ตอนที่ 9 พระสนมฉินเฟยเสียสติ (2)
“เอาล่ะ เื่นี้ก็เอาไว้เพียงเท่านี้แล้วกัน” ไท่ไท่ผู้เฒ่ากู้เอ่ยเสียงเข้ม “อี๋เหนียงแต่ละเรือนอย่างพวกเ้าจงฟังให้ดี หลังจากนี้หากมีแขกมาหา ก็ขอให้อยู่แต่ภายในเรือนเท่านั้น หากมีใครออกมาก่อเื่อีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน แยกย้ายได้แล้ว”
“เ้าค่ะ” บรรดาอี๋เหนียงพาเหล่าบุตรสาวของตนเอง ทำความเคารพบอกลา แล้วถอยเท้ากลับออกไป
กู้เชียนเสวี่ยเองก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พอเห็นว่าไท่ไท่ผู้เฒ่ากู้ถูกหญิงใช้ชราประคองกลับเข้าเรือนพักผ่อนแล้ว และไม่ได้มีท่าทีว่าจะดุด่าตนเอง ก็รีบไปดึงตัวมารดาจำเป็ของตนกลับเรือนโบตั๋น
ณ เรือนโบตั๋น
เมื่อเข้ามาภายในห้อง จ้าวซื่อก็รีบไล่หญิงรับใช้ชราออกไป แล้วจับตัวกู้เชียนเสวี่ยมาถาม “เสวี่ยเอ๋อร์ เ้าบอกแม่มาตามตรง ลี่อ๋องถูกใครผลักกันแน่”
กู้เชียนเสวี่ยเอื้อมมือไปหยิบขนมที่อยู่บนโต๊ะ แล้วยัดเข้าปาก “ข้าเอง”
จ้าวซื่อถูกเื่จริงเื่หลอกทำสับสนมึนงงไปหมด “จริงหรือ”
เชียนเสวี่ยพยักหน้า “อืม”
ขอบตาจ้าวซื่อแดงก่ำ ดูท่าทางอยากจะร้องไห้โฮออกมาอีกรอบ กู้เชียนเสวี่ยรีบเอ่ยต่อทันที “แต่ว่าท่านวางใจเถิด เป็วาสนาไม่ใช่คราวเคราะห์ ถ้าเป็คราวเคราะห์ก็หลบไม่พ้น”
อาการอยากร้องได้ของจ้าวซื่อค่อยๆ หายไป จากนั้นก็ใช้สายตาไม่คุ้นเคยต้องมองกู้เชียนเสวี่ย “เสวี่ยเอ๋อร์ ทำไมแม่ถึงได้รู้สึกว่า เ้าเปลี่ยนไป”
กู้เชียนเสวี่ยเลิกคิ้ว “อย่างนั้นหรือ ตรงไหนเปลี่ยนไปเ้าคะ”
“บอกไม่ถูก แค่รู้สึกว่าสำรวมขึ้นกว่าเมื่อก่อนนัก แต่ก็ดูมีแผนอะไรในใจกว่าเมื่อก่อนด้วย” จ้าวซื่อตอบตามความเป็จริง
กู้เชียนเสวี่ยหัวเราะ “คนเราอย่างไรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วนี่เ้าคะ” เพราะกลัวจะถูกไล่ถามต่อ จึงรีบเปลี่ยนเื่พูดในทันที “ดูจากสถานการณ์แล้ว ครั้งนี้เหมือนว่าไท่ไท่ผู้เฒ่าจะอยู่ข้างพวกเรานะเ้าคะ”
จ้าวซื่องุนงง ไม่เข้าในสถานการณ์เลยสักนิด
กู้เชียนเสวี่ยพูดกับตัวเองต่อ “ไท่ไท่ผู้เฒ่าเองก็อยู่เรือนหลังมาหลายสิบปี จะมีอะไรที่ไม่เคยเห็นบ้างล่ะ แค่เื่เล็กน้อยระดับนี้ก็เกรงว่าคงจะดูออกมาตั้งนานแล้ว ท่านแม่รอดูเื่สนุกเถิด เวลาที่เหลือในอนาคตของเผยอี๋เหนียง จะต้องอยู่อย่างไม่เป็สุขแน่ๆ”
จ้าวซื่อยังคงสับสน “อ้อๆ ใช่แล้วๆ อยู่ไม่เป็สุข” ถึงจะตอบไปแบบนั้นก็เถอะ ที่จริงแล้ว...ก็ยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี
