*ฟุ่บ! ฟู่ววว!*
กระแสลมปราณสีฟ้าครามอันแกร่งกล้าจากยอดฝีมือตระกูลหลินระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ทั้งสามคนหมุนเกลียวพัดกระโชกจนฝุ่นผงบนหินอ่อนรอบลานประลองปลิวกระจาย บรรยากาศรอบตัวของหลีเฮงร้อนระอุและหนักอึ้งขึ้นในชั่วพริบตา ฝ่ามือทรงพลังทั้งหกข้างประเคนพุ่งตรงเข้าหาจุดตายหมายจะสยบชายหนุ่มขยะในพริบตาเดียว!
ในหัวสมองของหลีเฮงยามนี้ เสียงกระดิ่งแจ้งเตือนกริ่งสีชมพูสลักอักขระระบบดังขึ้นถี่รัวยิ่งกว่าเสียงกลองรบ
> [ตรวจพบความเสียหายระดับทำลายล้างที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต!]
> [ระบบทำการเปิดใช้งานทักษะติดตัวอัตโนมัติ: หลบหลังสตรี ขั้น 2]
> [ตรวจพบสตรีคู่พันธะระดับ SSS จำนวน 2 คนในระยะสิบเมตร: หลินเสวี่ยเหยา, เยี่ยหลัวอิน]
> [คูณสองเอฟเฟกต์ (x2)! ดึงกระแสพลังปราณคุ้มกันเมียรักของทั้งสองสตรีเพื่อสร้างเกราะป้องกันหนาพิเศษ!]
*ตูมมมมมมม!*
เสียงปะทะสนั่นปานฟ้าถล่มปฐพีทะลายกึกก้องไปทั่วห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ แรงอัดอากาศแผ่ซ่านกวาดกระจายออกไปจนแม้แต่ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บริเวณรอบนอกยังต้องโคจรพลังขึ้นมาต้านรับ ทว่าเบื้องหน้าฝ่ามือมหากาฬทั้งสามนั้น กลับปรากฏบาเรียโปร่งแสงทรงกลมสีชมพูกลืนทับไอเย็นสีทองและรัตติกาลสีน้ำครามกางกั้นร่างของหลีเฮงไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ฝ่ามือแรกถูกสกัดไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าประกายของบาเรียกลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดในสายตาของผู้ฝึกตนตาดี
“นี่มันวิชาอะไรกัน!” หนึ่งในยอดฝีมือที่ลงมือเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง ชายหนุ่ม Rank D ผู้นี้กลับทนรับการโจมตีร่วมของพวกตนได้โดยไร้บาดแผลในกระบวนท่าแรก
*ตูม! ตูม! ตูม!*
กระบวนท่าที่สอง สาม และสี่ ประเคนซ้ำลงมาอย่างต่อเนื่องไม่เปิดโอกาสให้หายใจ ยอดฝีมือทั้งสามเริ่มโคจรลมปราณนักสู้ ขั้นสูง พุ่งโจมตีด้วยความเร็วและรุนแรงขึ้นเพื่อทลายเกราะป้องกันประหลาดนี้ บาเรียของหลีเฮงสั่นระริกและจืดจางลงเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่รับหมัด
จนกระทั่งถึงกระบวนท่าที่ห้า ฝ่ามือเหล็กกล้าแฝงประกายปราณหนักหน่วงฟาดเข้าใส่ยอดโดมบาเรียเต็มกำลัง!
*แกร๊ก...*
เสียงรอยร้าวที่ดังก้องขึ้นเบา ๆ ทว่าเฉียบขาดสะท้อนขวัญ บาเรียคุ้มกันเริ่มปริร้าวเป็นรอยแมงมุม แรงสะเทือนบางส่วนเล็ดลอดผ่านระบบส่งผ่านพละกำลังเข้าปะทะกับร่างกายเนื้อของหลีเฮงจนอวัยวะภายในสะท้านสะเทือน ชายหนุ่มรู้สึกถึงรสชาติคาวหวานปะทุขึ้นในลำคอ ก่อนที่โลหิตสีแดงฉานจะไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขาเป็นสายเรียวบาง
หลีเฮงพยายามกัดฟันประคองสมาธิในใจร้องโอดครวญ: *‘ระบบ! บาเรียนี้มันไม่ใช่อมตะรึอย่างไร! แค่ห้าท่าข้าก็จะกลายเป็นน้ำเต้าหู้เละ ๆ อยู่แล้วนะเจ้าคะ!’*
> [คำเตือนระบบ: เกราะปราณเมียรักดึงพลังป้องกันมาจากระดับปราณแท้จริง ขั้นสูงสุดของคู่พันธะ หากเผชิญหน้ากับระดับปราณนักสู้ ขั้นสูง ถึงสามคนพร้อมกัน อัตราการฟื้นฟูเกราะจะตามไม่ทันความเสียหาย โปรดเตรียมตัวรับแรงสะท้อนถัดไป!]
