ซูตงเฉินที่นั่งอยู่คนเดียวในรถม้าหยิบกล่องไม้จันทน์ออกมาเปิดออก และมองจี้หยกที่อยู่ด้านใน
มันเป็จี้หยกสีม่วงแกะสลักอย่างสวยงามประณีต ด้านหนึ่งเป็รูปกิเลน ส่วนอีกด้านเป็รูปหงส์เริงระบำ แม้จะล้ำค่ามาก ทว่าไม่ใช่สิ่งของหายากอันใด
เขาหยิบหยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด แน่นอนว่าจี้หยกมีความเกี่ยวข้องกับเยี่ยนหลี ทว่าข้อมูลยังมีอยู่น้อยมาก ไม่รู้ว่าเขาเป็ช่างฝีมือที่แกะสลักจี้หยกนี้หรือเป็เ้าของร้านที่ขายจี้หยกนี้ เขาเกี่ยวข้องกับที่มาของจี้หยกชิ้นนี้ หรือจะมีเื่ราวอื่นอีกหรือไม่? หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูตงเฉินก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด เขาจึงส่งจี้หยกเข้าไปในมิติเวลา “ตู้หลี ช่วยฉันวิเคราะห์หน่อย”
“ได้เลย” เ้าอ้วนน้อยดูมีความสุขมาก เขาถือจี้หยกชิ้นนี้เข้าไปในส่วนลึกของมิติส่วนตัว
ซูตงเฉินเอนกายพิงผนัง พลางหลับตาลงทำสมาธิ วางแผนปฏิบัติการหลังกลับไปที่จวน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงเล็กเสียงน้อยของตู้หลีก็ดังขึ้นมาในความคิดของเขา “ท่านพ่อ ดูเหมือนจี้หยกชิ้นนี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยาง ซึ่งเป็ตระกูลของฮองเฮาหยวน ตระกูลเสด็จตาของรัชทายาทองค์ก่อน”
“โอ้” ซูตงเฉินรู้สึกคาดไม่ถึงเล็กน้อย
ั้แ่ฮองเฮาหยวนสิ้นพระชนม์ ตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางก็สนับสนุนรัชทายาทอย่างเต็มที่ ทว่าจู่ๆ ครอบครัวของรัชทายาทก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันทั้งหมด เหล่าคนในตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางที่ว่างงานจึงออกจากเมืองหลวงทันที และถอยกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิดของตระกูล เหลือเพียงคนที่เป็ขุนนางในราชสำนัก พวกเขารักษาความเป็กลางมาตลอดสิบกว่าปี ทำเพียงจัดการเื่ราวในราชสำนักและไม่เคยถามถึงเื่การแต่งตั้งรัชทายาท รวมถึงเื่ที่เกี่ยวกับวังหลัง จึงทำให้ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยมากยิ่งขึ้น
ฮ่องเต้แสดงความคะนึงหาต่อฮองเฮาหยวนและรัชทายาทที่จากไปก่อนวัยอันควรอยู่ตลอด เมื่อแปดปีที่แล้ว ทรงมีรับสั่งให้เรียกหญิงสาวที่เกิดจากแม่เลี้ยงของฮองเฮาหยวนเข้าวังและแต่งตั้งเป็เต๋อเฟย ซึ่งเป็ตำแหน่งรองจากฮองเฮา ตอนที่นางเข้ามาในวัง ฮ่องเต้ค่อนข้างมีพระชนมายุแล้ว ในวังจึงไม่มีเด็กแรกเกิดมานับหลายปี ทว่าหลังจากเข้าวังได้ไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดองค์หญิงน้อยที่คล้ายคลึงกับฮองเฮาหยวน ฮ่องเต้ผู้มีพระชนมายุ เมื่อได้พระธิดาก็ทรงดีพระทัยยิ่งนัก และคิดว่าองค์หญิงน้อยเป็ฮองเฮาหยวนกลับชาติมาเกิด ดังนั้นพระองค์จึงเอ็นดูนางเป็สองเท่า และพระราชทานพระนามแรกเกิดให้ว่า ‘จิ้งิ่’ ทั้งนางยังได้เบี้ยหวัดทุกอย่างเทียบเคียงกับองค์หญิงสูงสุดที่เกิดจากฮองเฮา
