ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๓๙. บทที่ ๑๗ ขุนพลฉลูนักษัตร (๑)


            เสียงผู้คนในสนามโห่ร้องอึงคะนึงเสียงประกาศต่อมาของขุนพลธรณินคือ..

            “ผู้ชนะในด่านที่สามคือ เจ้าทิพ”


            ที่แท้ในง้าวสุดท้ายที่เจ้าทิพพุ่งออกไปตัดเข้าเชือกบนหลังช้างซึ่งสิงขรเกี่ยวตัวโหนอยู่ด้วยมือเดียวพลันที่เชือกขาดจึงตกลงสู่พื้นพสุธา ถือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป

             

            สิงขรนั้นเมื่อกระโจนหลบเพลงง้าวของเจ้าทิพไปห้อยทิ้งตัวอยู่ด้านข้างของช้างจึงไม่เห็นว่าง้าวของเจ้าทิพพุ่งตามมา เพียงรู้สึกตัววูบตกลงกับพื้นด้วยเชือกที่ตนเกาะเกี่ยวขาดออกกลายเป็นไร้สภาพใดๆ ให้ยึดเกาะได้ทันท่วงที จำต้องทิ้งง้าวกลิ้งตัวหลุนๆ ไปบนพื้น

            ขุนพลธรณินสั่งให้ทหารนำช้างคู่หนึ่งเร่งเข้าไปกันช้างศึกของสองคู่ชิงชัยออกจากกัน

            ไม่นานคนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามายังเบื้องหน้าปะรำที่ประทับอีกคนฟุบร่างแน่นิ่งอยู่บนคอช้าง ต้องใช้ช้างพี่เลี้ยงประกบพามา เมื่อมาถึงจึงจัดการตัดเชือกที่รัดข้อเท้าของเจ้าทิพออกนำร่างลงมาให้หมอหลวงเข้ารักษาทันที


            “ทำไมท่านจึงตัดสินให้เจ้าทิพเป็นฝ่ายชนะ”พระดำรัสของพระเจ้าฤทธิเทวารับสั่งถามขึ้น

            “ขอเดชะตามกติกาที่กำหนดผู้ใดอาวุธหลุดจากมือ ผู้ใดตกจากคอช้าง ผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ถือว่าพ่ายแพ้.. ครั้งนี้สิงขรราชองครักษ์ชั้นเอกได้รับบาดเจ็บจากคมง้าวของคู่ต่อสู้บริเวณชายโครงถูกรุกไล่จนสุดท้ายต้องตกจากคอช้างสู่พื้น แม้กระทั่งอาวุธของ้าวประจำกายก็หลุดจากมือจึงถือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป พระเจ้าค่ะ”ขุนพลธรณินผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้มีสิทธิ์ขาด กราบทูลข้อวินิจฉัยเสียงดังฉาดฉาน


            “แล้วเจ้าทิพล่ะ ง้าวก็หลุดจากมือบาดเจ็บจนสิ้นสติไป แม้มิผูกข้อเท้าไว้ก่อนก็คงพลัดตกจากคอช้างไปแล้ว” รับสั่งถามต่อถึงกรณีของเจ้าทิพ

            “เจ้าทิพนั้นอาการทั้งสามหาได้เกิดจากการกระทำของคู่ต่อสู้ไม่ง้าวที่หลุดจากมือเพราะจงใจพุ่งใส่คู่ต่อสู้ จนคู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำตกจากช้างไปส่วนอาการบาดเจ็บจนหมดสติก็เกิดขึ้นจากอาการบาดเจ็บเดิมของด่านประลองก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดจากการเพลี่ยงพล้ำเป็นอันตรายจากคมง้าวของคู่ต่อสู้อีกทั้งยังหมดสติไปหลังจากคู่แข่งขันหมดสิ้นหนทางต่อสู้แล้วดังนั้นมิพักต้องพูดถึงการผูกข้อเท้าเกี่ยวตัวไว้ พระเจ้าค่ะ”


            “ดีมาก วินิจฉัยได้ชัดเจนถูกต้อง” พระเจ้าปตานีรับสั่งชมเชยขุนพลธรณินที่แยกแยะตัดสินแพ้ชนะได้ชัดเจน

            “แล้วอาการบาดเจ็บของเจ้าทิพเป็นอย่างไรบ้าง”รับสั่งถามต่อทันที

            ครั้งนี้เป็นหมอหลวงที่กราบทูลถวาย

            “ข้าพระองค์ตรวจดูอาการของเจ้าทิพนับว่าสาหัสบริเวณลำตัวด้านขวาคล้ายบวมช้ำเลือดอยู่ภายในอาจจะต้องรักษาด้วยการเจาะเอาเลือดเสียออก แล้วประคบสมุนไพรรักษากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ฉีกขาดห้ามขยับกายเคลื่อนไหวใน ๗ วัน ส่วนอาการเจ็บปวดจนสิ้นสติ คิดว่าสัก ๒-๓คืนก็น่าจะฟื้นได้สติ พระเจ้าค่ะ”

