บทที่ 19 ฉันไม่สนว่านายจะเป็แตงโมหรือฟักเขียว
หลิ่วซิ่งฟางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าการเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เป็ความคิดที่ดี จึงตอบตกลง
“ซีซี เธอว่าเราควรจะแบ่งพื้นที่ไว้ขายหนังสืออะไรพวกนี้หน่อยไหม ที่นี่ก็อยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมปลายที่สามนะ”
ฟ่านซีซีพยักหน้า “ความคิดนี้เยี่ยมไปเลยค่ะป้า แต่แค่แบ่งมุมเล็ก ๆ ไว้ขายเครื่องเขียน แล้วตั้งชั้นวางหนังสือสักแถวก็พอแล้วค่ะ ไม่ต้องใช้หนังสือเยอะหรอกค่ะ รอหลังจากพี่จิ่นเฉิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้แล้ว เราก็เอาชีทสรุปของเขามาพิมพ์สักหมื่นแสนเล่ม ขายเป็ชีทสรุปของเด็กเก่งระดับประเทศ ยังไงก็กำไรงามแน่นอนค่ะ”
“อุ๊บ...”
หลิวซิ่งฟางถึงกับหลุดขำ
เด็กคนนี้ช่างมีความคิดที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ
แต่ฟ่านซีซีกลับพูดด้วยท่าทางจริงจัง “อย่าเพิ่งหัวเราะสิคะ บอกเลยนะคะว่าไม่แน่ อนาคตแม้แต่เสื้อผ้าที่พี่จิ่นเฉิงเคยใส่ ปากกาที่เคยใช้ กระดาษทด หรือแม้แต่คำอวยพรที่เขียนด้วยลายมือ อาจจะมีค่ามากมายก็ได้ค่ะ”
“จ้า ๆ ในสายตาของเธอ จิ่นเฉิงทำอะไรก็ดีไปหมด ฉันี้เีเถียงกับเธอแล้ว”
ในฐานะแม่แท้ ๆ ยังต้องมานั่งกินข้าวหมาลูกชาย มันน่าเศร้าใจจริง ๆ
……
อีกด้านหนึ่ง ฟ่านจิ่นเฉิงที่ลงมือทำกับข้าวสี่อย่างและซุปหนึ่งอย่างด้วยตัวเอง เห็นว่าเด็กน้อยของเขายังไม่กลับบ้าน จึงไม่เหนื่อยที่จะออกมาตามหา
“ซีซี คืนนี้เธอจะไปนอนที่บ้านฉันไหม ฉันเตรียมห้องไว้ให้เธอแล้วนะ”
ฟ่านซีซีหยุดเดิน มองเขาอย่างสงสัย “ทำไมฉันต้องไปนอนบ้านพี่ด้วย?”
ฟ่านจิ่นเฉิงกระแอมไอเบา ๆ “เมื่อคืนเธอฝันร้ายไม่ใช่เหรอ ฉันกลัวว่าคืนนี้เธอจะฝันร้ายอีก”
ถ้าเธออยู่บ้านเขา อย่างน้อยเขาก็ดูแลเธอได้
“ไม่เป็ไร คงไม่ฝันร้ายสองคืนติดกันหรอก”
“งั้นคืนนี้ฉันจะรอจนกว่าเธอจะหลับ แล้วค่อยกลับบ้าน”
“ก็ได้” ฟ่านซีซีตอบตกลงอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน ฟ่านจิ่นซินซึ่งกำลังทานอาหารเย็นอยู่ก็วางตะเกียบในมือลง แล้วจ้องมองฟ่านซีซีที่เพิ่งกลับมาด้วยแววตาไม่เป็มิตร
“ฟ่านซีซี เธอเคยเขียนจดหมายรักให้ซ่างตงจากโรงเรียนมัธยมปลายที่สองหรือเปล่า? วันนี้เขาย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเรา อยู่ห้องเดียวกับฉัน”
ฟ่านซีซีงุนงงไปชั่วขณะ “ซ่างตงคือใคร?”
“เธอแกล้งโง่เหรอ?”