วังหลังเต๋อเฟยเป็ที่โปรดปรานมาโดยตลอด ฮ่องเต้ก็ทรงเอ็นดูองค์หญิงจิ้งิ่ด้วยพระทัยจริง ในราชวงศ์ก่อนหน้า ขุนนางที่มาจากตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางจะดำรงตำแหน่งสูงและได้รับความไว้วางใจเป็อย่างมาก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้แสดงให้เห็นว่า ตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางดำรงตำแหน่งที่สำคัญมากในพระทัยของฮ่องเต้ และเนื่องจากรัชทายาทผู้ล่วงลับไปนับสิบปีไม่มีผู้สนับสนุนแล้ว หากพระโอรสองค์ใดที่พวกเขามีแนวโน้มชื่นชอบในตอนนี้ พระโอรสองค์นั้นก็มีความมั่นใจมากว่าจะได้ครองตำแหน่งสูงสุดต่อไป ใน่ไม่กี่ปีมานี้มีการเคลื่อนไหวนับครั้งไม่ถ้วน พวกเขา้าดึงตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางมาเป็พวก ทว่าตระกูลเจิ้งกลับรักษาความเป็กลางเสมอมา ไม่เคยไขว้เขว
เมื่อซูตงเฉินครุ่นคิดถึงตรงนี้จึงตัดสินใจได้ว่า “หาโอกาส ข้า้าพบหัวหน้ามหาเสนาบดีเจิ้งอี้เฉิง ทว่าห้ามให้ผู้ใดรู้”
เจิ้งอี้เฉิงเป็นักปราชญ์ในปัจจุบัน ลูกศิษย์และสหายเก่ามีอยู่ทั่วราชสำนักและทั่วไป ขณะเดียวกันเขายังเป็บิดาผู้ให้กำเนิดของฮองเฮาหยวน และเป็ท่านตาของรัชทายาทองค์ก่อน หลายปีมานี้ไม่รู้ว่ามีกี่คน้าดึงเขาไปเป็พวก พอทำไม่ได้ ในราชสำนักก็บีบบังคับเขาทั้งทางตรงและทางอ้อมในการแสดงความคิดเห็นเื่การแต่งตั้งรัชทายาท ทว่าเขากลับปิดปากเงียบและยังคงหนักแน่นไม่หวั่นไหว แม้คนเ่าั้จะไม่สบอารมณ์ ทว่าเมื่อนึกถึงหลานชายของเขาอย่างองค์รัชทายาทที่เสียชีวิตอย่างอนาถในตอนนั้น ก็ไม่กล้าบีบบังคับเขารุนแรงจนเกินไป กลัวว่าเขาจะโมโหแล้วทำลายอำนาจของตนเอง รวมถึงความภักดีต่อพระโอรสองค์ปัจจุบันแทน
สิ่งนี้ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกเพลิดเพลินเป็อย่างมาก
ตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางสืบทอดมาเป็เวลาพันปี นับั้แ่ปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถึงปัจจุบัน โดยมีขุนนางคนสำคัญทุกราชวงศ์ ทุกรัชสมัย มีขุนนางชั้นสูงนับสิบคน เคยมีบรรดาศักดิ์ขุนนาง อย่าง กง โหว และป๋อ หลายสิบคน เ้ากรมทั้งหกกรมและขุนนางใหญ่ที่ชายแดนอีกนับไม่ถ้วน สรุปได้ว่า ลูกหลานตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางส่วนใหญ่เป็นักปราชญ์ ขุนนางฝ่ายบุ๋น และชนชั้นสูง ซึ่งไปมาหาสู่กับตระกูลผู้บัญชาการแม่ทัพน้อยมาก เพราะั้แ่โบราณกาล กิจการทหารและพลเรือนมีเส้นทางที่ต่างกัน หากเขาผู้มีฐานะเป็แม่ทัพควบคุมค่ายทหารซีซานมีการไปมาหาสู่กับมหาเสนาบดี อาจทำให้ฮ่องเต้ทรงคิดว่าพวกเขามีการสมคบคิดกันได้ เช่นนั้นจวนอันกั๋วกงและตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยางจะมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง
