อรุณรุ่งสาดแสงสีทองหม่นลอดผ่านม่านหมอกเหนือหมู่บ้านซื่อหาน ความหนาวเหน็บของยามเช้ายังคงเกาะอยู่ทั่วอากาศ แต่มันกลับไม่อาจแทรกซึมเข้าไปในใจของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมลำธารด้านหลังหมู่บ้าน
หลิงเซียวหลับตาแน่น มือขวากำแน่นราวจะบดสิ่งที่จับไว้ให้แหลกละเอียด — เศษหินแหลมขนาดเท่าฝ่ามือ
ร่างกายเขายังอ่อนล้า แต่พลังปราณกลับเริ่มไหลเวียนอย่างมั่นคงเป็ครั้งแรก
นั่นคือผลของการ “ปลุกพลัง” เมื่อคืน
ผลที่เกิดจากคัมภีร์สัตว์เทพา
“พลังนี้…ต่างจากที่เคยได้ยิน”
เขาพึมพำ พลางลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แววตาคู่นั้นสงบนิ่ง ยิ่งกว่าใครในวัยเดียวกัน
หลิงเซียวค่อย ๆ หายใจเข้าอย่างลึก พลังปราณที่หลอมรวมกับโลหิตทมิฬหมุนเวียนอย่างช้า ๆ ไปตามเส้นพลังในร่าง มันหนืด หนัก เย็น และร้อนในเวลาเดียวกัน คล้ายลาวาที่ลึกอยู่ใต้ชั้นดิน พร้อมจะปะทุทุกเมื่อ
“นี่ไม่ใช่พลังปราณที่บริสุทธิ์ของสายเืเทพ…แต่มันแข็งแกร่งกว่าพวกนั้นในระยะยาว”
จากความทรงจำของเขาในชาติก่อน รวมกับสิ่งที่เขารู้จากโลกนี้
หลิงเซียวมั่นใจว่าโลหิตทมิฬของเขาคือการกลายพันธุ์บางอย่าง — อาจจะเป็การกลืนพลังิญญา หรือเป็สายเืที่เคยเชื่อมกับสัตว์เทพจริง ๆ
และเขาเพิ่งจะ “เริ่มต้น” เท่านั้น
⸻
“เ้าจะทำอะไรกับเชือกเก่า ๆ นั่นอีกล่ะ? ข้าคิดว่าเ้าโยนทิ้งไปแล้วเสียอีก”
เสียงท่านปู่เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง
หลิงเซียวหันไปยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่เคยโยนมันทิ้งเลย ท่านปู่”
เชือกเส้นนั้นคือสิ่งเดียวที่เขาใช้ฝึกฝนมาตลอดเจ็ดปี
มันถูกถักจากหนังสัตว์ป่าด้วยมือของเขาเอง ถึงจะขาดบ้าง รุ่ยบ้าง แต่เขาก็ซ่อมมันใหม่ทุกครั้ง
“ตอนนี้…ข้าอยากให้มันกลายเป็ ‘อาวุธ’ จริง ๆ สักที”
หลิงเซียวเดินกลับเข้ากระท่อม ก่อนจะนำเศษโลหะและฟันเขี้ยวของสัตว์ที่เขาเคยเก็บไว้ตอนเข้าป่ามาเริ่มดัดแปลง
เขาจดจำกลไกหลายพันรูปแบบจากชาติก่อน การเชื่อมต่อพลังงาน เส้นเคเบิล การถ่วงน้ำหนัก และกลศาสตร์แบบ “อ่อนดัดได้”
แม้ในโลกนี้ยังไม่มีเครื่องมือเ่าั้ แต่ในหัวเขา กลับสามารถจำลองโครงสร้างได้ครบถ้วน
“เริ่มจากเบา เคลื่อนไหวไว และควบคุมได้ด้วยมือเดียว…”
เชือกที่เคยเป็ของเล่นยามว่าง ถูกตัดและผูกเข้ากับเขี้ยวสัตว์ดัดโค้ง
ในที่สุด สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือนั้นก็เริ่มมีรูปร่างคล้าย “คุไนติดโซ่” — มีทั้งคมตัด น้ำหนักถ่วง และความยืดหยุ่นเพียงพอจะควบคุมกลางอากาศได้