เมื่อเห็นหลีเฮงเริ่มบาดเจ็บและมีเลือดซึมมุมปาก หลินเสวี่ยเหยาและเยี่ยหลัวอินที่ยืนดูอยู่ขอบลานประลองต่างพากันกระวนกระวายใจจนแทบบ้า ดวงตาคู่สวยของทั้งสองสั่นระริกด้วยความกลัวและห่วงหาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จิตใจอันแกร่งกล้าของพวกนางเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ร่างของชายหนุ่มโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป
> [ระบบตรวจพบการตอบสนองเชิงลึกและค่าความรักของสตรีเป้าหมายพุ่งสูงเกินขีดจำกัด]
> [เปิดใช้งานฟังก์ชันพิเศษ: พันธะฮาเร็มประสานชีวา]
> [ผลลัพธ์: ทำการฟื้นฟูบาเรียคุ้มกันเมียรักขึ้นสู่สถานะสูงสุด ทว่าต้องแลกด้วยการแชร์ความเสียหาย (Damage Share) ไปยังคู่พันธะร่วมด้วย!]
*วิ้งงงงง!*
พริบตานั้น บาเรียที่กำลังจะแตกสลายพลันเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้งด้วยประกายพลังน้ำแข็งและไอหมอกดำทมิฬอันหนาแน่น เกราะป้องกันกลับมาหนาแน่นปานกำแพงเหล็กกล้า ทว่าการประเคนโจมตีกระบวนท่าที่หก เจ็ด และแปด ของสามยอดฝีมือที่รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณกลับส่งผลร้ายแรงตามมา
*อึ่ก!*
หลินเสวี่ยเหยารู้สึกสะท้านใจพรางยกมือกุมหน้าอกงดงามของตนเอง ใบหน้างดงามฉายแววซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเยี่ยหลัวอินที่ร่างกายสั่นเทิ้มดวงตาวูบไหวด้วยความเจ็บปวดลึกลับที่ปะทุขึ้นกลางทรวงอก
พลังทำลายล้างที่ยอดฝีมือประเคนใส่หลีเฮงถูกแชร์ผ่านพันธะฮาเร็มเข้าสู่ดวงจิตและร่างกายของสองสาวโดยตรง! แม้พวกนางจะไม่ได้ก้าวเข้าสู่สนามประลอง แต่ร่างกายกลับเริ่มได้รับบาดเจ็บภายในไปพร้อมกับเขา ลมปราณแท้จริง ขั้นสูงสุดในตัวพวกนางสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนเริ่มมีหยาดโลหิตสีแดงเข้มซึมไหลออกมาที่มุมปากบางของทั้งคู่เช่นเดียวกัน
“กระบวนท่าที่เก้า! ลงมือขั้นเด็ดขาด!” ยอดฝีมือตระกูลหลินตวาดก้อง ฝ่ามือทั้งสามผสานลมปราณนักสู้ระดับสูงสุดจนอากาศเบื้องหน้าบิดเบี้ยว ฟาดกระแทกเข้าใส่หลีเฮงอย่างรุนแรงปานภูเขาถล่มทับ
*ตูมมมมมมมมม!*
เกราะคุ้มกันสีชมพูทองครามสลายแหลกเป็นผุยผงในทันที แรงปะทะสะท้อนกลับอย่างมหาศาลส่งร่างของหลีเฮงกระอักเลือดคำโต ลอยคว้างก่อนจะร่วงครูดทรุดลงไปนอนราบแนบอยู่กับพื้นหินอ่อนอย่างน่าเวทนา ร่างกายสั่นระริกและแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงต้านทาน
ในขณะเดียวกัน หลินเสวี่ยเหยาและเยี่ยหลัวอินก็เซวูบร่างกายสั่นสะท้าน มือเรียวสวยกุมหน้าอกแน่น หยาดโลหิตสีแดงฉานไหลซึมจากมุมปากของพวกนางมากขึ้นจนมองดูน่ากลัว ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองร่างที่นอนจมกองเลือดของหลีเฮงด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
หลินเทียนหรงเฝ้ามองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยหัวใจที่บีบคั้นอย่างรุนแรง เขามิได้โง่เง่าจนดูไม่ออกว่าบุตรสาวของตนเองและแม่นางน้อยชุดดำผู้นั้นมีอาการบาดเจ็บภายใน ทั้งที่ไม่ได้แตะต้องตัวผู้ใดเลย ประมุญาตระกูลหลินรู้สึกละอายใจและกังวลอย่างหนักเกรงว่าบุตรสาวจะทนรับความเศร้าโศกไม่ไหว เขาจึงรีบส่งสัญญาณยกมือขึ้นประกาศกร้าวเสียงดัง “หยุดมือ! กระบวนท่าสุดท้าย... ให้ลดพลังโจมตีลงกึ่งหนึ่ง!”
