ย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 พวกชอบกินแตง[1]ที่ผ่านคุณสมบัติ

            ตอนที่ 33 พวกชอบกินแตงที่ผ่านคุณสมบัติ

            พวกชอบกินแตง [1] ที่ผ่านคุณสมบัติ 

            หานชีเยวี่ยเข้าใจความหมายนั้นอย่างชัดเจนนี่คือการขอให้กลับเข้าบ้านไปทำข้อตกลงซื้อขายกัน เพราะที่หน้าประตูใหญ่แบบนี้คงไม่อาจทำอะไรได้

            หานชีเยวี่ยเดินตามป้าคนนั้นไปพวกป้าคนอื่นๆ จะมีใครไม่เข้าใจความหมายบ้าง พวกเขาจึงรีบลุกขึ้นตามมา

            เมื่อเห็นว่ามีของดี พวกเธอก็ไม่อยากพลาด

            “โอ้ย คุณพี่หวง เราจะทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณต้องแบ่งผลประโยชน์ให้พวกเราบ้างสิ!”

            “หวงพั่นหลาน เธอรอพวกฉันก่อน!”

            เมื่อได้ยินชื่อหวงพั่นหลานหานชีเยวี่ยรู้สึกคุ้นเคย แต่ขณะนั้นเธอนึกไม่ออกว่าเป็นใคร

            หวงพั่นหลานรีบพูดว่า“ใครอยากได้ก็กลับบ้านไปเอาถังน้ำมันแล้วมาที่บ้านฉันนะ พวกเธออย่าเสียงดังล่ะของมันมีแค่นี้ ถ้าเสียงดังจนคนอื่นรู้เข้าแล้วล่ะก็ เดี๋ยวจะไม่พอแบ่งกัน” พูดจบหวงพั่นหลานก็รีบพาหานชีเยวี่ยเดินจากไปทันที

            หวงพั่นหลานอาศัยอยู่ในเขตบ้านพักของโรงงานทอฝ้ายเป็นบ้านเดี่ยวที่มีตัวเรือนแยกอยู่ลำพังซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นถึงระดับหัวหน้า

            หานชีเยวี่ยรู้สึกว่าวันนี้เธอมาถูกที่แล้วเมื่อเข้าไปในบ้าน หานชีเยวี่ยเห็นว่าห้องถูกจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อยเครื่องเรือนก็เรียบง่ายมาก

            แน่นอนนิยามคำว่าเรียบง่ายนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบกับยุคสมัยหลัง ในยุคสมัยนี้นั้นตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของ ตู้กับข้าว และโต๊ะกลม ถือว่าเป็นเครื่องเรือนชั้นดีเป็นของหายากระดับสูง

            สิ่งเหล่านี้หานชีเยวี่ยมีของเหล่านี้อยู่ภายในมิติมากมาย ทั้งหมดได้มาจากบ้านตระกูลจวง

            “มาสิแม่สาวน้อย นั่งลงก่อนเดี๋ยวป้าไปรินน้ำมาให้” หวงพั่นหลานรีบหยิบถ้วยกระเบื้องและกระติกน้ำร้อนจะรินน้ำให้หานชีเยวี่ย

            หานชีเยวี่ยรีบพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ“ไม่เป็นไรค่ะป้า หนูยังไม่ค่อยหิวน้ำ เราคุยธุระกันก่อนดีกว่า”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหวงพั่นหลานก็คิดว่าสมเหตุสมผล จึงถามขึ้นว่า “หนูจ๊ะ หนูบอกราคามาก่อนเลย”

            หานชีเยวี่ยบอกราคาตามราคาตลาดมืด

            หวงพั่นหลานอุทาน “ราคานี้แพงไปนะน้ำมันพืชที่สหกรณ์ก็แค่เจ็ดเหมาแปดเฟิน ไข่ไก่ฟองละเจ็ดเฟินหนูคิดราคาแพงกว่าเท่าตัวเลยนะ” ถึงแม้ปากป้าจะพร่ำบ่นว่าของแพงทว่าสายตากลับจับจ้องที่กระบุงบนหลังของหานชีเยวี่ยไม่วางตา

            หานชีเยวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า“ที่คุณป้าพูดก็ถูกค่ะ ของที่สหกรณ์ถูกกว่าก็จริง แต่จะซื้อได้ต้องมีคูปองถ้าคุณป้ามีคูปอง ฉันขายราคานี้ให้ก็ได้ค่ะ!”

            คนที่ชอบพูดว่าไม่อยากได้ของคือคนที่ต้องการของนั้นมากจริงๆหานชีเยวี่ยไม่กังวลว่าป้ากลุ่มนี้จะไม่ซื้อของของเธอเลย

            และก็เป็นไปตามคาด ป้าพูดไม่ออกเลย

            ใช่แล้ว ถ้าหากยึดราคาขายตามสหกรณ์แล้วละก็มันคุ้มเหรอที่จะเสี่ยงมาตั้งขายแบบนี้?

