ด้วยความช่วยเหลือของต้าจินและไป๋เซียวเฟิง ในที่สุดทั้งหกคนก็สามารถทลายค่ายกลของผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าลงได้ ผู้ฝึกยุทธคนสุดท้ายที่เหลือรอดพยายามรวบรวมพลังชีวิต เพื่อะเิพลังที่เหนือกว่าขอบเขตห้า แต่ไม่ทันได้ทำสำเร็จก็โดนผู้าุโเฉินปล่อยสมบัติชั้นฟ้าสะบั้นคอไปเสียก่อน
“ข้าเข้าใจนะ ว่าชุดเกราะหนังเผิงของข้าทนต่อการโจมตีของผู้ฝึกยุทธพวกนี้… แต่เ้าไม่เห็นจะต้องให้ข้าเป็นกต่อเลยนี่ อีกอย่างข้ายังมิได้ทะลวงขอบเขตรวมปราณบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ” ต้าจินบ่นอิดออด
หลังจากถูกไป๋เซียวเฟิงลากมาช่วยสนามรบฝั่งผู้าุโ สหายบัณฑิตได้ทดลองให้ต้าจินรับการโจมตีของผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้า เมื่อพบว่าต้าจินไม่ได้รับาเ็อะไรมากนัก มีเพียงอาการฟกช้ำ บัณฑิตชุดขาวจึงให้เขาเป็คนคอยหลอกล่อการโจมตีบางส่วนจากศัตรู ช่วยลดภาระของเหล่าผู้าุโ
“ฮ่าๆๆ เมื่อถึงเมืองหลวงข้าจะชดเชยให้เ้าอย่างแน่นอน” ิเจ๋อที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ก็หัวเราะอย่างมีความสุข แม้ทั่วกายเขาจะเต็มไปด้วยโลหิต แต่กลับมิได้รับาเ็ภายในมากนัก การต่อสู้ครั้งนี้จึงถือว่าไม่ได้อันตรายเท่าที่คิด ซึ่งต้องขอบคุณเด็กหนุ่มร่างกำยำคนนี้
“ท่านิเจ๋อ พวกเราควรรีบไปสมทบกับคนอื่นๆ นะขอรับ จากการกระทำของศัตรู ข้าเกรงว่าเป้าหมายของพวกเขามิใช่การล้อมสังหารแต่แรก แต่คือการถ่วงเวลาเสียมากกว่า” หัวหน้าหน่วยย่อยหวังเอ้อร์รีบแจ้งความคิดของตน
ิเจ๋อพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนรีบนำกลุ่มกลับไปทางขบวนพ่อค้า
“เ้าว่าเซิ่งมู่จะปลอดภัยหรือไม่?” ต้าจินกระซิบถามไป๋เซียวเฟิง ถึงเขาจะมั่นใจในความสามารถของสหายวัยเด็กคนนี้ แต่ก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้
“ข้ามั่นใจเจ็ดถึงแปดส่วนว่าเซิ่งมู่จะปลอดภัย เขามิใช่คนโง่เขลา อีกทั้งการต่อสู้แรก ข้าเห็นเขาจัดการผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ได้อย่างง่ายดาย แม้ศัตรูพวกนี้จะมีวิชาประหลาดที่เพิ่มพูนตบะได้ แต่สำหรับเขาคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง” ไป๋เซียวเฟิงกล่าวตอบ พลางทะยานตัวตามิเจ๋อและผู้าุโเฉิน
ต้าจินพยักหน้ารับ แต่ก็ยังมิอาจขจัดความกังวลใจไปได้ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้สั่นไหวเบื้องหน้า
ในขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังจะเตรียมรับมือ ก็ปรากฏร่างชายหนุ่มชุดดำกับสตรีคนหนึ่ง คือ สุยอู๋ซินและจางฮวา!