ซูตงเฉินเก็บจี้หยก ปิดตาทำสมาธิต่อ เขาเพิ่งกลับมายังเมืองหลวง มีหลายเื่ที่ต้องทำ การหาโอกาสไปพบเจิ้งอี้เฉิงจึงไม่อาจใจร้อนได้
ตอนที่พวกเขาออกไปคนอึกทึกโครมคราม ตอนกลับมาคนหายไปกว่าครึ่ง พวกบ่าวเ้าเล่ห์และอนุทั้งหมดที่ถูกพาตัวออกมาจากจวนฮุ่ยหนิงป๋อถูกส่งไปขังไว้ที่หมู่บ้านชนบทในเขตชานเมือง แล้วค่อยให้ลี่เฉวียนเป็คนจัดการในภายหลัง
ซูตงเฉินพาผู้ติดตามสองสามคนเข้าไปในจวน หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาจึงส่งคนไปยื่นหนังสือสินสอดของซูฮุ่ยหลานให้ถึงมืออันกั๋วกง ผู้ที่ไปส่งคือบุตรของบ่าวรับใช้ในตระกูล นามว่าหู่โถว เขามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสัน หน้าตาซื่อสัตย์และซื่อตรง ความจริงแล้วฉลาดทว่าแสร้งโง่ ในเวลานี้เขาพูดกับอันกั๋วกงอย่างใสซื่อว่า “นายท่าน ซื่อจื่อเชิญท่านไปดูรายการสินสอดของคุณหนูสาม อีกทั้งยังขอให้ท่านมอบกุญแจห้องคลังทั้งหมดในจวนไว้ให้เขาใช้งาน ซื่อจื่อ้าหาสิ่งของบางอย่าง จึงต้องไปดูด้วยตนเองถึงจะรู้ดีขอรับ”
“รายการสินสอด? ” อันกั๋วกงมองหนังสือสินสอดตรงหน้าอย่างสงสัย “มีปัญหาอันใดหรือ? ”
“ในนั้นมีของเก่าแก่มากมายที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น… ซื่อจื่อบอกว่าของพวกนี้ ตามหลักแล้วไม่ควรใช้เป็สินสอด นอกจากนี้ตอนที่คุณหนูสามแต่งงาน สินสอดก็ถูกฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินเอาไป ในระยะเวลาสองปีสั้นๆ สินสอดหายไปมากกว่าครึ่ง หากไม่ถูกขายทิ้ง ก็ส่งไปโรงรับจำนำ ไม่ก็ถูกส่งไปเพื่อเอาใจผู้อื่น ตอนนี้ยังหาไม่เจอและยังไม่ได้กลับคืนมาขอรับ” หู่โถวโค้งคำนับ “ซื่อจื่อหมายความว่า ฮูหยินกั๋วกงยังคงควบคุมดูแลจวนอยู่ ทุกเดือนสำนักบัญชีนอกจวนจะจัดสรรเงินเข้ามา ซึ่งฮูหยินกั๋วกงเป็คนจัดการสิ่งต่างๆ ภายในจวน ส่วนเรือนภายนอกของเหล่านายท่านทั้งหลาย รวมถึงสำนักงาน สำนักบัญชี คลังสินค้า และทรัพย์สินภายนอก ขอให้ท่านยกให้ซื่อจื่อคุมทั้งหมด นี่ถือเป็การแบ่งเบาภาระและแสดงความกตัญญูต่อนายท่านอีกด้วยขอรับ”
อันกั๋วกงเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้อยู่แก่ใจ เขารู้ว่าหูซื่อเห็นแก่ตัว ทว่าเพราะนางยังสาวสะพรั่งและมีเสน่ห์งดงามจึงผ่อนปรนให้อยู่เสมอ ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป ทว่าสุดท้ายแล้ว ในอนาคตซูตงเฉินก็เป็ทายาทผู้สืบทอดจวนอันกั๋วกง เขา้าควบคุมไม่ให้หูซื่อย้ายกลับไปบ้านเกิดก็สมเหตุสมผลแล้ว ทุกปีหูซื่อจะควักเงินเก็บส่วนตัวของตนเองสามถึงห้าหมื่นตำลึงเงิน หากการเก็บเกี่ยวปีนั้นดี นางก็จะโกยไปหมดเป็แสนตำลึง ทำไปสิบกว่าปีก็เกินพอแล้ว ไม่อาจปล่อยให้ทำตามอำเภอใจได้อีกต่อไป