“ท่านแม่ ท่านช่วยเล่าเื่ของลี่อ๋องให้ข้าฟังหน่อยสิเ้าคะ” กินขนมไปเยอะแล้ว จากนั้นก็ดื่มชาร้อนๆ อีกสักหน่อย กู้เชียนเสวี่ยหาเก้าอี้เอนนอนมาหนึ่งตัว แล้วนอนลงอย่างสบาย หลับตาพักผ่อนไปด้วย พลางรอฟังนิทานไปด้วย
“เสวี่ยเอ๋อร์ เ้าอยากจะฟังเื่อะไรของลี่อ๋องหรือ” จ้าวซื่อถาม
“ทั้งหมดเลยเ้าค่ะ ขอแค่เกี่ยวข้องกับลี่อ๋อง ไม่ว่าเื่เล็กเื่ใหญ่ ก็พูดให้ข้าฟังทั้งหมด สองวันหลังจากนี้ข้าจะหลุดพ้นหรือไม่ ก็ต้องดูว่าข้าสามารถจับจุดสำคัญได้หรือไม่เ้าค่ะ” กู้เชียนเสวี่ยตอบกลับ
จ้าวซื่อพยักหน้ารัวๆ “ได้สิ แม่จะเล่าให้เ้าฟังเอง ขอแค่แม่รู้ก็จะบอกเ้าให้หมด”
เอ่ยถึงลี่อ๋อง ก็ต้องกล่าวถึงพระสนมฉินเฟยมารดาของเขา พระสนมฉินเฟยเกิดในครอบครัวขุนนาง ไม่นับว่ามีอำนาจใหญ่โต ทว่ากลับขาวสะอาด ั้แ่ฮ่องเต้ยังไม่ได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาทก็คอยติดตามฝ่าามาโดยตลอด ทั้งสองคนถือว่าเป็คู่รักที่มีใจให้กันั้แ่วัยเด็ก
พระสนมฉินเฟยเป็ผู้ที่มีจิตใจเมตตาอ่อนโยน ได้รับคำชื่นชมจากผู้คนมากมาย และได้รับความรักความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็อย่างมาก เมื่อฮ่องเต้ได้รับแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาท ก็ได้ทะเลาะต่อต้านกับอดีตฮ่องเต้ ้าที่จะให้พระสนมฉินเฟยเป็ชายาองค์รัชทายาทให้ได้ แต่สุดท้ายเป็เพราะฐานันดรที่ต่ำเกินไป จึงได้แต่งตั้งเผยอวี้ฟางเป็ชายาองค์รัชทายาทเสียแทน
พระสนมฉินเฟยไม่เพียงแต่ไม่คิดแค้นในใจ กลับยังช่วยปลอบใจฮ่องเต้ พูดได้ว่า ทุกครั้งที่ฮ่องเต้ได้ประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือเวลาที่รู้สึกท้อแท้ ล้วนแล้วคือพระสนมฉินเฟยที่ช่วยเยียวยาให้กับพระองค์ และนี่ก็เป็การยืนยันว่าในใจของฮ่องเต้นั้นพระสนมฉินเฟยเป็คนที่สำคัญยิ่ง
พระสนมฉินเฟยมีโอรสเพียงองค์เดียวนามว่ากงหลิงเฟิง มีพร์และสติปัญญาล้ำเลิศ ฉลาดเฉลียวในการศึกษา อีกทั้งยังเป็โอรสองค์โตของฮ่องเต้ ฮ่องเต้จึงโปรดปรานเป็อย่างมาก หลายครั้งที่จะทรงแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาท แต่กลับถูกพวกเหล่าขุนนางทัดทาน
หลังจากนั้น ฮองเฮาก็ได้ให้กำเนิดโอรสาหนึ่งองค์ นามว่ากงหลิงเหยา เป็คนที่สติปัญญาดีเลิศเช่นกัน พูดตามหลักแล้ว การที่โอรสของฮองเฮาได้เป็องค์รัชทายาท ก็ถือว่าสมเหตุสมผล แต่เพราะการมีอยู่ของกงหลิงเฟิง ทำให้ฮ่องเต้ไม่ยอมแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาทอย่างเป็ทางการเสียที
เื่สำคัญที่สุดปรากฏออกมาแล้ว ในปีที่กงหลิงเฟิงพระโอรสองค์โตอายุได้สิบแปดปี พระสนมฉินเฟยก็เกิดป่วยด้วยโรคประหลาดขึ้นมาจนเสียสติ!