ทันทีที่เห็นกลุ่มของิเจ๋อ สุยอู๋ซินจึงหยุดฝีเท้าประสานมือคารวะ “ข้าได้นำสมาชิกที่เหลือกวาดล้างศัตรูที่มาล้อมโจมตีจนหมดสิ้นแล้ว ข่าวดีคือไม่มีผู้เสียชีวิต ข่าวร้ายคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่คนหนึ่งรอดเงื้อมมือไปได้ ข้ากับจางฮวาพยายามตามรอยแล้ว แต่ตามไม่ทัน เกรงว่าพวกเราคงต้องรีบออกจากหุบเขาหลงโถวให้ได้ ก่อนศัตรูส่งสัญญาณช่วยเหลือแล้ว” สุยอู๋ซินที่โผล่มากะทันหัน ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ิเจ๋อและผู้าุโเฉินได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็เคร่งเครียด
“เช่นนั้นพวกเราต้องรีบแล้ว ทางอ้อมคงมิใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ข้าคงต้องใช้ทางที่สามแล้ว…” ิเจ๋อพูดด้วยสีหน้าเป็กังวล ก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะรีบพุ่งทะยานไปยังจุดจอดขบวนรถม้า
…
เซิ่งมู่ที่เพิ่งได้รับการรักษาจากสองแพทย์ประจำขบวนรถม้า กำลังเอนหลังพักผ่อนบนที่นั่งสารถี พลางอ่านตำราวิชายุทธมีดไปด้วย
นอกจากเซิ่งมู่ก็มีผู้าเ็สาหัสอีกสามคน สองคนคือชายวัยกลางคนที่เป็ผู้คุ้มกันรับจ้างทั่วไป อีกคนคือหลี่ซิ่วสมาชิกหน่วยย่อยตระกูลเฉินที่ใช้คันธนูเป็อาวุธ
ทั้งสี่คนล้วนถูกจัดให้นั่งพักบนรถม้าสำหรับผู้าเ็สาหัส แม้เซิ่งมู่จะพยายามบอกหลิวจื่ออี้ว่าตนยังขี่ม้าไหว แต่ทั้งแม่นางหลิวกับท่านอาจ้าวล้วนบอกให้เซิ่งมู่ไปนั่งพักบนรถม้า ทั้งสั่งว่าห้ามขยับตัวมากเกินไป เขาจึงตัดสินใจชวนแม่นางหลี่ซิ่วที่ดูาเ็น้อยที่สุดพูดคุยแก้เบื่อ
“แม่นางหลี่ซิ่ว ข้าขอสอบถามเื่วรยุทธของท่านหน่อยได้หรือไม่?” เด็กหนุ่มในชุดสีขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงเอ่ยถามสตรีที่อยู่เื้ัตน
นางใส่เสื้อผ้าสีครามเหมือนสมาชิกตระกูลเฉินคนอื่นๆ หน้าตามีความสดใสของคนในวัยหนุ่มสาว จากที่เซิ่งมู่รู้ สมาชิกตระกูลเฉินที่ออกมาครั้งนี้ส่วนใหญ่คือรุ่นเยาว์ในตระกูลที่มีพร์ออกมาหาประสบการณ์ นอกจากหลี่ซิ่วแล้ว ก็มี เฉินชิงชิง หวังฟา และจางฮวา ที่ถือเป็รุ่นเยาว์ผู้มีพร์ในตระกูลเฉิน
หลี่ซิ่วเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แล้วพยักหน้าตกลง
“ความรู้ข้ายังตื้นเขินนัก อยากให้แม่นางช่วยคลายข้อสงสัยให้ข้าหน่อย… ฝึกยุทธคือการฝึกร่างกาย ไม่แปลกที่ผู้ใช้วิชายุทธมีหลายประเภท แต่สิ่งที่ทำให้ข้าสนใจคือเหตุใดแม่นางถึงเลือกใช้คันศร มิใช่ว่าจุดเด่นของผู้ฝึกยุทธคือร่างกายหรอกหรือ?” เซิ่งมู่เอ่ยถาม