อันกั๋วกงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “ตกลง ทำตามที่ซื่อจื่อของพวกเ้าว่า สำหรับกุญแจคลัง เ้าบอกให้เขามาเอง ข้าจะมอบให้เขากับมือ”
“ขอรับ” หู่โถวถอยออกไปด้วยความเคารพ และรีบไปรายงานที่เรือนไท่ชาง
ซูตงเฉินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาใช้ผ้าสะอาดเช็ดผมที่ยังคงเปียกหมาดๆ ทั้งยังอยู่ในชุดฉางฟู่ เอนกายบนเตียงหลัวฮั่น อ่านข้อมูลสำคัญทั้งนอกและในเมืองหลวง ซึ่งฟู่ิฮั่นเป็คนจัดการให้องครักษ์เงานำมาให้ และหนึ่งในนั้นเป็ข้อมูลที่ดึงดูดความสนใจของเขา
เยี่ยนเฟ่ย บุตรชายคนรองของจวนอันหย่วนโหวที่หนีออกจากจวนไปเมื่อหลายปีก่อน ร่อนเร่พเนจรอยู่ในยุทธภพเป็เวลาสิบสองปี วันนี้ได้กลับมาแล้ว
อันหย่วนโหว เยี่ยนเจินแต่งงานกับภรรยามาแล้วสี่คน ภรรยาเอกคนแรกมาจากตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยาง ซึ่งนางเป็ลูกพี่ลูกน้องกับฮองเฮาหยวน นางร่างกายอ่อนแอ แต่กลับถูกบังคับให้ตั้งครรภ์กำเนิดลูก ไม่นานนางก็เสียชีวิตด้วยโรค ซื่อจื่อเยี่ยนหลาน บุตรชายคนโตก็ร่างกายอ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะ อันหย่วนโหวไว้ทุกข์ให้ภรรยาเสร็จก็แต่งงานใหม่กับตระกูลเฉิน ซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของตระกูลท่านลุง ตระกูลเฉิน้าให้กำเนิดบุตรชายเพื่อแย่งตำแหน่ง ทว่าสองปีต่อมากลับให้กำเนิดบุตรสาวทั้งสองคน ต่อมานางร่างกายอ่อนแอและเสียชีวิตลง อันหย่วนโหวไว้ทุกข์ให้ภรรยาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็แต่งงานกับตระกูลเหยาซึ่งเป็น้องสาวของสหายที่ฝากไว้ก่อนเสียชีวิต ตระกูลเหยาได้ให้กำเนิดเยี่ยนเฟ่ย และเจ็ดปีต่อมานางก็เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แม้จะมีชื่อเสียงว่า ‘ดวงกินภรรยา’ ทว่าในครึ่งปีต่อมา อันหย่วนโหวก็แต่งงานกับตระกูลอู๋ผู้เป็ลูกพี่ลูกน้องของตระกูลน้าสาว สตรีตระกูลอู๋เข้ามาได้เจ็ดเดือนก็ ‘คลอดก่อนกำหนด’ และให้กำเนิดบุตรสาวสุขภาพแข็งแรง อีกหกปีต่อมานางก็ให้กำเนิดบุตรชายอีกคนชื่อเยี่ยนหมิน ไม่นานนัก ชื่อเสียงที่ว่า เยี่ยนเฟ่ยเป็บุตรไม่เชื่อฟังและอกตัญญูก็แพร่สะพัดออกไป กล่าวกันว่าอันหย่วนโหวโกรธจนใช้กระดานสอนหนังสือตีบุตรชายด้วยตนเองนับครั้งไม่ถ้วน และเกือบจะทุบตีเยี่ยนเฟ่ยผู้เฉลียวฉลาดจนตาย เมื่อครั้งยังเด็ก เยี่ยนเฟ่ยมีชื่อเสียงโลภมากตัณหากลับ และไม่เคยตกลงปลงใจเื่การแต่งงาน จนกระทั่งเขาอายุได้สิบแปดปี ตระกูลอู๋จึงได้จับคลุมถุงชน ซึ่งฝ่ายหญิงเป็หลานสาวฝั่งมารดาของตระกูลอู๋ นางเกิดในครอบครัวยากจน ไม่รู้หนังสือ กล่าวกันว่านางมีใบหน้าธรรมดา อารมณ์ร้าย และจู้จี้จุกจิกกับเื่แต่งงานมาก หนักไม่เอา เบาไม่สู้ จนกระทั่งเริ่มมีอายุ นางจึงยอมจำใจแต่งงาน เดิมทีนางรังเกียจนายน้อยผู้นี้ของตระกูลท่านโหวเป็อย่างยิ่ง เยี่ยนเฟ่ยไม่ใช่หุ่นดิน เขาไม่พูดอะไรสักคำ และหนีออกจากบ้านไปด้วยความช่วยเหลือจากบ่าวรับใช้ของมารดา เขาหายไปโดยไม่มีข่าวคราวเป็เวลาสิบสองปี ซึ่งทำให้ตระกูลอู๋เสียหน้าเป็อย่างมาก