“อาวุธของข้า…เริ่มต้นแล้ว”
เขากระซิบกับตัวเอง พลางหยิบมันขึ้นมาลองสะบัด
โซ่หนังพุ่งวูบไปข้างหน้า เฉียดก้อนหินแล้ววกกลับด้วยแรงเฉื่อย
“เร็ว…แต่ยังเบาไปหน่อย”
“ไว้ข้าเสริมเหล็กจากชิ้นส่วนอาวุธพัง ๆ ในตลาดเมืองหลวง จะได้มีฐานทัพมวลดีขึ้น”
ท่านปู่มองจากมุมหนึ่งของเรือน เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หลานชายทำมากนัก แต่แววตาของเด็กชายที่เคยสิ้นหวังเมื่อวาน กลับเปลี่ยนเป็แข็งแกร่งมั่นคงในยามนี้
⸻
เย็นวันนั้น
เสียงระฆังลั่นทั่วหมู่บ้านซื่อหาน — เป็สัญญาณว่ามีคนาเ็หนักจากอสูรป่า
หลิงเซียวกับท่านปู่รีบเดินไปยังจัตุรัสกลางหมู่บ้าน พบฝูงชนมุงดูชายวัยกลางคนซึ่งนอนจมกองเื ชาวบ้านรีบรักษา แต่แผลนั้นฉกรรจ์เกินกว่าจะเย็บได้
“ฝูงหมาป่าเขียวลงมาจากเขาเฟยหยุน พวกมันดุร้ายกว่าปีไหน ๆ!”
เสียงผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ย “พวกเราต้องขอความช่วยเหลือจากตระกูลหลิง…”
“เสียใจด้วย” เสียงแหลมของเด็กวัยรุ่นดังขึ้น — หลิงจื้อ
เขาเดินเข้ามาพร้อมศิษย์ตระกูลอีก 4-5 คน ใบหน้าหยันเย้ย
“พวกเราได้รับคำสั่งแล้วว่าจะไม่ส่งกำลังไปช่วยหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างซื่อหาน นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของสาขาหลัก”
คำพูดนั้นทำให้หมู่บ้านเงียบงัน
หลิงเซียวกัดฟันแน่น เขาเดินฝ่าฝูงชนออกมาอย่างช้า ๆ
“พวกเ้า…จะปล่อยให้เด็กกับคนชราถูกอสูรสังหาร?”
หลิงจื้อหัวเราะเยาะ “ถ้าเ้าเก่งนัก เ้าก็ไปช่วยเองสิ”
“ดี” หลิงเซียวเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าจะไป”
เสียงเขาดังชัดทั่วลานจัตุรัส ทุกสายตาหันมาจ้องมองเด็กชายที่ “ฝึกพลังปราณไม่ได้” ผู้เพิ่งตกเหวกลับมาเมื่อวาน
หลิงเซียวผละจากฝูงชน เดินหายเข้าไปในป่า โดยไม่มีใครตามไปแม้แต่คนเดียว
เมื่อเข้าไปในป่าเขาเฟยหยุน กลิ่นคาวเืเจือปนอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน
ร่องรอยเท้าหมาป่าเขียวชัดเจนตามพื้นดิน ใบไม้ถูกรอยเล็บฉีกขาด และต้นไม้ล้มเป็แนว
หลิงเซียวเดินช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกย่างก้าวระวังเสียงและกลิ่น เขาใช้ความรู้จากโลกเดิมเกี่ยวกับการล่าและดักจับในพื้นทีู่เา มาประยุกต์กับโลกยุทธ์ใบใหม่นี้
“หมาป่าเขียว…” เขาพึมพำ “…ดวงตาไว กลิ่นดี แต่หูไม่ไวเท่าไหร่”