            “ถ้าอย่างนั้นท่านจงรีบพาเขาไปรักษาตัวเถิด”


            สักครู่จึงเห็นร่างเจ้าทิพที่นอนแน่นิ่งสนิทถูกพาเคลื่อนย้ายไปอดทำให้ทุกคนต้องทอดถอนสะท้อนใจ

            การฝืนสภาพบาดเจ็บเข้าต่อสู้ของเจ้าทิพจนมีชัยชนะทั้งที่เป็นรองอยู่แทบทุกด้าน ทำให้หัวใจของชาวปตานีเริ่มหวั่นไหว อดเห็นใจและสงสารมิได้..โดยเฉพาะพระเจ้าฤทธิเทวาผู้เป็นพระบิดา

            พระราชธิดาวิสาณีทอดพระเนตรร่างของชายคนรักถูกหามออกไปด้วยพระอาการเศร้ากังวลในขณะที่พระราชบิดารับสั่งชมเชยขึ้นว่า

            “นับว่าเจ้าทิพชาญฉลาดทีเดียว จากสภาพเสียเปรียบพลิกสถานการณ์กลับมามีเปรียบ..แม้ช้างศึกตัวเล็กกว่า ชำนาญศึกน้อยกว่า แถมยังยืนอยู่ในทิศย้อนแสงจ้ากลับใช้แสงอาทิตย์สะท้อนเข้าตาช้างศึกคู่ต่อสู้ จนกลายเป็นมีเปรียบตั้งแต่จังหวะเริ่มต้นท่านเห็นเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ท่านขุนพล”

            ขุนพลสิงหลที่นั่งหน้าเคร่งเครียดเพียงกราบทูลว่า

            “ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าเจ้าทิพคงกำหนดกลยุทธ์การต่อสู้มาตั้งแต่ต้นแล้วพระพุทธเจ้าข้าแม้เจ้าทิพเป็นฝ่ายเสี่ยงทิศชนะ คงจะเลือกทิศตะวันออกอยู่ดี พระพุทธเจ้าข้า”


            องค์กษัตริย์แห่งเมืองนครฯทรงพยักพระพักตร์เห็นพ้อง ตรัสว่า

            “เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงวีรกรรมของพระมหาเถรศรีศรัทธาผู้บัญญัติวิชาเพลงอาวุธให้คู่ต่อสู้ทั้งสองในวันนี้..เมื่อตอนพระองค์ยังทรงพระเยาว์ พระชันษาเพียง ๑๖ ปี ท้าวอีจานได้ยกทัพบุกมายังเมืองของพระบิดาของพระองค์ครั้งนั้นขุนศึกทั้งหลายที่ออกรบต่างพ่ายแพ้หมดสิ้นด้วยท้าวอีจานทรงช้างตัวใหญ่ตกมัน มีพละกำลังมากแต่พระศรีศรัทธากลับทรงไสช้างพังตัวเมียเข้าต่อกรช้างพลายที่ตกมันเมื่อเจอกลิ่นช้างเพศเมียจึงมีอาการแปลกไปในจังหวะที่ช้างพลายชูงวงแผดร้องขึ้น พระศรีศรัทธาทรงพุ่งหอกเข้าใส่บริเวณปากช้างจนท้าวอีจานเสียทีพ่ายแพ้แตกทัพไป ชื่อเสียงของท่านจึงเลื่องลือขึ้นแต่ครั้งนั้น..วันนี้นับว่าเรามีวาสนาได้ชมวิชาอาวุธของพระมหาเถระท่านบนหลังช้าง”

            “หม่อมฉันก็เคยได้ยินวีรกรรมมากมายของพระมหาเถรศรีศรัทธาหากแม้นพระองค์ได้ขึ้นครองสุโขทัย สถานการณ์ต่างๆในสุวรรณภูมิคงจะเปลี่ยนไปจากทุกวันนี้เป็นแน่” พระเจ้าฤทธิเทวารับสั่งด้วยสำราญพระทัย


            จากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงสนทนากันอีกครู่หนึ่งเมื่อเห็นเป็นเวลาอันควรแล้วพระเจ้าฤทธิเทวาจึงมีรับสั่งออกไปว่า..