ตอนนี้ ทันทีที่เยี่ยนเฟ่ยปรากฏตัว เขาก็เข้าร่วมการสอบชิงตำแหน่งบัณฑิตระดับท้องถิ่นที่เมืองจื๋อลี่ ทั้งยังสอบได้ที่หนึ่ง เรียกได้ว่าสั่นะเืไปทั่วแผ่นดิน และนับว่าเป็การสวมชุดขุนนางกลับบ้านเกิดอย่างแท้จริง
ในไม่ช้า เื่ราวของเขาก็ถูกเปิดเผยออกมา กล่าวกันว่าเขาคำนับท่านอาจารย์หลิงปู นักกวีผู้เลื่องชื่อซึ่งอยู่ทางตอนใต้เป็ศิษย์อาจารย์ และได้ร่ำเรียนอย่างหนักเป็เวลาเก้าปี ก่อนจะเข้าร่วมการสอบขุนนางทางตอนใต้ หลังสอบซิ่วไฉ (*บัณฑิต) ผ่าน เขาก็ทำตามคำสั่งของอาจารย์โดยการออกเดินทางท่องโลก หลังจากนั้นสามปี เขาก็กลับไปบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่น และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็พลุแตกในชั่วข้ามคืน
เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวออกมาจากจวนอันหย่วนโหวว่า อันหย่วนโหวป่วยหนัก และซื่อจื่ออันหย่วนโหวก็ป่วยใกล้ตาย ทว่ายังไม่มีผู้ใดเสียชีวิต อันหย่วนโหวฮูหยินเร่งเร้าให้อันหย่วนโหวที่แทบจะอยู่ในอาการหมดสติเขียนฎีกา เนื่องมาจากซื่อจื่อติดโรคร้าย จึงขอให้ยกเลิกตำแหน่งซื่อจื่อของเยี่ยนหลาน และในเวลาเดียวกันก็ขอให้แต่งตั้งเยี่ยนหมิน บุตรชายคนเล็กรับสืบทอดตำแหน่งซื่อจื่อแทน
ซึ่งเื่นี้ถูกบ่าวในจวนอันหย่วนโหวแพร่งพรายออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดความปั่นป่วนทันที ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อย และผู้าุโในตระกูลสูงส่งต่างทอดถอนใจ ในปีนั้นอันหย่วนโหวรุ่นแรกเปี่ยมไปด้วยปัญญาและฉลาดเด็ดเดี่ยว องค์ชายต่างยอมรับในฝีมือ เขายืนหยัดอย่างเด็ดขาด รอดตายอย่างหวุดหวิด และในที่สุดเขาก็มีผลงานยิ่งใหญ่ จากนั้นก็มีการต่อสู้ขับเคี่ยวกับเหล่าขุนนาง เขาเป็ผู้นำในการจัดการกรมกองต่างๆ วางแผนกลยุทธ์เพื่อรับรองเสบียงและยุทโธปกรณ์ของกองทัพแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง ได้รับความดีความชอบใหญ่หลวงในการปราบฏ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ ‘โหว’ ซึ่งสามารถส่งต่อได้นับสิบรุ่น เพื่อสร้างความเจริญมั่งคั่งให้ลูกหลานโดยการวางรากฐานที่มั่นคง ทว่าน่าเสียดายที่หลังจากสืบทอดตำแหน่งต่อกันมาได้ห้ารุ่น อันหย่วนโหวรุ่นก่อนหน้าและรุ่นนี้ไม่ค่อยได้เื่นัก เื่การทำงานยังนับว่าฉลาด ทว่าเื่สตรีกลับโง่เขลา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฮูหยินเฒ่าอันหย่วนโหวผู้มหัศจรรย์ นางทำเื่ภายในเละเทะจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อมองดูจวนโหวที่ดีงามต้องเสื่อมโทรมลงเช่นนี้ ช่างทำให้นึกเสียดายยิ่งนัก