ฟ่านจิ่นเฉิงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ฟ่านจิ่นซิน ระวังท่าทีของเธอหน่อย”
ฟ่านจิ่นซินเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ท่าทีฉันเป็อะไร? วันนี้ซ่างตงบอกกับฉันเองว่าฟ่านซีซีเคยเขียนจดหมายรักให้เขา เขาย้ายโรงเรียนมาเพราะฟ่านซีซี วันนี้เขายังให้จดหมายรักฉบับหนึ่งกับฉัน อยากให้ฉันส่งต่อให้ฟ่านซีซี แต่ฉันรำคาญเขาเลยไม่รับไว้”
ฟ่านเจวียนเจวียนเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงรีบพูดว่า “แน่นอนว่าคนชื่อซ่างตงคนนั้นต้องมีปัญหาทางสมองแน่ ๆ ฟ่านซีซีเป็คนโง่และี้เีขนาดนี้ แม้แต่การคบแฟนยังรู้สึกยุ่งยาก จะเป็ไปได้ยังไงที่จะเขียนจดหมายรักให้คนอื่น การเขียนจดหมายรักต้องใช้ความคิดนะ มันไม่เข้ากับนิสัยี้เีของเธอเลย”
ฟ่านซีซีมองพี่สาวของตัวเองอย่างหงุดหงิด นี่มันวิธีช่วยคนแบบไหนกัน?
ฟ่านมี่มี่ที่กำลังกินข้าวอยู่ก็พยักหน้าหงึก ๆ “ใช่ พี่รองของฉันไม่มีทางเขียนจดหมายรักให้ใครหรอก เธอไม่ใช่คนที่จะริเริ่มอะไรก่อน มีแต่คนอื่นจะเขียนจดหมายรักให้เธอมากกว่า”
ฟ่านจิ่นเฉิงพูดเสียงเข้ม “ฟ่านจิ่นซิน ครั้งหน้าอย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ ซีซีบอกว่าไม่รู้จักก็คือไม่รู้จัก”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีข้อแม้”
ฟ่านซีซีเม้มริมฝีปาก แล้วพูดด้วยเสียงแ่ “ใครคือซ่างตงเหรอ? ฉันไม่ได้ความจำเสื่อมไปแล้วใช่ไหม ทำไมฉันถึงจำไม่ได้ว่ารู้จักคนชื่อนี้”
หรือว่าหลังจากเกิดใหม่ ความทรงจำของเธอจะหายไปบางส่วน?
ฟ่านจิ่นเฉิงมองท่าทางครุ่นคิดของฟ่านซีซี เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงทุ้มต่ำ “ซ่างตงเป็ลูกพี่ลูกน้องของเถียนซือซือ เธอเคยเจอเขาแค่ครั้งสองครั้ง ไม่แปลกที่เธอจะจำเขาไม่ได้ เพราะเขาชื่อเล่นว่า แตงโม”
ซ่างตงคนนี้ ในชาติที่แล้ว เขาคิดมาตลอดว่าเป็ศัตรูหัวใจ ต่อมาหลังจากที่ซีซีจากไป เ้าหมอนั่นก็ช่วยตามหาความจริง...
ช่างเถอะ เขาไม่อยากคิดถึงเื่ในอดีตแล้ว
ต่อไปต้องให้ซีซีอยู่ห่าง ๆ จากเ้าหมอนั่น ซีซีจะเป็ของเขาคนเดียวเท่านั้น
ที่จริงแล้ว ตอนที่ฟ่านซีซีได้ยินพี่จิ่นเฉิงพูดถึงชื่อเล่นของซ่างตง เธอก็รู้สึกคุ้นอยู่บ้าง แต่พอคิดว่าเขาเป็ลูกพี่ลูกน้องของเถียนซือซือ เธอก็ไม่อยากพูดถึงเื่นี้อีก แล้วหันไปตักข้าวกินอย่างตั้งใจ
เมื่อเห็นว่าฟ่านซีซีดูเหมือนจะไม่รู้เื่จริง ๆ และพี่ชายของเธอก็รู้จักกับซ่างตงคนนั้น ฟ่านจิ่นซินจึงไม่พูดอะไรต่อ
คืนนี้ฟ่านซีซีนอนหลับสนิท แต่ฟ่านจิ่นเฉิงนอนหลับไม่สนิทนัก ตอนเช้ามืดเขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการคิ้วกระตุก รู้สึกเหมือนจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น
ผลปรากฏว่า ขณะที่เขาและซีซีเตรียมตัวออกไปโรงเรียน ก็พบกับซ่างตงที่กำลังพาสุนัขเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน
ฟ่านซีซีเดินก้มหน้าอยู่ด้านหลัง ไม่ได้สนใจซ่างตงที่กำลังพาสุนัขเดินเล่น ส่วนฟ่านจิ่นเฉิงกลับหยุดเดินกะทันหัน
“ทำไมถึงไม่ไปล่ะ?” ฟ่านซีซีกระซิบถามพลางมองไปข้างหน้า
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจูงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลอยู่ทางขวา เธอจึงหันไปมองเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสงสัย
ฟ่านจิ่นเฉิงเห็นเธอไม่มีปฏิกิริยาอะไร เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็จูงมือเธอเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร
ซ่างตงที่จูงสุนัขอยู่ร้องเรียกเธอขึ้นมาทันที “ซีซี!”