หลี่ซิ่วยกยิ้มเบาๆ พร้อมยกมือขออภัย “ข้ามิได้ขำเ้าหรอกนะ เพียงแต่เ้าก็เป็คนที่สิบเจ็ดแล้วกระมังที่ถามข้าเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีคุณชายสุย ชิงชิง แม้แต่ไป๋เซียวเฟิงยังเข้ามาถามข้า” กล่าวจบนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าจะตอบอย่างที่เคยตอบคนอื่นละกัน… ใช่! ที่ผู้ฝึกยุทธ ฝึกร่างกาย เพิ่มพลังชีวิต เพิ่มตบะ แต่เ้ามิเคยสงสัยเลยหรือ? ทำไมผู้ฝึกดาบ ผู้ฝึกทวน หรือแม้แต่ผู้ฝึกแส้ก็ใช้อาวุธเช่นกัน แต่กลับมิเคยมีใครสงสัย? เป็เพราะพวกเขาใส่พลังชีวิตลงไปในอาวุธได้เช่นนั้นหรือ? แน่นอนว่าหากเป็เช่นนั้นก็มิใช่ว่าคันศรก็ทำได้เช่นกันหรอกหรือ เกาทัณฑ์คันนี้คืออาวุธที่ผ่านการหลอมนอกด้วยพลังชีวิตของข้า การยิงศรทุกดอกล้วนถูกผสานพลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้ล่วงหน้า แม้พลังโจมตีจะลดลง แต่หากเป็สนามรบที่กว้างใหญ่ ผู้ฝึกยุทธประเภทเกาทัณฑ์เช่นข้าจะสามารถคุมสนามรบเกือบทั้งหมดไว้ได้มิยากเลย” กล่าวจบ นางก็หยิบศรมาดอกหนึ่งพร้อมถ่ายทอดพลังชีวิตของผู้ฝึกยุทธลงไปในศรเหล็กธรรมดาดอกนั้น ก่อนยื่นให้เซิ่งมู่ตรวจสอบ
หลังรับศรมาเซิ่งมู่ลองใช้พลังชีวิตของตนตรวจสอบศรที่อยู่ในมือ แม้พลังจะเบาบางแต่พลังที่แฝงไว้ในศรดอกนี้ หากกะแรงยิงที่เหมาะสม ก็สามารถทำร้ายผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามได้เลย หากต่ำกว่าขอบเขตสามคาดว่าคงเอาชีวิตได้ไม่ยาก
“ขอบคุณแม่นางที่ไขข้อสงสัย” เซิ่งมู่ยื่นลูกธนูคืนหลี่ซิ่ว พลางประสานมือขอบคุณ
นางทำเพียงพยักหน้ายิ้มๆ ด้วยสีหน้าเบิกบาน “เื่เล็กน้อย ข้ากลับรู้สึกมีความสุขนัก เวลาผู้ฝึกยุทธที่เก่งกว่าให้ความสนใจในวิชาเกาทัณฑ์ของข้า”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นก็เกาหัวแก้เก้อ ก่อนจะหันกลับไปสนใจตำราวิชามีดบนมือตน
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มของิเจ๋อก็ได้กลับมาถึงจุดตั้งขบวนรถม้า
“เตรียมตัวเดินทาง! ศัตรูมีกำลังเสริมเราต้องรีบฝ่าหุบเขาหลงโถวโดยเร็ว!” สุยอู๋ซินะโสั่งเสียงกร้าว พร้อมกับกระโจนขึ้นหลังม้า
“พวกข้าเตรียมพร้อมรอไว้แล้ว” เฉินจื้อเยว่กล่าวตอบ สุยอู๋ซินเลิกคิ้วสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
โดยไม่ชักช้า ขบวนรถม้ากลุ่มพ่อค้าิเจ๋อจึงเริ่มเดินทางเข้าไปยังกลางหุบเขาหลงโถว
ไป๋เซียวเฟิงที่ขึ้นมานั่งเบียดบนที่นั่งสารถี จึงถามด้วยความสงสัย “เ้าเป็คนบอกพวกนางหรือ?”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับเบาๆ
“รอบคอบดี” ไป๋เซียวเฟิงเอ่ยชมเสียงเบา
“ทำไมสุยอู๋ซินถึงบอกว่าเราจะฝ่าทางหุบเขาหลงโถวเล่า มิใช่ว่าหากเราหลบซ่อนตัวไปสักพัก หาจังหวะที่ศัตรูเคลื่อนกำลังเสริมมาทางนี้ สละสินค้าไปเราน่าจะหนีไปเส้นทางอ้อมเขาอี๋ซานได้มิใช่หรือ?” เซิ่งมู่สอบถาม
“เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง รอดูเื่สนุกๆ เถอะ” ไป๋เซียวเฟิงยักคิ้วลิ่วตา ทำหน้าทะเล้น
ไม่นานนัก เบื้องหน้าห่างไปประมาณยี่สิบจั้ง ปรากฏเส้นทางแคบที่เต็มไปด้วยกองหินถล่มปิดกั้นเป็ชั้นๆ มิต้องกล่าวถึงรถม้า แม้จะให้เขาพยายามหาวิธีปีนผ่านไปก็ยังยากลำบาก
แม้จะให้ผู้าุโเฉินใช้พลังปราณที่เหลือทั้งหมดเจาะผ่านไป ก็คงกินเวลามากกว่าหนึ่งชั่วยาม ณ เวลานั้นกำลังเสริมของศัตรูคงตามมาทันแล้วกระมัง?
