก็คือต้องการช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์อย่างไรเล่า แล้วโยมอยากทำสิ่งใด”

            “ข้าโตแล้วก็เป็นสรรพสัตว์เสียก็สิ้นเรื่อง!”

            เณรน้อยรู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะทะแม่งๆ ทว่าก็รู้สึกว่าช่างสมบูรณ์แบบ จึงได้แต่พยักหน้าแรงๆ เป็นการตกลง

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392