7 จิตวิญญาณเทพเมฆาสวรรค์

    ตอนที่ 1 ร่างกายใหม่



    ตอนที่ 1ร่างกายใหม่


    “.....ท่านจ้าวนิกาย!!”

    เด็กหนุ่มวัย 13 ปีสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในยามวิกาล พร้อมกับตะโกนลั่นร้องออกมาสุดเสียง หยดน้ำตาเริ่มหลั่งไหลให้เห็นอยู่บนใบหน้าอย่างรวยริน มือและแขนขากำลังสั่นเทาขณะที่พึ่งฟื้นตัวขึ้นมาในท่านั่งยืดขาอยู่บนเตียงนอนไม้หนาๆ ภายในใจของเขากำลังคิดไปถึงเรื่องเมื่อครู่นี้ เหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นมันช่างราวกับพึ่งผ่านพ้นไปไม่กี่อึดใจ

    ร่างและหัวใจของเด็กน้อยยังคงสั่นสะท้านเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆให้ได้ ภายในจิตใจของเขากำลังย่ำแย่อย่างถึงที่สุด เพราะเมื่อไม่นานก่อนที่จะมาสิงสถิตอยู่ในร่างมนุษย์ผู้เยาว์วัย 13 ปีนี้ ท่านจ้าวนิกายเมฆาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพที่ผู้คนให้ความเคารพนับหน้าถือตาและเป็นหนึ่งในใต้หล้า ได้ถูกสำนักมารทั่วทั้งทวีปร่วมมือกันหวังจะสังหารชายชราวัย 85 เพียงคนเดียวที่มีนามว่าจางจี๋เจี้ยน

    แต่แล้วจางจี๋เจี้ยนหรือจ้าวนิกายเมฆาสวรรค์ได้ใช้กำลังกายและพลังลมปราณเจ็ดส่วนสิบในระดับเทพวิญญาณ ระดับที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดก้าวข้ามมาถึง เขานั้นเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องทุกผู้คนในเผ่าทวยเทพไว้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็มิอาจต้านทานพลังของเหล่าผู้อาวุโสทั้ง 30 คนแห่งเผ่ามารจากทั่วทุกสำนักได้

    จนเวลาได้ผ่านล่วงเลยไปสิบสองชั่วยามเต็ม แสงอรุณยามเช้าอ่อนๆ สาดส่องให้เห็นอีกครั้ง การต่อสู้ที่ยืดเยื้อมานานแสนนานก็ต้องจบลงไป เมื่อเหล่าผู้อาวุโสแห่งเผ่ามารที่ร่วมมือกันได้เร่งฝีเท้าพุ่งทะยานตามไปสังหารจางจี๋เจี้ยนที่กำลังหลบหนีเข้าไปในตัวปราสาทสีทองของเขา เพียงเก้าสิบลมหายใจ จางจี๋เจี้ยนที่หมดพลังลมปราณในการต่อสู้เผชิญหน้าต่อเล่าอาวุโสสำนักมารก็ถูกฟันจนหัวขาดสะบั้นในท่ายืนตรงอย่างอกอาจ

    แต่ผู้อาวุโสเหล่านั้นหารู้ไม่ ว่าก่อนที่จางจี๋เจี้ยนจะสิ้นลมหายใจ เขาได้พุ่งทะยานเข้าไปหาศิษย์รักทั้ง 7 ภายในตัวปราสาทพลางใช้พลังลมปราณที่เหลือสามในสิบส่วนเคลื่อนย้ายวิญญาณศิษย์รักทั้งหมดด้วยหินปราณทลายวิญญาณพร้อมกับใช้ท่าต้องห้ามจนเส้นลมปราณในตัวฉีกขาดแหลกสบั้น

    “ฝากที่เหลือด้วย ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทำได้!!”

    นี่คือประโยคการสั่งเสียสุดท้ายที่จ้าวนิกายกล่าวออกมา ศิษย์ทั้ง 7 กับช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะมีพลังไม่มากพอต่อกรกับเหล่าผู้อาวุโสเผ่ามาร ระดับพลังของพวกเขานั้นเป็นรองแค่ผู้อาวุโสแห่งเผ่ามารเพียงเท่านั้น จางจี๋เจี้ยนได้ใช้ท่าบางอย่างจนทำให้ศิษย์รักทั้ง 7 ร่างกายสลายกลายเป็นดวงไฟจิตวิญญาณ ก่อนร่างวิญญาณจะถูกเคลื่อนย้ายไป พวกเขาต่างจ้องมองดูเหล่าผู้อาวุโสเผ่ามารสังหารจ้าวนิกายเมฆาสวรรค์หรืออาจารย์อย่างเลือดเย็น จนทำให้พวกเขาโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ ทั้งเจ็ดคนเลยขอสาบานว่า