แต่ขณะที่เซิ่งมู่กำลังคิดให้หัวหมุน ิเจ๋อก็เดินออกมายืนหน้าขบวนรถม้า โยนยันต์สีเขียวมรกตใบหนึ่งขึ้นไปบนฟ้า พลางประกบมือทำมุทราด้วยความรวดเร็ว
ทันใดนั้นพลังปราณจากธรรมชาติโดยรอบ ล้วนหมุนวนเป็พายุขนาดย่อม พุ่งเข้าไปยังยันต์เขียวมรกต
ไม่กี่อึดใจผ่านไป ขณะที่กำลังนั่งมองสถานการณ์อยู่ เซิ่งมู่ถึงกับขนลุกชันทั่วร่าง เกือบจะพุ่งถอยหนีด้วยความใ
ชั่วขณะนั้นเอง เบื้องหน้าิเจ๋อก็เกิดแสงสีขาวสว่างจ้าพวยพุ่งไปทางหินถล่มที่กองเป็ชั้นๆ ตามมาด้วยเสียงะเิอันกึกก้อง
เซิ่งมู่ที่สายตาพร่ามัว หูอื้ออึงเพราะแรงะเิ เมื่อเขาปรับสายตาได้ ก็ตกตะลึงให้กับภาพในสายตาของตน
หุบเขาหลงโถวที่แต่เดิมเต็มไปด้วยกองชั้นหินทับถม ยากจะปีนผ่าน ตอนนี้กลับเป็พื้นที่ยาวกว้าง ไร้สิ่งกีดขวางใดๆ เพียงพอให้รถม้าสองคันเดินสวนกันได้
ผ่านไปนานสองนาน คนอื่นๆ ก็ล้วนยังมิได้สติจากพลังอำนาจที่เก็บซ่อนไว้ของชายร่างท้วม สุยอู๋ซินเห็นดังนั้น จึงรีบเร่งบอกให้พวกเขาเดินทางผ่านหุบเขาก่อนอาทิตย์ตกโดยเร็ว
ต้าจินที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ ก็หันมามองหน้าเซิ่งมู่ทำตาปริบๆ พร้อมหันไปสบตากับไป๋เซียวเฟิงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ไป๋เซียวเฟิงะเิเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจ พลางเอาพัดในมือโบกเข้ากาย
“มิใช่ว่าท่านิเจ๋อเป็ยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นหรอก” เขาอธิบาย “แต่เพราะยันต์ใบนั้น คืออาวุธวิเศษชั้นิญญาที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวต่างหาก… ใบหนึ่งมีค่าถึงห้าเหรียญิญญา แรงะเิเมื่อครู่เทียบได้กับการโจมตีสุดพลังของผู้ฝึกตนขั้นพิศเต๋าเชียวนะ”
เซิ่งมู่พยักหน้าเบาๆ ในใจไม่อยากจะเชื่อว่ายันต์เล็กๆ ใบหนึ่งมีอานุภาพมหาศาลเพียงนั้น
“เหรียญิญญา?” ในขณะเดียวกันเขาก็เอ่ยถามสิ่งใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยิน
“เหรียญเซียนยังไงเล่า อาวุธ วิชาของผู้ฝึกตนบนูเาล้วนหายากและราคาสูงทั้งสิ้น พวกเราจึงใช้เหรียญเหล่านี้แทนตำลึงทองของผู้คนล่างูเา แบ่งเป็เหรียญพิภพ นภา ิญญา โบราณและเซียน หนึ่งเหรียญพิภพมีค่าประมาณหนึ่งร้อยตำลึงทอง หนึ่งเหรียญนภามีค่าสิบเหรียญพิภพ ส่วนเหรียญิญญามีค่าเท่าสิบเหรียญนภา การปล่อยพลังโจมตีของท่านิเจ๋อเมื่อกี้ ถือว่าผลาญเงินไปห้าหมื่นตำลึงทองได้เลย” ไป๋เซียวเฟิงส่ายหัวพลางเอาพัดตบในมือ
เซิ่งมู่กับต้าจินได้ยินดังนั้นก็ตะลึงในความมั่งคั่งของพ่อค้าที่เป็ผู้ฝึกตนยิ่งนัก
ระหว่างนั้นรถม้าก็เร่งรีบผ่านหุบเขาหลงโถวไปด้วยความเร็ว ระยะทางจากหุบเขาหลงโถวจนถึงเมืองชิงซีใช้เวลาไม่เกินสองชั่วยาม หากเร่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณหนึ่งชั่วยามก็คงเห็นประตูเมืองชิงซีแล้ว สิ่งที่ต้องระวังต่อจากนี้มีเพียงศัตรูชุดดำเ่าั้จะตามมาทันภายในหนึ่งชั่วยามนี้หรือไม่?