            “คุณป้า เอาอย่างนี้ค่ะฉันเห็นว่าเรามีวาสนาต่อกัน ไข่ไก่ฉันขายให้ฟองละเหมาสามเฟินน้ำมันพืชลดให้จินละเหมาหนึ่งเฟิน แต่ว่า ราคานี้ห้ามบอกต่อใครนะถ้าฉันยึดราคานี้แล้วขายนี้ให้ทุกคน ฉันคงขาดทุนตายพอดี” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวงพั่นหลานก็ดีใจมาก

            ไข่ไก่ฟองละถูกกว่าสองเฟินน้ำมันพืชจินละถูกกว่าหนึ่งเหมา ถ้าไม่ซื้อก็คงเสียใจแย่

            ป้าคนนี้ชื่อหวงพั่นหลานอยู่ในเขตบ้านพักของหัวหน้า ในที่สุดตอนนี้หานชีเยวี่ยจำได้แล้ว

             หวงพั่นหลานเป็นแม่ของหัวหน้าฝ่ายธุรการของโรงงานหัวหน้าฝ่ายธุรการเจียงอวี้หมิง เป็นคนกตัญญูมาก ภรรยาด่วนจากไปก่อนแล้วแม่จึงเป็นคนดูแลบ้าน

            รวมถึงเจียงอวี้หมิงยังเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการแถมยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดการโรงงานภายหลังจึงได้รับตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน

            การได้รู้จักกับหวงพั่นหลานในครั้งนี้ไม่แน่ว่าอาจเป็นประโยชน์กับเธอในอนาคต

            “หนูจ๊ะ เอาไข่ไก่ให้ป้าสามสิบฟองแล้วก็น้ำมันพืชอีกห้าจิน” หลานชายที่บ้านกินไข่ไก่ทุกวัน แถมยังชอบกินของทอดแต่น้ำมันพืชเป็นของหายาก มีเงินก็หาซื้อไม่ได้แม้ว่าลูกชายของเธอจะเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการ ก็หาน้ำมันพืชมาไม่ได้ง่ายๆ

            ในเมื่อวันนี้ได้เจอก็เลยขอซื้อเพิ่มอีกหน่อย

            เมื่อหานชีเยวี่ยฟังก็รีบรับคำทันที“ได้ค่ะคุณป้า หาขวดน้ำมันมาเลยค่ะ เดี๋ยวฉันรินให้”

            หวงพั่นหลานไปที่ครัวเพื่อหาตะกร้าใส่ไข่และขวดน้ำมันขณะนั้นหานชีเยวี่ยรีบเข้าไปในมิติเพื่อมองหาตาชั่งขนาดเล็ก

            หวงพั่นหลานไม่รู้ว่าหานชีเยวี่ยหายไปชั่วขณะหนึ่งแน่นอนว่าต่อให้เธอเห็น เธอก็คงคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเอง

            หานชีเยวี่ยหยิบไข่ให้หวงพั่นหลานโดยเลือกฟองที่ใหญ่กว่าให้เป็นพิเศษ พร้อมกับพูดคุยกับหวงพั่นหลานไปด้วย

            หวงพั่นหลานมองหานชีเยวี่ยหยิบไข่อยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าเธอเลือกหยิบแต่ฟองใหญ่ๆ ให้ก็พึงพอใจมาก

            “หนูจ๊ะ ไข่ไก่ของหนูนี่ฟองใหญ่จริงๆ”

            “ฉันเลี้ยงเองกับมือแน่นอนว่าต้องฟองใหญ่ค่ะ คุณป้า ฉันเห็นว่าโรงงานของคุณสวัสดิการไม่เลวเลยน่าอิจฉาพวกป้าจริงเชียว” หานชีเยวี่ยแสร้งทำท่าทีอิจฉา

            “ใช่แล้วโรงงานทอฝ้ายของเราสวัสดิการดีมาก ขอบคุณประเทศชาติที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีแบบนี้”

            “คุณป้าถ้าทุกคนสำนึกในบุญคุณแบบคุณป้าก็คงจะดี แต่ก็มีบางคนที่ไม่รู้จักบุญคุณนะสิคะ”

            “แน่นอนอยู่แล้วมีบางคนที่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ใจคดใจแคบเสียจริง มีชีวิตดีๆ ไม่ชอบกลับไปเป็นกบฏขายชาติ”

            เมื่อได้ยินดังนั้นหานชีเยวี่ยก็รู้สึกตื่นเต้น

            “คุณป้า ในโรงงานทอฝ้ายแบบนี้ยังมีคนขายชาติด้วยเหรอคะ? ใจคอทำด้วยอะไรกัน! ”

            “ใครบอกเธอว่าไม่มีล่ะ เห้อแต่ก่อนฉันก็พอมองออกว่าไม่ใช่คนดีมาก แต่ที่ไหนได้ก็เป็นแค่ผู้หญิงสำส่อน”

            ในใจหานชีเยวี่ยรู้สึกตื่นเต้นมากเธอเดาว่าคนที่ป้าหวงพูดถึงคือตู้ฉา นั่นหมายความว่า ของที่เธอซ่อนไว้ถูกพบแล้ว?