    “แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต หรือต่อให้พลิกแผ่นดินหาพวกมัน ก็ต้องสังหารเผ่ามารให้ดับสิ้นจงได้” นี่คือคำพูดสุดท้ายของชายวัยสามสิบปีกว่าๆ ทั้ง 7 คนนี้กล่าวลั่นวาจาออกมา

    ตึก ตึก ตึก!
    หญิงสาวรูปร่างท่าทางอ้อนแอ้นอรชรวัย 36 ปี ผมยาวสยายสีน้ำเงินครามวิ่งพรวดเข้ามาภายในห้องนอนของลูกชายทันที นางมีใบหน้าเรียวรีทรงไข่ ดวงตาสีน้ำเงินเงากลมโตเป็นประกายทำให้นางเป็นที่จับตามองต่อชายหลายๆคน ชุดชาวบ้านสีขาวโพลนที่ใส่อยู่ แม้นางจะไม่ได้สวมใส่ในชุดรัดรูป แต่สันอกอันหนาใหญ่ของนางบ่งบอกได้เลยว่านางนั้นเป็นอิสตรีหญิงที่งดงามดุจเทพธิดาที่มีความสง่าทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน

    แต่แล้วทันทีที่เสียงของลูกชายที่นอนหลับไหล ไม่มีวี่แววเลยสักวันว่าจะฟื้นขึ้นมาได้กลับตะโกนแหกปากร้องดังลั่น เลยทำให้ผู้เป็นมารดาอย่างนางรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของลูกชายที่นอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่อย่างนั้นตลอดหนึ่งปีเศษ นางไม่รอช้าวิ่งกระโจนมาอย่างเร็วรี่ แต่เมื่อเข้ามาภายในห้องนอนของลูกชายแล้ว กลับพบว่าเขานั้นกำลังลุกนั่งอยู่ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์โดยแท้ ถึงกับทำให้ผู้เป็นมารดาอย่างนางนั้นเก็บอาการที่จะร้องไห้ออกมาไม่อยู่เลยทีเดียว

    “ม...... มะ.....ไม่น่าเชื่อ ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาข้า”

    เด็กน้อยกลับไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เขายังคงคิดแค้นต่อเผ่ามารทั้งหมด มือทั้งสองข้างกำแน่นด้วยโทสะ ล่างขอบตาอาบเต็มไปด้วยน้ำใสๆที่ไหลเอ่อล้นออกมาบรรจบตรงใต้คางและหยดลงหน้าตัก มารดาผู้เป็นแม่ถึงกับวิ่งเข้ามาสวมกอดเด็กน้อยไว้ข้างกายทันที

    “เซี่ยหลง....เจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว”

    นางยังไม่สังเกตุถึงความผิดปกติของลูกชายที่เปลี่ยนแปลงไป ภายในใจของนางยังคิดเสมอว่านี่มันเป็นสิ่งวิเศษมากเพราะในที่สุดลูกชายคนเล็กจู่ๆ ก็ฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ และผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมาได้ จากที่เด็กน้อยกำลังระบายโทสะออกมากลับกลายเป็นว่าทำให้เขาตกใจแทน สีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมึนงง ข้อสงสัยในอะไรหลายๆ อย่างพรุดเข้ามาในหัวอย่างโหมกระหน่ำ

    วูบ!

    ไม่นานนักข้อมูลต่างๆ ของเด็กน้อยผู้นี้ก็ได้แว๊บเข้ามาในหัว ซึ่งหนึ่งปีก่อนตัวเขาที่เป็นลูกชาวสวน และได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับบิดาเพื่อนำพืชผักที่บรรจุไว้ในเกวียนรถม้าหลายสิบกิโลไปขายในเมือง ทว่าเหตุการณ์ที่ไม่ขาดคิดก็เกิดขึ้นเข้าจนได้ ในขบวนเกวียนม้าทั้งหมดที่กำลังเดินทางไป รวมถึงตัวเขาและบิดาของเขานามว่าเซี่ยตงหลัน ได้ถูกพวกโจรป่าดักปล้นสะดมและทรัพย์สินเงินทองพร้อมกับฆ่าทิ้งจนหมดสิ้น