…
ผ่านมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วที่ฉู่คังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต การลอบสังหารตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นสุ่ยในครั้งนี้ หากเรียกว่าเป็ความผิดพลาดก็ไม่ถือว่าเกินไปนัก จากแผนเดิมที่พวกเขาวางแผนไว้ ขบวนรถม้าจะต้องมุ่งหน้าไปเส้นทางอ้อมเขาอี๋ซาน ซึ่งเป็จุดที่กำลังหลักเตรียมตัวรออยู่ แต่แผนกลับผิดพลาดเมื่อเฉินเวินอวี้ตรวจพบพวกเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหลงโถว
“หากเรียกหน่วยหลักมาได้ พวกเ้าก็จบสิ้นแล้ว ข้าจะรู้นักหากเจอผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดพวกเ้าจะยังรอดไปได้อีกหรือไม่?” เขาพึมพำกับตน อีกไม่เกินหนึ่งลี้ก็จะถึงจุดนัดพบที่คุยกันไว้แล้ว
ฉู่คังที่ะเิพลังทั้งหมดวิ่งมาจนถึงจุดนัดพบ เมื่อไม่เห็นกองกำลังหลักคนอื่นๆ ชายชุดดำที่ถอดผ้าคลุมหน้าจึงหย่อนกายพักผ่อนจากอาการเหนื่อยล้า
ขณะกำลังปรับลมหายใจอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงเดินมาจากข้างหลัง เมื่อหันไปมอง ฉู่คังที่ใกับบุคคลที่ไม่คุ้นหน้าก็ะโถอยออกไปถึงสองจั้ง ยกดาบในมือชี้ไปยังคนชุดดำอีกคนเบื้องหน้าตน
“เ้าเป็ใคร? หลัวเจิ้นคงอยู่ไหน?” เขาเปิดปากถาม
“หมายถึงเ้านี่หรือ?” บุรุษชุดดำที่น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มลึกคนหนึ่งเอ่ยออกมา พลางโยนศีรษะหนึ่งมายังเบื้องหน้า ศีรษะนั้นปรากฏใบหน้าชายวัยกลางคนที่ฉู่คังคุ้นเคย
“เป็ไปไม่ได้หลัวเจิ้นคงคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดแห่งกองทัพอาชาเหล็ก ไม่ใช่บุรุษที่จะตายง่ายๆ เช่นนี้แน่! เ้าเป็ใครกัน เหตุใดถึงมาโจมตีพวกข้า!” ฉู่คังะโถามด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดและหวาดกลัว หากผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดยังตายในน้ำมือของชายเบื้องหน้าตน ตนก็คงไม่อาจเอาร่างนี้กลับมาตุภูมิได้แล้ว อย่างน้อยหากรู้ว่าคนที่โจมตีตนเป็ใคร บางทีอาจจะได้ตายโดยตายังปิดสนิท
“พูดตามตรง หากเ้ามิได้มาที่จุดนัดพบแล้วหนีไปแทน เ้าอาจจะรักษาชีวิตของตนไว้ได้บ้าง” บุรุษเสียงหวานเอ่ย พลางส่ายหัว “น่าเสียดายนัก ใครใช้ให้เ้าคิดปองร้ายนายน้อยตระกูลเซิ่งกันเล่า”
ฉู่คังที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยายามรื้อฟื้นความรู้ทั้งหมดที่ตนมี
“ตระกูลเซิ่ง?” แม้จะพยายามคิดมากแค่ไหน ตระกูลเซิ่งที่เขารู้จักก็มิได้มีอำนาจมากพอจะสังหารผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดได้
หากมิใช่ในอาณาจักรชิงอวิ๋น แล้วจะมาจากที่ใดกัน?
“เ้าจะพูดคุยกับคนตายอีกนานไหม? พวกเราต้องไปรายงานท่านซือหม่านะ” ในตอนนั้นฉู่คังก็ได้ยินเสียงสตรีคนหนึ่งดังออกมาจากพุ่มไม้ สตรีคนนั้นใส่ชุดดำปกปิดตัวตนไม่ต่างกับบุรุษเบื้องหน้าตน
แต่สิ่งที่เขาััได้ถึงสตรีคนนั้นคือพลังชีวิตอันมหาศาลไม่ด้อยกว่าหลัวเจิ้นคง หัวหน้าหน่วยอาชาเหล็กแห่งชิงซานแม้แต่น้อย เกรงว่านางคงเป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดครึ่งก้าวไปแล้ว และสิ่งที่ทำให้เขากังวลมากที่สุดคือคนแบบนางกลับเป็เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ใช่หัวหน้าหน่วย!