            หานชีเยวี่ยรีบทำท่าทางสนใจเรื่องชาวบ้านอย่างมากดวงตาส่องประกายระยับ

            “คุณป้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ให้ฉันได้ฟังอะไรที่สดใหม่หน่อยสิ”

            หวงพั่นหลานไม่ได้ปิดบังอะไรเพราะมันไม่ใช่ความลับ ครึ่งค่อนเมืองก็รู้เรื่องนี้แล้ว

            “พูดไปก็อายคนที่โรงงานของเรามีผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง แอบไปคบชู้ แค่นั้นก็ยังไม่พอนะจ๊ะยังทรมานสามีตัวเองอีก รู้ไหมว่านางเอาสามีและแม่สามีไปขังไว้ในห้องเก็บของ ”

            “นี่นะ สองแม่ลูกเนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะกลิ่นแรงมากจนแทบทนไม่ไหว ตอนที่ถูกพาตัวออกมา คนทั้งถนนแทบจะเป็นลมกันหมด คิดดูสิอย่างน้อยก็นอนร่วมเตียงเดียวกันมาหลายสิบปี ทำไมถึงทำกันได้ลงคอ? ”

            หานชีเยวี่ยตั้งใจฟังรายละเอียดตรงกับตู้ฉามาก แต่ว่า ไม่ได้บอกว่าเป็นกบฏขายชาติด้วยหรือ?

            ทำไมถึงพูดเรื่องชู้สาวล่ะ?หานชีเยวี่ยอยากจะถามมาก แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้ ถ้าพูดอะไรผิดไปทำให้ป้าระแวงสงสัยเข้าละก็อาจแย่เอาได้

            ป้าหวงพูดต่อ “หนูจ๊ะลำพังแค่มีเรื่องชู้สาวก็คงไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่เป็นผู้หญิงสำส่อน แต่ว่านางกับชู้รักของนางแอบส่งข่าวให้ฝ่ายตรงข้ามอีก ไม่รู้ว่าตลอดหลายปีมานี้แอบส่งความลับของประเทศชาติไปเท่าไหร่ คนแบบนี้ สมควรมีชีวิตอยู่ไหม?”

            หานชีเยวี่ยรีบพยักหน้าพร้อมกับทำท่าทางโกรธแค้น “คุณป้าพูดถูกต้องเลยค่ะ ทำไมถึงมีคนแบบนี้อยู่บนโลก?สมควรตายจริงเชียว”

            “นี่นะ ฉันว่าแบบนี้สมควรกินเม็ดถั่วลิสงจริงเชียว”

            “ไม่รู้ว่าสวรรค์ทนมองดูไม่ไหวหรือเปล่าถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เมื่อวานบ้านของผู้หญิงคนนั้นถูกปล้นจนไม่เหลืออะไรเลย ลูกชายของนางไปแจ้งความตำรวจหาของไม่เจอเลยสักชิ้น แต่กลับพบว่าพวกเขาร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามได้ยินมาว่าแม้กระทั่งเครื่องส่งวิทยุก็มี”

            หานชีเยวี่ยไม่คิดว่าตำรวจจะทำงานได้รวดเร็วขนาดนี้เพียงแค่วันเดียวก็สืบจนได้เบาะแสแล้ว

            เดิมทีเธอยังคิดว่าจะให้โอกาสอู๋เจี่ยฟั่งแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะหายไปแล้ว แต่ก็ไม่แปลกใครบ้างถูกขโมยบ้านกวาดทรัพย์สินไปจนหมดแล้วจะไม่แจ้งความล่ะ

            ไม่รู้ว่าใครได้ความดีความชอบครั้งใหญ่นี้ไป

            หานชีเยวี่ยแอบดีใจ หลังจากเรื่องนี้ชีวิตของตระกูลจวงจะพลิกกลับมาดีได้คงยาก แต่ก็ไม่แน่เพราะจวงเหวินหลินไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อจวง จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพ่อแท้ๆของจวงเหวินหลินคิดจะช่วยลูกชายล่ะ?

            จวงเหวินหลินเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเขาคงไม่มองดูลูกชายตัวเองต้องพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาหรอก!

            หานชีเยวี่ยคิดในใจ แล้วถามว่า “คุณป้าที่บอกว่าครอบครัวนั้นเป็นกบฏขายชาติ หมายถึงทุกคน หรือแค่ผู้หญิงคนนั้นคะ?”

            เชิงอรรถ

            [1] พวกชอบกินแตงหมายถึงกลุ่มคนพวกที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน

            [2] กินถั่วลิสง  หมายถึงการยิงเป้าประหาร

             

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】 ที่คุณอ่าน