อันหย่วนโหวฮูหยินคนปัจจุบันอาจไม่รู้ว่าครอบครัวของตนเองกำลังล่มจมแล้ว นางวางแผนมานานหลายปี เลี้ยงลูกอนุทั้งหมดให้ไร้ประโยชน์ ไม่มีความสามารถ ทั้งยังไล่ตะเพิดเยี่ยนเฟ่ย บุตรของภรรยาเอกผู้แข็งแรงและฉลาดได้สำเร็จ ทว่าบุตรชายของเยี่ยนหลานผู้สืบทอดตำแหน่งซื่อจื่อกลับได้รับการปกป้องจากบ้านมารดาอย่างตระกูลเจิ้งแห่งสิงหยาง จึงทำให้นางลงมือจัดการไม่สำเร็จอยู่หลายครั้ง อีกทั้งตอนนี้เยี่ยนเฟ่ยได้รับตำแหน่งขุนนางกลับมาพร้อมภรรยาและบุตร สามารถสร้างฐานะและครอบครัวได้ จึงทำให้แผนการของนางยิ่งเลือนรางมากขึ้น นางวางแผนร้ายมาหลายปี ฝ่ามือเปื้อนไปด้วยเื ทว่าวันนี้กลับคว้าน้ำเหลว นางไม่มีทางยินยอมเป็แน่ เป็ไปได้มากที่มารดาผู้ให้กำเนิดเยี่ยนเฟ่ยอาจเสียชีวิตด้วยน้ำมือตระกูลอู๋ ซ้ำเยี่ยนเฟ่ยยังถูกนางบีบบังคับจนเกือบถูกจับตาย วันนี้เขากลับมาแล้ว จะไม่ทวงคืนความยุติธรรมได้อย่างไร?
อันหย่วนโหวยังมีพี่น้องอีกสี่คน ซึ่งตอนนี้ทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในจวนโหว น้องชายต่างมารดาทั้งสี่ต่างเคารพพี่ชายใหญ่มาก แต่กลับไม่ยอมรับตระกูลอู๋และน้องสะใภ้เ่าั้ ซ้ำยังเหยียดหยามนางว่าคบชู้ก่อนแต่ง ท้องก่อนแต่งแล้วอุ้มท้องเข้าบ้าน นางยังมีหน้ามาเป็ฮูหยินโหวอีกหรือ?
ตอนนี้จวนอันหย่วนโหวชุลมุนวุ่นวาย ที่เมืองหลวงมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังรับชมกันอย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังมีบางคนวางแผนดึงเยี่ยนเฟ่ยเข้ามาเป็พวกอีกด้วย
ซูตงเฉินมองว่า ชีวิตของเยี่ยนเฟ่ยน่าสนใจสำหรับเขามาก พวกเขามีประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายกัน ซึ่งพวกเขาต่างก็เป็บุตรชายของภรรยาเอก สูญเสียมารดาั้แ่ยังเล็ก ทั้งยังมีสุดยอดแม่เลี้ยง ยังไม่เป็ผู้ใหญ่ก็ออกจากบ้านไปไกล ผ่านไปสิบปีถึงจะกลับมา
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูตงเฉินก็เอ่ยถามในใจว่า “ตู้หลี ตอนนี้เ้าสามารถติดต่อกับดวงจิตมิติส่วนตัวของเยี่ยนหลีได้หรือไม่? ”
ตู้หลีรู้สึกตื่นเต้นมาก “ติดต่อไม่ได้ชั่วคราว ข้าตรวจจับการตอบสนองของเขาได้ไม่ชัดเจนนัก รู้สึกเพียงว่าเขาเข้าใกล้พวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ คงกำลังตรงมาที่เมืองหลวง”
“เยี่ยมมาก” ซูตงเฉินมีความสุขเหลือล้นจนอดยืนขึ้นแล้วเดินวนสองสามรอบไม่ได้ ทว่าก็ยังควบคุมความสุขในใจไว้ไม่อยู่ เขาจึงเปิดประตูเดินออกไปสูดอากาศเย็นในฤดูใบไม้ร่วง แย้มยิ้มพลางมองพระอาทิตย์ตกสีสันร้อนแรง ก่อนจะถอนลมหายใจยาวออกมา และพูดกับตนเองในใจเพียงลำพัง “อาหลี นายมาหรือยัง? ”