ยอดฝีมือทั้งสามรีบยั้งพลังของลมปราณนักสู้ออกไปครึ่งหนึ่งในพริบตาเพื่อมิให้ถึงชีวิต ทว่ายามนี้บาเรียป้องกันของหลีเฮงแตกสลายไปแล้วและฟื้นฟูไม่ทันภายใต้การเชื่อมโยงระบบ หลีเฮงจึงต้องใช้ร่างกายเนื้อที่บาดเจ็บสาหัสรับพลังฝีมือ 7 ส่วนเต็ม ๆ จากกระบวนท่าสุดท้ายที่ฟาดลงมากลางแผ่นหลัง!
*ปึก!*
เสียงปะทะทึบ ๆ ดังขึ้น ร่างของหลีเฮงสะดุ้งเฮือกกระอักเลือดอีกคำโตพรางสลบเหมือดหมดสติไปในทันที!
และในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเองที่ดวงจิตของหลีเฮงดับวูบลง... หลินเสวี่ยเหยาและเยี่ยหลัวอินที่สูญเสียพลังเชื่อมต่อบาเรียก็ไม่อาจทนรับแรงสะท้อนลมปราณที่ตีกลับผ่านพันธะฮาเร็มได้อีกต่อไป ทั้งสองสาวสะท้านเยือกพรางทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินอ่อนพร้อมกับกระอักโลหิตคำโตออกมาพร้อมกันต่อหน้าสายตาคนทั้งโถงหลัก!
*แค่ก!*
โลหิตสีแดงฉานสาดกระจายลงบนพื้นหินอ่อนงดงาม ใบหน้าของสองสาวเบิกตากว้างจ้องมองร่างของหลีเฮงพรางเอ่ยเรียกชื่อเขาเบา ๆ ก่อนจะเซซวนด้วยความอ่อนแรง
เหตุการณ์นี้สร้างความแตกตื่นและตกตะลึงให้แก่เหล่าผู้อาวุโสและทุกคนในห้องโถงหลักตระกูลหลินจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
เพราะในสายตาของคนภายนอกนั้น... ทั้งหลินเสวี่ยเหยาและเยี่ยหลัวอินไม่ได้ก้าวเข้าสู่สนามประลองและไม่มีผู้ใดเฉียดเข้าใกล้ตัวพวกนางเลยแม้แต่ปลายก้อย ทว่ายามที่หลีเฮงโดนจู่โจมจนเจ็บหนักปางตายและหมดสติไป ทั้งสองสาวกลับมีความรู้สึกร่วมและเจ็บปวดลึกซึ้งถึงขั้น ‘เสียใจจนกระอักเลือด’ ออกมาพร้อมกันทั้งคู่!
“สวรรค์... พวกนางรักเจ้าหนุ่มนั่นลึกซึ้งปานนี้เชียวรึ!” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เพียงแค่เห็นชายคนรักบาดเจ็บ หัวใจของพวกนางก็ทนรับความโศกเศร้าไม่ไหวจนเส้นชีพจรขาดสะบั้นกระอักเลือดตาม... ช่างเป็นความรักที่ลึกซึ้งก้าวข้ามความเป็นตายโดยแท้จริง!”
“รักแท้อันน่าเกรงขามยิ่งนัก! ข้าไม่เคยพบเจอสิ่งใดเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!”