เขานั่งยอง ๆ หยิบฝุ่นดินขึ้นมากำแล้วโปรยลงเบา ๆ ดูทิศทางลม
ทันใดนั้น เสียงหอบหายใจเบา ๆ ดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านข้าง
หลิงเซียวสะบัดคุไนติดโซ่ในมือหมุนรอบเอว แล้วโยนออกไปด้วยแรงเหวี่ยง
เสียง “ฉัวะ!” ดังขึ้นก่อนเสียงร้องโหยหวน หมาป่าตัวหนึ่งถูกฟาดเข้าที่ต้นขาจนล้มกลิ้ง
มันลุกขึ้นคำราม เส้นขนตั้งชัน ดวงตาเขียวเข้มเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
แต่นั่นคือสิ่งที่หลิงเซียวรออยู่แล้ว
เด็กชายพุ่งเข้าหา ใช้เชือกหมุนเฉียงฟาดสกัดการเคลื่อนไหวของหมาป่า ก่อนจะะโขึ้นใช้แรงเหวี่ยงของคุไนทิ่มทะลุใต้ลำคอ
มันดิ้นรนอยู่ไม่ถึงห้าวินาที ก็แน่นิ่งไปในพงหญ้า
หลิงเซียวยืนนิ่ง ร่างหอบเล็กน้อยจากแรงปะทะ เขากัดฟัน ทนต่อความปวดที่แล่นขึ้นจากาแระหว่างสู้
“นี่คือความจริงของโลกยุทธ์…ไม่ใช่การฝึกแบบท่องจำ…แต่ต้องเอาชีวิตรอดด้วยสมองและสัญชาตญาณ”
เขาใช้ใบไม้พันแผล แล้วฝังศพหมาป่าเบา ๆ — ไม่ใช่เพราะเมตตา แต่เพราะเคารพในพลังที่มันถือครองไว้ก่อนตาย
จากนั้นเขาก็ลากซากหมาป่าอีกสองตัวที่ดักฆ่าไว้ได้ตามกับดักกลับไปยังหมู่บ้าน
⸻
ค่ำวันนั้น
หลิงเซียวลากซากหมาป่าเขียวสามตัวเข้าไปยังลานจัตุรัส ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างของชาวบ้าน
“อสูรตายแล้ว” เขากล่าวเรียบ ๆ
ไม่มีการโอ้อวด ไม่มีเสียงหัวเราะ
มีเพียงเด็กชายร่างเล็กที่ยืนเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ กับซากศพสัตว์วิเศษระดับต่ำซึ่งใหญ่กว่าตัวเขาถึงสองเท่า
แม้กระทั่งหลิงจื้อที่กำลังยืนคุยกับพวกพ้องก็ต้องชะงัก
“นี่…เ้าฆ่าพวกมันได้อย่างไร…”
หลิงเซียวไม่ตอบ
เขาหันหลังกลับไปยังบ้านของตน โดยไม่แม้แต่ปรายตามองพวกนั้น
ขณะที่ทุกคนยังเงียบงัน เสียงของท่านปู่พลันดังขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจน
“เด็กคนนี้…กลับมาจากความตายแล้วจริง ๆ…”
⸻
คืนนั้น
หลิงเซียวนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียง วาดแผนร่างอาวุธใหม่บนกระดาษไม้ไผ่
โซ่ คุไน ตะขอ และฟันคม เริ่มประสานกันในความคิด
และระหว่างนั้น พลังปราณในร่างของเขาก็ยังคงหมุนวน
เสถียรขึ้น หนักแน่นขึ้น…และเริ่ม “ร้อนแรง” อย่างประหลาด
เขาหลับตาลง…พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่แทรกผ่านเข้ามาในจิตสำนึก
เสียงคำรามของ “นกเพลิงดำ” ผุดขึ้นมาในห้วงจิตอีกครั้ง
“เปลวเพลิงที่แท้จริง…ซ่อนอยู่ใต้ผืนหินมิใช่เหนือเปลวไฟ”