    ส่วนเซี่ยหลงนั้นได้ถูกดาบของพวกโจรป่าผู้หนึ่งแทงเข้าไปที่หน้าท้องจนกระอักเลือดออกมาคำโต แต่โชคยังเข้าข้างที่มีผู้ฝึกยุทธเดินทางผ่านมาพอดี เลยทำให้เซี่ยหลงรอดกลับมาบ้านได้แต่เพียงผู้เดียว ผู้ฝึกยุทธให้การรักษาอย่างดีที่สุด แม้จะปลอดภัยและหายจากอาการบาดเจ็บ แต่มันก็ทำให้เซี่ยหลงนั้นกลายเป็นเจ้าชายนิทราในเร็ววัน ผู้เป็นมารดากับพี่ชายคนโตถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะภายในวันนั้นพวกเขาต่างก็ต้องสูญเสียคนที่รักไปหนึ่งคน แถมอีกคนก็มิมีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

    ขณะให้การรักษา ดวงตาทั้งสองของผู้ฝึกยุทธจำต้องเบิกกว้าง เขาเองตกใจมิใช่น้อยที่เห็นเซี่ยหลงมีปราณอันทรงพลังที่สุดบนโลก “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ผู้เยาว์คนนี้มีพลังลมปราณที่หาได้ยาก ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เขาคือหนึ่งในสิบคนที่มีปราณวิญญาณจักรพรรดิ”

    ผู้ฝึกยุทธพูดบอกต่อเซี่ยเหอผู้ที่เป็นมารดาของเซี่ยหลง พลางเอามือที่กำลังตรวจเช็คลมปราณของเด็กเยาว์วัย 12 ปีดึงออกมาในท่านั่งสมาธิเหมือนอย่างเก่า พร้อมกับสลายปลดลมปราณภายในร่างกายที่ส่งตรงไปยังมือข้างขวามาไว้ที่จุดตันเถียนเหมือนเดิม แต่กระนั้นมันยิ่งกลับทำให้เซี่ยเหอถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นทันที ส่วนพี่ชายอย่างเซี่ยฟานที่มีอายุห่างจากเซี่ยหลงเพียงแค่ 2 ปี ก็มีอาการไม่ต่างจากผู้ที่เป็นมารดาเลยแม้แต่น้อย

    'มันเป็นเช่นนี้เองรึ? ดวงจิตเราได้มาอยู่ในร่างของเด็กนี่ ท่านอาจารย์คงย้ายร่างวิญญาณของพวกเรามา พวกเรา... แล้วเจ้าพวกนั้นหกคนไปอยู่ในร่างของผู้ใดกัน?'

    เด็กน้อยได้นั่งครุ่นคิดในใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่หญิงงามข้างเขายังกอดไว้อย่างแนบแน่นมิวายปล่อยแขนออกเลยเสียด้วยซ้ำ เขาที่อยู่ในร่างของเซี่ยหลงได้ใช้มือลูบไปที่เส้นผมด้านหลังหัวของเซี่ยเหอผู้เป็นมารดาเจ้าของร่างกายนี้ทันที

    “ไม่เป็นไรแล้วนะท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”

    ถึงจะเป็นร่างของผู้อื่นเพียงใด แต่เขาก็ต้องทำหน้าที่ลูกชายที่เป็นเจ้าของนี้ให้ดีที่สุด เพราะร่างนี้คือร่างใหม่ที่อาจารย์มอบมาให้เพื่อใช้ในการแก้แค้นแทน เขาจึงจำต้องเล่นให้สมบทบาทมิให้นางจับผิดได้

    “ข้านึกว่าจะเสียเจ้าไปแล้วสะอีก เซี่ยหลง”

    เซี่ยเหอยังไม่พูดอะไรมาก นางดีใจจริงๆที่คำขอของนางเป็นจริงดั่งที่หวังไว้ ในทุกๆ วันนางนั้นจะเดินไปขอพรต่อเหล่าทวยเทพบนเนินเขาจินไคท์ที่ฝั่งซากศพบรรพบุรุษเอาไว้ ทำให้นางในตอนนี้รู้สึกยินดีปลื้มปิติกับคำขอที่เป็นจริง

    ไม่ช้าเซี่ยฟานผู้เป็นพี่ชายสายเลือดเดียวกันของเซี่ยหลงก็เดินเข้ามาเห็น หลังจากที่ได้ยินเสียงเฉกเช่นเดียวกันกับมารดา เมื่อมาถึงเขาได้แต่ยืนยิ้มไปทั้งน้ำตาอย่างไม่เขินอายแก่ความเป็นลูกผู้ชายเลยสักนิด ไม่ช้าเซี่ยฟานก็ยกนิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้า มันเป็นสัญลักษณ์ที่เขากับเซี่ยหลงสร้างขึ้นในสมัยตอน 6 ขวบด้วยกัน

    “ขอบคุณที่กลับมา....เซี่ยหลง”