หลินเทียนหรงจ้องมองบุตรสาวของตนเองพรางหลับตาลงด้วยความรู้สึกผิดและสะท้านใจอย่างถึงที่สุด ความดื้อรั้นก้าวร้าวของประมุขตระกูลหลินพังทลายลงในชั่วพริบตา เขาหันไปมองภรรยาอย่างซูชิงที่ยืนน้ำตาคลอเบา ๆ พลันถอนหายใจยาว “พาตัวหลีเฮงเข้าไปรักษาในห้องนอนส่วนในเถิด... บททดสอบข้อที่สองนี้ ถือว่าเขาผ่านแล้ว”
---
ชั่วคราวต่อมา ภายในห้องนอนรับรองอันหรูหราอลังการที่ตั้งอยู่ส่วนในสุดของคฤตระกูลหลิน
ร่างของหลีเฮงนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงไม้โบราณสลักลายหงส์มังกร ร่างกายของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวรอบตัวพร้อมกับยาสมุนไพรรักษาบาดแผลภายในสีดำประกายทองที่ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้อง
ข้างเตียงนอนนั้น ร่างระหงของสามสาวนั่งล้อมรอบคอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดไม่ยอมห่างไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว ทั้งหลินเสวี่ยเหยาที่ใบหน้ายังคงซีดขาว เยี่ยหลัวอินที่คอยส่งสายตาห่วงใยปนขุ่นมัว และจ้าวฉินซวง ตัวประกันสาวพยัคฆ์ทมิฬที่รีบขอก้าวเข้ามาดูแลรักษาหลีเฮงด้วยความเป็นห่วงปนสับสนในหัวใจ
หลินเทียนหรงพร้อมด้วยฮูหยินซูชิงก้าวเข้ามาในห้องนอน หวังจะสั่งการให้บุตรสาวและแม่นางคนอื่น ๆ แยกย้ายไปพักผ่อนเพื่อรักษาตัว ทว่าพอเดินเข้ามาถึงก็ต้องพบสายตาสามคู่ที่จ้องมองกลับมาด้วยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่นไร้ข้อต่อรอง
“พวกข้าจะอยู่ที่นี่ คอยดูแลเขาจนกว่าเขาจะฟื้น” หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยน้ำเสียงเฉียบขาดไม่เปิดโอกาสให้ทัดทาน
“หากท่านประมุขคิดจะไล่พวกเราออกไป ยามนี้ข้าก็พร้อมจะสู้จนตัวตายที่นี่” เยี่ยหลัวอินเอ่ยสมทบด้วยประกายตาเย็นชาสีรัตติกาล
หลินเทียนหรงได้ยินเช่นนั้นก็กุมขมับทันที พลางหันไปมองภรรยาของตนด้วยความจนปัญญา ฮูหยินซูชิงถอนหายใจพรางแตะแขนสามีเบา ๆ พลันกระซิบ “ท่านพี่... ปล่อยให้พวกนางอยู่เฝ้าดูแลเถอะเจ้าค่ะ สภาพของหลีเฮงยามนี้บาดเจ็บหนักจนสลบไสลปางตายปานนั้น คงไม่มีปัญญาไปทำเรื่องเหลวไหลลามกใด ๆ ได้แน่นอน ประกอบกับเด็กหญิงเหล่านั้นก็รักเขาจนยอมตรอมใจกระอักเลือดแทนกันได้ ข้าเกรงว่าหากเราฝืนแยกพวกนางออกไป... อาการบาดเจ็บภายในจะยิ่งทรุดหนักเพราะจิตใจบอบช้ำนะเจ้าคะ”
ประมุขตระกูลหลินเหลือบมองร่างสลบไสลของหลีเฮงพรางเหนื่อยใจจำยอม ‘ช่างเถอะ... สภาพกระดูกหักเนื้อปริร้าวปานนั้น หากเขาลุกขึ้นมาทำเรื่องลามกกับสตรีได้ ข้าคงต้องกราบเขาเป็นอาจารย์แล้วล่ะ!’
“ดี... ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าอยู่เฝ้าไข้ดูแลเขาได้ตามต้องการ ทว่าเมื่อเขาฟื้นตัวแล้ว เจ้าต้องส่งตัวมารายงานข้าทันที!” หลินเทียนหรงทิ้งท้ายเสียงแข็งก่อนจะประคองฮูหยินซูชิงเดินก้าวออกจากห้องนอนใหญ่ไป ทิ้งให้บานประตูไม้หนาปิดลงอย่างเงียบสนิท
ภายในห้องนอนยามนี้คงเหลือเพียงร่างไร้สติของหลีเฮง และสามสตรีระดับสูงที่เฝ้าจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของชายหนุ่มด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยระลอกความรู้สึกอันซับซ้อนยากจะคลี่คลาย...
- จบบทที่ 35 -