“ข้าแค่อยากให้เขาตายตาหลับสักหน่อย” บุรุษชุดดำเอ่ยหยอกล้อ
สตรีชุดดำได้ยินดังนั้น จึงส่ายหัว พร้อมรวบรวมพลังชีวิตอันมหาศาลของตน
ฉู่คังเห็นดังนั้นจึงพยายามตั้งรับ โดยการเรียกดาบประจำกาย สมบัติชั้นพิภพออกมา!
แต่เพียงแค่พริบตาเดียว สตรีชุดดำก็พลันหายไปจากตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ก่อนมาปรากฏกายเบื้องหน้าของเขา ห่างกันเพียงไม่กี่ชุ่น
“ต้องโทษที่พวกเ้าออกมาทำงานสำคัญกัน แต่กลับดันไม่ยอมเปิดตำราดูฤกษ์ดี” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนถอนหายใจด้วยความเวทนา
ฉู่คังที่เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก จึงก้มลงไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกบรรยายไม่ถูก แขนเกินครึ่งของสตรีตัวเล็กฝังจมเข้าไปกลางหน้าอก การโจมตีของนางรวดเร็วและรุนแรง แม้กระทั่งโลหิตยังมิทันได้ไหลออกมา
เมื่อสตรีชุดดำดึงแขนของนางออกมา ภาพในสายตาของฉู่คังก็วูบดับลง
…
“จัดการหมดหรือยัง?” ซือหม่าเหว่ยเทาเอ่ยถามบุคคลที่เป็สหายและผู้ใต้บังคับบัญชาตนทั้งสองคน
“เรียนท่านซือหม่า เรียบร้อยแล้วขอรับ” หนิงอี้กล่าวตอบ “แต่คนสุดท้ายที่กงจิ้งสังหาร ทำเอาซะข้าไม่อยากกินอาหารเย็นนี้เลย” พูดจบเขาก็ทำท่าคล้ายจะอาเจียนออกมา
“เ้าอยากมีรูบนตัวอีกคนไหม?” หนานกงจิ้งกำหมัดมาทางหนิงอี้ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เ้าอยากมีรูบนตัวอีกคนไหม?” หนิงอี้กล่าวประโยคเดียวกัน พร้อมดัดเสียงเล็กแหลมล้อเลียน
หนานกงจิ้งจึงะเิพลังของผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดครึ่งก้าวออกมา เดินไปหาหนิงอี้ช้าๆ
หนิงอี้แทนที่จะหยุด กลับพ่นประโยคยั่วโมโหคนออกมาไม่หยุด “โอ้ยๆ ข้ากลัวแล้วๆ แม่นางคนเถื่อนตัวจิ๋ว อย่าสังหารข้าเลย”
“เ้า!” แต่ขณะที่หนานกงจิ้งกำลังจะพุ่งใส่หนิงอี้ ซือหม่าเหว่ยเทาพลันปรากฏกายระหว่างคนทั้งสองเสียก่อน
“เล่นกันพอหรือยัง? อีกไม่ถึงชั่วยามนายน้อยจะถึงเมืองชิงซีแล้ว แม้เราจะจัดการหนอนพวกนี้ไปแล้ว ก็ใช่ว่านายน้อยจะปลอดภัย” เขาติเตียนคนทั้งสอง “หนิงอี้ สืบหาว่าพวกนี้คือกองกำลังใด เมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้ตามพวกข้าไปสมทบกับท่านเฮ่อที่ชิงซีโดยเร็ว อย่าเถลไถล”
ชายชุดดำที่ชื่อหนิงอี้ประสานมือเคารพ “องครักษ์รับคำสั่ง!”
ชายร่างใหญ่พยักหน้า ก่อนจะทะยานลมตามขบวนพ่อค้าิเจ๋อไปด้วยความรวดเร็ว
หนานกงจิ้งยังมิลืมที่จะหันมาชูนิ้วกลางให้หนิงอี้หนึ่งครั้ง พร้อมดีดตัวตามรองหัวหน้าไป
หนิงอี้ส่ายหัวเบาๆ “วันพรุ่งนี้? จะทันได้อย่างไร… ท่านรองใช้งานกันหนักจริงๆ”