ฟ่านซีซีหันกลับมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ “นายรู้จักฉันด้วยเหรอ?”
ซ่างตงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ฉัน...ฉันซ่างตงไง! ก็แตงโมไง เธอจำฉันไม่ได้แล้วเหรอ?”
ไม่น่าเป็ไปได้ เด็กผู้หญิงคนนี้เคยเขียนจดหมายรักให้เขานะ ตอนนั้นเขาก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพแล้ว
เมื่อได้ยินเขาแนะนำตัว สีหน้าของฟ่านซีซีก็เปลี่ยนไป เธอสะบัดมือออกอย่างไม่พอใจ “ฉันไม่สนว่านายจะเป็แตงโมหรือฟักเขียว บอกให้นายรู้ไว้เลยนะ อย่ามาแสร้งทำเป็บังเอิญเจอพวกเรา แล้วถ้านายซื้อบ้านอยู่ที่นี่ เมื่อเจอฉันก็ช่วยหลีกทางให้ด้วย อย่าให้ยัยพี่สาวแสนดีของนายที่ชื่อเถียนซือซือย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนายจะเป็ศัตรูกับฉัน แล้วฉันก็ไม่เคยเขียนจดหมายรักให้นายด้วย จดหมายฉบับนั้นแปดในสิบส่วนพี่สาวนายเลียนแบบลายมือฉันเขียนขึ้นมาต่างหาก”
พอพูดจบ เธอก็ดึงแขนพี่จิ่นเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
ฟ่านจิ่นเฉิงมองดูท่าทางโมโหราวกับลูกสิงโตน้อยของฟ่านซีซี ก็อดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ได้
เขาหัวเราะอย่างมีความสุข แต่ซ่างตงที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลับยืนนิ่งราวกับถูกสาป
ซ่างตงเพิ่งรู้ตัวว่าโดนเถียนซือซือหลอกเล่น ที่แท้เมื่อวานเธอยุยงให้เขามาซื้อบ้านที่นี่ไม่ใช่เพราะฟ่านซีซีชอบเขา อยากให้เขาอยู่ใกล้ ๆ แต่เป็เพราะเธอจะได้มาขอยืมบ้านอยู่ เพื่อที่เธอจะได้บังเอิญเจอกับฟ่านจิ่นเฉิงต่างหาก
เหอะ เธอช่างเหมือนแม่ของเธอไม่มีผิด คิดแต่เื่ผลประโยชน์เหมือนกัน
แต่ฟ่านซีซีเองก็น่าโมโหพอ ๆ กัน ตอนเด็ก ๆ เจอเขาทีไรก็ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู เรียกเขาว่าแตงโม สุดท้ายเธอลืมเขาไปแล้ว
ช่างเถอะ เขาชอบเธอมากขนาดนี้ ให้อภัยเธอก็แล้วกัน
……
อีกด้านหนึ่ง ฟ่านซีซีเพิ่งมาถึงโรงเรียนก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอิน
“ซีซี พ่อแม่ฉันตกลงแล้ว บอกว่าตอนเที่ยงหลังเลิกเรียนให้ไปที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ กัน ครอบครัวของลุงฉันก็จะซื้อด้วย ซีซี บ้านเธออยู่ชั้นไหน ฉันจะได้เลือกซื้อข้าง ๆ บ้านเธอ” ลู่เหยาพูดด้วยรอยยิ้ม