“หุบปากอีกลิ่นจันทร์ ข้ามิเคยคิด ว่าข้าจักเลี้ยงลูกออกมาเช่นเจ้า” นายเกลี้ยงชี้หน้าลูกสาว มือที่ยกนั้นสั่นระริกเพราะความโกรธ ทั้งรักทั้งโกรธผสมปนเปกัน หญิงสาวในชุดนักศึกษายืนมองดูเหตุการณ์อยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ ได้ยินชัดทุกถ้อยคำ ใบหน้าหมวยย่นเข้าหากันอย่างแปลกใจ
“กลิ่นจันทร์อีกแล้วเหรอ” เธอพึมพำ ซ้ำมองดูอย่างใจจดจ่อ ไม่นานนักร่างของชายหนุ่มก็วิ่งออกจากเรือนไม้หลังเล็กตรงไปยังริมบึงขนาดใหญ่ อินทิราวิ่งตามไปติดๆ จิตใต้สำนึกรู้สึกสงสารเขาอย่างจับใจ อยู่ๆ ก็สัมผัสถึงน้ำใสไหลลงมาที่แก้ม มือบางรีบเช็ดออกปรากฏว่าเธอกำลังร้องไห้อย่างไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสมองดูน้ำตาที่มือตัวเอง รู้สึกแปลกใจในความรู้สึกนั้น พลางหันตรงไปยังชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้าร้องไห้ปานขาดใจอยู่บริเวณริมบึง ก่อนละสายตาสังเกตมองรอบๆ สถานที่นั้นเหมือนความฝันของเธอไม่มีผิด
“บึงนี้พี่หาญเคยพากลิ่นทิพย์มาเก็บบัวเพื่อนำไปถวายพระ” อินทิราพึมพำเพราะจำความฝันนั้นได้ดี
“พี่หาญ” อินทิราเรียกชื่อ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ยิน จึงเดินเข้าไปใกล้ มือบางจับไปที่ไหล่หวังช่วยประโลม หากแต่ไม่สามารถคว้าไหล่ของเขาได้ มันโปร่งใสคว้าเท่าใดก็คว้าไม่ได้ หญิงสาวบู้หน้าแปลกใจ
“หาญ ข้าขอโทษ” อินทิราหันไปยังต้นเสียง เห็นนายเกลี้ยงเดินมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนจะถอยออกมายืนดูอยู่ห่างๆ
“มิใช่ความผิดใคร หากผิดที่ข้า กลิ่นจันทร์กับกลิ่นทิพย์ต่างกันราวฟ้ากับเหว ผิดที่ข้าแยกไม่ออก” นายหาญเช็ดน้ำตา แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ
“เอ็งจักทำเยี่ยงไรต่อ”
“ข้าจักไปเอาตัวกลิ่นทิพย์กลับ” ว่าแล้วนายหาญก็ทำท่าจะก้าวเท้าเดิน ทว่าถูกชายชรากันตัวไว้
“มิได้ หากกลิ่นจันทร์ไม่ยอมกลับไป เอ็งจักไปเอาตัวกลิ่นทิพย์มาไม่ได้ ลองคิดดูหากบ้านไชยพิชิตรู้ว่าเกิดการสลับตัวขึ้น ข้าเกรงว่าจักเป็นภัยต่อกลิ่นทิพย์ที่ยังต้องอาศัยเรือนนั้น” นายหาญเมื่อนึกถึงความปลอดภัยของคนรัก จึงชะงักไม่ก้าวเท้าเดิน
“ข้าล่วงเกินกลิ่นจันทร์เสียแล้ว ไม่มีทางที่เรื่องระหว่างข้ากับกลิ่นทิพย์จักเป็นไปได้ ข้ารู้ว่าควรทำเยี่ยงไร ลุงเกลี้ยงไม่ต้องเป็นห่วงว่าข้าจักไม่รับผิดชอบในตัวนาง” ชายชรายกมือทั้งสองข้างมาเกาะที่บ่าชายหนุ่มอย่างตั้งมั่น
“ขอบน้ำใจเอ็งนัก ความรับผิดชอบและความเสียสละของเอ็งในครั้งนี้ ข้าจักมิมีวันลืม”
“แม้ข้าจักรับผิดชอบกลิ่นจันทร์ แต่หัวใจของข้าคือกลิ่นทิพย์ ดังนั้นข้าสัญญาว่าจักหาอัดมาช่วยไถ่ตัวกลิ่นทิพย์ให้เร็วที่สุด” เมื่อชายหนุ่มตั้งสติได้ จึงค่อยๆ ยอมรับความจริง และสัญญาว่าจะช่วยไถ่ตัวหญิงสาวออกมา แม้ความรักระหว่างเธอกับเขาจะไม่สมหวังแล้วก็ตาม
อินทิรายืนร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอไม่รู้ว่าร้องไห้ด้วยเรื่องอันใด แต่รู้สึกจุกบริเวณหน้าอก อยากเข้าไปกอดเขาเพื่อขอบคุณความดีที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวของชายหนุ่ม ทว่าไม่กี่วินาทีรอบๆ ตัวเธอก็แปลเปลี่ยนเป็นสถานที่ใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย รอบๆ มืดสนิท มีเพียงแสงคบไฟสว่างวูบวาบอยู่ริบ พอมองออกว่ามันคือเรือนไม้โบราณขนาดใหญ่ที่สวยงามจนไม่สามารถบรรยายได้ หญิงสาวขยับตัวมองไปรอบๆ ก่อนที่จะเห็นบางสิ่งบางอย่าง
“พี่กลิ่นจันทร์ เป็นเยี่ยงไรบ้าง แม่บอกข้าว่าพี่อยู่อย่างลำบาก เจ็บที่ใดฤาไม่” อินทิราขมวดคิ้วมองดูสองสาวที่หน้าตาเหมือนกันราวกับเป็นคนเดียว กลิ่นทิพย์สำรวจร่างกายพี่สาวด้วยความกังวลใจ ในขณะที่อีกฝ่ายยืนทำหน้าปั่นปึงใส่ มองดูน้องสาวด้วยนัยน์ตาที่ซ่อนบางอย่างไว้
“เจ็บ แต่เจ็บไม่เท่ากับที่น้องสาวกำลังแย่งคนรักของข้าไป” กลิ่นทิพย์ชะงัก เงยหน้ามองพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าต้องอยู่อย่างทุกข์ ทรมานในขณะที่เอ็งกำลังจะมีความสุขกับพี่หาญ” น้ำเสียงราบเรียบ แสนเย็นชานั้นทำให้กลิ่นทิพย์เสียวสันหลังวาบ พลันน้ำตารื้นขึ้นมา เธอเข้าใจดีว่าเป็นต้นเหตุให้พี่สาวต้องอยู่อย่างทรมานเช่นนี้