            “ด้วยพระบารมีของพระเจ้าศรีมหาราชพระเจ้านครศรีธรรมราชผู้เป็นใหญ่ใน ๑๒ เมืองบัดนี้การประลองคัดเลือกผู้มีฝีมือสูงสุดของเมืองปตานีสิ้นสุดลงแล้วเราขอประกาศให้เจ้าทิพ เป็นขุนพลฉลูนักษัตร ถือศักดินาชั้นขุนพล เป็นตัวแทนเมืองปตานีเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งราชาสิบสองนักษัตรซึ่งจะจัดขึ้นในอีก ๓ เดือนข้างหน้าต่อไป”

            สิ้นพระสุรเสียงทุกคนบนปะรำต่างโห่ร้องกึกก้อง


            ...จากชายไร้ยศศักดิ์บัดนี้ได้รับพระราชทานศักดิ์ฐานะเป็นขุนพลจากพระบิดาของตนแต่มิใช่ได้มาเพราะสายโลหิต หากแต่เพราะโลหิตที่หลั่งไหลเป็นสายกลางลานประลอง

             

            --------------------------------------------------


            สิงขรเองก็สมควรได้รับอวยยศเช่นกันในฐานะคู่ชิงชัยคนสุดท้ายแต่กลับมิได้มีการประกาศอย่างใดออกมา..

            ด้วยขุนพลสิงหลผู้เป็นบิดาแอบกราบทูลยับยั้งไว้

            กระทั่งเจ้าตัวถูกเรียกเข้าเฝ้าพระเจ้าฤทธิเทวาในที่รโหฐาน(ที่ลับผู้คน) พร้อมองค์ชายอัศวเมฆ ขุนพลสิงหลและมหาอำมาตย์วาสุธี


            “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าวิชาความเร็วที่สิงขรใช้ในการต่อสู้วันนี้หาได้เป็นสิ่งที่ข้าพระองค์ได้สอนสั่งไม่พระเจ้าค่ะ”

            “ถ้าเช่นนั้น ใครเป็นผู้แนะนำสั่งสอนให้เอ้า..สิงขรเจ้าว่ามาสิ” รับสั่งถามเจ้าตัวทันที

            สิงขรนั่งคุกเข่านิ่งอยู่กับพื้นก้มหน้ามิกล้าสู้สายตาผู้ใด

            ฝ่ายขุนพลผู้พ่อเห็นบุตรชายนิ่งงันสั่นสะท้านไม่กล้ากราบทูลความจริงออกมา จึงตวาดไปว่า

            “เจ้าอย่านึกนะ.. ว่าเราจับสังเกตไม่ออกตั้งแต่ตอนขี่ม้าแทงทวนแม้ระยะจะอยู่ห่างไกล แต่เราก็พอจะรู้ได้ว่ามิใช่วิชาที่เคยสั่งเคยสอน..พอเจ้ามาฟาดง้าวออกอาวุธบนหลังช้าง ด้วยอาการหายใจสั้นกระชั้นแรงเราก็รู้แล้วว่าเป็นวิชาของพวกโจฬะทมิฬ”


            สิ้นคำ “โจฬะทมิฬ” แทบทุกคนถึงกับส่งเสียงอุทานด้วยอาการตกใจขุนพลสิงหลจึงกราบทูลย้ำว่า

            “ขอเดชะ ที่ข้าพระองค์สังเกตเห็นคือวิชาเร่งปราณเปลี่ยนมิติของชาวโจฬะทมิฬพระเจ้าค่ะ.. วิชานี้กำหนดความเร็วอยู่ที่ธาตุลมแต่จะต่างจากการกำหนดธาตุลมของศรีวิชัยที่เจ้าทิพต้องผ่อนลมให้ช้าเพื่อให้จิตอยู่ในภวังค์ทุกอย่างรอบกายจึงแปรเปลี่ยนช้าตามลมหายใจส่วนชาวโจฬะทมิฬจะเร่งลมปราณให้กระชั้นถี่เร็ว จังหวะลมหายใจเร็วเท่าใด มิติความเร็วในตัวก็เปลี่ยนแปรเร็วตาม..เจ้าทิพเริ่มจากกำหนดทิ้งลมหายใจเป็นจังหวะแรกแต่โจฬะทมิฬกำหนดดึงลมหายใจเข้ากระชั้นแรงเป็นเริ่มต้นแม้จะเป็นวิถีที่ต่างกันแต่ผลลัพธ์คือเปลี่ยนมิติเข้าสู่ความเร็วเหมือนกันพระเจ้าค่ะ”


            วิถีของเจ้าทิพคือกำหนดให้ภายนอกเชื่องช้าส่วนของโจฬะทมิฬคือกำหนดให้ภายในรวดเร็ว..



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน